กรณี สำนักข่าว Next News รายงานข่าวว่า เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง มีคำพิพากษาตัดสินคดีกล่าวหา นายกฤษดา กวีญาณ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย กับพวก ประกอบไปด้วย หม่อมราชวงศ์ศศิพฤนท์ จันทรทัต , นายธีรศักดิ์ สุวรรณยศ และนายเพิ่มพงศ์ วิริยะ อนุมัติสินเชื่อให้แก่ลูกค้าโดยมิชอบ จนเป็นเหตุให้ธนาคารได้รับความเสียหาย ซึ่งถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิดทางอาญา พร้อมส่งสำนวนเอกสารหลักฐานให้อัยการสูงสุด (อสส.) ฟ้องร้องดำเนินคดีตามขั้นตอนทางกฎหมาย
โดยศาลฯ มีคำพิพากษาตัดสินลงโทษจำคุก นายกฤษดา กวีญาณ จำเลยที่ 1 หม่อมราชวงศ์ศศิพฤนท์ จันทรทัต จำเลยที่ 2 , นายธีรศักดิ์ สุวรรณยศ จำเลยที่ 3 คนละ 6 ปี ส่วนนายเพิ่มพงศ์ วิริยะ จำเลยที่ 4 ให้จำคุกมีกำหนด 4 ปี
นอกจากนี้ ให้จำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 3 ร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,000,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยอัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี
อย่างไรก็ดี คดีนี้ยังไม่สิ้นสุด จำเลย ยังมีสิทธิ์ต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ในชั้นศาลสูงกว่านี้ได้อีก

คุกคนละ 6 ปี! อดีตปธ.แบงก์อิสลาม-พวก อนุมัติสินเชื่อมิชอบ-ชดใช้ 2 ล้าน
รวมคดีสินเชื่อ อดีตปธ.แบงก์อิสลาม-พวก รอดมา 2 - ก่อนเจอโทษคุก 6 ปี
ล่าสุด สำนักข่าว Next News ตรวจสอบข้อมูลคำพิพากษาคดีนี้ พบว่า คดีนี้มีจุดเริ่มจากการอนุมัติสินเชื่อให้ บริษัท ซันนี่ แอร์เวย์ส จำกัด วงเงินรวม 117.5 ล้านบาท เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 โดยโจทก์กล่าวหาว่า จำเลยที่ 1-3 ซึ่งเป็นกรรมการบริหารธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ร่วมกันอนุมัติสินเชื่อทั้งที่หลักประกันหลังหักส่วนลดมีมูลค่ารวมเพียง 14,852,000 บาท และรายได้ของบริษัทไม่สามารถคาดการณ์ความต่อเนื่องได้อย่างชัดเจน อีกทั้งยังมีการอนุมัติเปลี่ยนตัวผู้ค้ำประกันโดยไม่ปรากฏผลการตรวจสอบภาระหนี้และความสามารถในการชำระหนี้อย่างเพียงพอ ขณะที่จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจสัมพันธ์ ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้สนับสนุนจากการร่วมเสนอขออนุมัติสินเชื่อและชี้แจงข้อมูลต่อที่ประชุม
ภายหลังบริษัทเบิกใช้วงเงินสินเชื่อแล้ว ชำระได้เพียงดอกเบี้ยบางส่วน ก่อนผิดนัดและกลายเป็นหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) จนนำไปสู่การดำเนินคดีต่ออดีตผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ธนาคารรวม 4 ราย ในความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ โดยธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยเข้าร่วมเป็นโจทก์และเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 1-3
ขณะที่จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ และฝ่ายจำเลยต่อสู้ว่า ธนาคารได้ดำเนินคดีแพ่งกับลูกหนี้และโอนสิทธิเรียกร้องไปแล้ว จึงไม่ได้รับความเสียหายและสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนขาดอายุความ
ปรากฏรายละเอียดดังต่อไปนี้
คดีนี้เป็นความอาญาและคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา
อัยการสูงสุด โจทก์ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย โจทก์ร่วม
ระหว่าง
นายกฤษดา กวีญาณ จำเลยที่ 1
หม่อมราชวงศ์ศศิพฤนท์ จันทรทัต จำเลยที่ 2
นายธีรศักดิ์ สุวรรณยศ จำเลยที่ 3
นายเพิ่มพงศ์ วิริยะ จำเลยที่ 4
เรื่อง ความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องว่า ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) จัดตั้งขึ้นตาม พระราชบัญญัติธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2545 มีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบธุรกิจทางการเงินที่ไม่ผูกพันกับดอกเบี้ยและประกอบกิจการอื่น และมีกระทรวงการคลังร่วมทุนอยู่ด้วยเกินกว่าร้อยละห้าสิบ ธอท. จึงเป็นองค์การของรัฐบาลหรือหน่วยธุรกิจที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ และเป็นรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502 มาตรา 4
ขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร จำเลยที่ 2 และที่ 3 ดำรงตำแหน่งกรรมการบริหาร มีหน้าที่พิจารณาอนุมัติการให้สินเชื่อตามอำนาจที่กำหนดไว้โดยคณะกรรมการธนาคาร

ภาพประกอบ(1)

ภาพประกอบ(2)

ภาพประกอบ(3)
จำเลยที่ 4 ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจสัมพันธ์ มีหน้าที่ควบคุมและกำกับดูแลการปฏิบัติงานที่มีความซับซ้อนมากด้านการอนุมัติสินเชื่อ ในส่วนของการร่วมนำเสนอเพื่ออนุมัติสินเชื่อลูกค้ารายใหญ่ในระดับฝ่ายให้เป็นไปตามเป้าหมาย และยังดำรงตำแหน่งคณะอนุกรรมการพิจารณาสินเชื่อและคณะอนุกรรมการพิจารณาสินเชื่อรายใหญ่ มีหน้าที่กลั่นกรองการเสนอขออนุมัติสินเชื่อที่อยู่ในอำนาจการอนุมัติของคณะกรรมการบริหารและหรือคณะกรรมการธนาคาร
จำเลยทั้งสี่ จึงเป็นพนักงานตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 3
เมื่อระหว่างวันที่ 15 ตุลาคม 2553 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 เวลากลางวันต่อเนื่องกันตลอดมา จำเลยทั้งสี่ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ ธอท. หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต
กล่าวคือ เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 ในการประชุมคณะกรรมการบริหาร ครั้งที่ 33/2553 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในฐานะเป็นคณะกรรมการบริหาร ซึ่งเป็นพนักงานผู้มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ของ ธอท. ร่วมกันใช้อำนาจหน้าที่โดยทุจริต อนุมัติสินเชื่อลูกค้าราย บริษัทซันนี่ แอร์เวย์ส จำกัด วงเงินรวม 117,500,000 บาท โดยมีหลักประกันเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 74812 และ 74813 แขวงหัวหมากใต้ เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร เนื้อที่รวม 143 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ราคาประเมินหลังหักส่วนลด 4,352,000 บาท สัญญาโอนสิทธิเรียกร้องในเงินฝากของบริษัทซันนี่ แอร์เวย์ส จำกัด มูลค่า 10,500,000 บาท และมีผู้ค้ำประกันเต็มวงเงิน 3 ราย คือ นางสาวศกุนตลา หัตถสาร นางสาวสุภาพร เอ็ลเตรจ และนายเกรียงศักดิ์ กองเกตุ รวมราคาประเมินหลักประกันหลังหักส่วนลด 14,852,000 บาท คิดเป็นอัตราสินเชื่อต่อหลักประกันหลังหักส่วนลด (CTV) ร้อยละ 791.14 ไม่คุ้มค่าเพียงพอกับวงเงินที่ขอสนับสนุนสินเชื่อกับ ธอท.
และรายได้ของบริษัทไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะมีความต่อเนื่องสม่ำเสมอ เนื่องจากบันทึกข้อตกลง (MOU) ที่บริษัทซึ่งดำเนินธุรกิจให้เช่าเหมาลำเครื่องบิน โดยมีการทำ MOU กับบริษัททัวร์ที่เป็นคู่ค้า มิได้ระบุถึงรายละเอียดและความชัดเจนในการจะมาใช้บริการ ซึ่งไม่เป็นไปตามหลักปฏิบัติมาตรฐานการอำนวยสินเชื่อเพื่อธุรกิจพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม (SME) (มาตรฐานการอำนวยสินเชื่อเพื่อธุรกิจ SME) ในกรณีหลักประกันและกรณียอดขาย/รายได้ ซึ่งกำหนดไว้ว่า หลักประกันจะต้องคุ้มค่าเพียงพอกับวงเงินที่ขอสนับสนุนสินเชื่อกับธนาคาร และรายได้ที่แน่นอนในแต่ละเดือนหมายถึงยอดขายที่เกิดจากการทำธุรกิจ ยอดขายจะต้องมีความมั่นคงและแน่นอนว่าเกิดจากการดำเนินธุรกิจจริง และต้องสามารถคาดการณ์ได้ว่ายอดขายจะมีความต่อเนื่องไปจนถึงอนาคต
ทั้งจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้อนุมัติเปลี่ยนแปลงผู้ค้ำประกันจากนางสาวสุภาพรเป็นนายปรีชา กองเกตุ โดยไม่ปรากฏผลการตรวจสอบภาระหนี้ เอกสารหลักฐานแสดงข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับตัวลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกัน และเป็นการให้สินเชื่อโดยไม่ได้มีการวิเคราะห์หรือประเมินฐานะหรือความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกัน อย่างเช่นสถาบันการเงินผู้ประกอบกิจการด้วยความระมัดระวังพึงกระทำ ตามคำสั่งธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ที่ ธ 139/2551 เรื่อง สินเชื่อต้องห้ามและสินเชื่อพิเศษแต่ละประเภท ข้อ 1.2.3 และข้อ 1.2.5 และประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส. 33/2551 เรื่อง การให้สินเชื่อในลักษณะที่เล็งเห็นว่าจะเรียกคืนไม่ได้ ข้อ 5.3 และข้อ 5.1.5
การอนุมัติสินเชื่อและการอนุมัติเปลี่ยนแปลงผู้ค้ำประกันโดยมิชอบดังกล่าว ทำให้บริษัทซันนี่ แอร์เวย์ส จำกัด เบิกถอนเงินตามที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อจาก ธอท. ไป
แต่ภายหลังสามารถชำระหนี้แก่ ธอท. ได้เพียงดอกเบี้ยบางส่วน แล้วผิดนัดชำระหนี้และมีสถานะเป็นหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) เป็นเหตุให้ ธอท. ได้รับความเสียหาย
การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ดังกล่าว มีจำเลยที่ 4 เป็นผู้สนับสนุน
โดยจำเลยที่ 4 เป็นผู้ลงลายมือชื่อให้ความเห็นเสนอขออนุมัติสินเชื่อลูกค้ารายบริษัทซันนี่ แอร์เวย์ส จำกัด และเป็นผู้ชี้แจงเพิ่มเติมด้วยวาจาต่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร ครั้งที่ 33/2553 ว่า ลูกค้ารายดังกล่าวได้ขอเปลี่ยนแปลงผู้ค้ำประกันจากนางสาวสุภาพรเป็นนายปรีชา โดยไม่ได้นำเสนอการตรวจสอบภาระหนี้สินของนายปรีชาในฐานะผู้ค้ำประกันให้ที่ประชุมทราบ
เหตุเกิดที่ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 8, 11 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86 และขอให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท 120/2567 ของศาลนี้
ระหว่างพิจารณา ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลอนุญาต และยื่นคำร้องขอให้จำเลยทั้งสี่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม ภายหลังขอถอนคำร้องดังกล่าวเฉพาะในส่วนของจำเลยที่ 4 ศาลอนุญาต
จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ
แต่จำเลยที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท 120/2567 ของศาลนี้ ที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ
จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การในส่วนแพ่งว่า โจทก์ร่วมไม่มีอำนาจยื่นคำร้อง เนื่องจากโจทก์ร่วมได้ฟ้องลูกหนี้บริษัทซันนี่ แอร์เวย์ส จำกัด เป็นคดีแพ่งต่อศาล ซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาในคดีดังกล่าวแล้ว และภายหลังโจทก์ร่วมได้โอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อลูกหนี้ดังกล่าวและได้รับค่าตอบแทนไปแล้ว โจทก์ร่วมจึงไม่ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง จึงไม่จำต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม และสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนขาดอายุความ ขอให้ยกคำร้อง
*************
ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลเกี่ยวกับที่มาที่ไปคดี และพฤติการณ์การกระทำความผิดในคดีนี้ ก่อนที่ศาลฯ จะมีคำพิพากษาตัดสินลงโทษจำคุก นายกฤษดา กวีญาณ จำเลยที่ 1 หม่อมราชวงศ์ศศิพฤนท์ จันทรทัต จำเลยที่ 2 , นายธีรศักดิ์ สุวรรณยศ จำเลยที่ 3 คนละ 6 ปี ส่วนนายเพิ่มพงศ์ วิริยะ จำเลยที่ 4 ให้จำคุกมีกำหนด 4 ปี
นอกจากนี้ ให้จำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 3 ร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,000,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยอัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ตามที่ปรากฏเป็นข่าวข้างต้นไปแล้ว
ส่วนรายละเอียดอื่นๆ สำนักข่าว Next News จะติดตามมานำเสนอต่อไป
#อ่านข่าวผลคำพิพากษาคดีทุจริตดังที่นี่ คำพิพากษาจำคุก




