News Logo
หน้าแรก
หนี 11 ปี สุดท้ายไม่รอด! เจาะคดีฝากครูผู้ช่วยแม่สอด เรียกเงิน 9.5 ส.

หนี 11 ปี สุดท้ายไม่รอด! เจาะคดีฝากครูผู้ช่วยแม่สอด เรียกเงิน 9.5 ส.

9 ต.ค. 2569 07:43
ผู้ชม 97 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

"...การจับกุมผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้จึงเป็นอีกกรณีศึกษาที่เตือนให้เห็นว่า คำกล่าวอ้างเรื่องเส้นสายและอำนาจในการฝากเข้ารับราชการ อาจเป็นเพียงเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์จากผู้ที่กำลังมองหาโอกาสในชีวิต ตอกย้ำให้เห็นถึงปัญหาการสอบบรรจุข้าราชการ ในตำแหน่งต่างๆ ที่ปรากฏเป็นข่าวดังในช่วงเวลาที่ผ่านมา ได้เป็นอย่างดี..."

จากความฝันอยากเป็นครู สู่กรณีถูกเรียกรับเงิน 950,000 บาท ดูเหมือนจะเป็นแก่นหลักสำคัญของคดีทุจริตที่กำลังจะถูกกล่าวถึงต่อไปนี้

โดยเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่ข่าวเปิดปฏิบัติการติดตามจับกุมผู้ถูกกล่าวหาในคดีแอบอ้างว่าสามารถช่วยเหลือให้บุคคลเข้ารับราชการในตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดเทศบาลนครแม่สอด จังหวัดตาก และสามารถจับกุมผู้ถูกกล่าวหาได้ในพื้นที่ตำบลหัวเดียด อำเภอเมืองตาก จังหวัดตาก

ภาพการจับกุม (1)

ภาพการจับกุม (1)

ภาพการจับกุม (2)

ภาพการจับกุม (2)

ภาพการจับกุม (3)

ภาพการจับกุม (3)

คดีนี้ มีจุดเริ่มต้นย้อนกลับไปถึงปี 2558 หรือประมาณ 11 ปีก่อน เมื่อมีบุคคลแสดงตนและมีพฤติการณ์ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่า ตนเองมีตำแหน่งหน้าที่หรือมีความสัมพันธ์กับบุคคลในหน่วยงานของรัฐ สามารถช่วยเหลือหรือวิ่งเต้นให้ได้รับการบรรจุแต่งตั้งเป็นพนักงานเทศบาลนครแม่สอด ตำแหน่งครูผู้ช่วยได้

แต่การช่วยเหลือดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีค่าตอบแทน เพราะผู้ถูกกล่าวหามีพฤติการณ์เรียกรับเงินจากผู้เสียหาย รวมเป็นจำนวนสูงถึง 950,000 บาท โดยอ้างว่าจะสามารถช่วยเหลือให้เข้ารับราชการได้

ประเด็นสำคัญของคดีนี้ จึงไม่ได้อยู่เพียงจำนวนเงินเกือบ 1 ล้านบาทเท่านั้น หากยังสะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบการแสวงหาประโยชน์จากความต้องการเข้ารับราชการ ซึ่งเป็นอาชีพที่ประชาชนจำนวนมากมองว่ามีความมั่นคงและเป็นหลักประกันอนาคตของครอบครัว

แกะพฤติการณ์ อ้างตำแหน่ง–อ้างเส้นสาย–เรียกเงิน

จากข้อมูลที่สำนักงาน ป.ป.ช. เปิดเผย พฤติการณ์สำคัญของคดีเริ่มจากการสร้างความน่าเชื่อถือให้ผู้เสียหายเข้าใจว่า ผู้ถูกกล่าวหามีความสามารถในการติดต่อประสานงานหรือใช้อิทธิพลกับบุคคลภายในหน่วยงานของรัฐ เพื่อช่วยให้ผู้เสียหายได้รับการบรรจุแต่งตั้งในตำแหน่งครูผู้ช่วย

การแอบอ้างลักษณะดังกล่าวมีจุดสำคัญอยู่ที่การทำให้ผู้เสียหายเชื่อว่า การสอบแข่งขันเพื่อเข้ารับราชการไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรู้ความสามารถหรือผลคะแนนสอบเพียงอย่างเดียว แต่ยังสามารถใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวหรือเงินเป็นเครื่องมือช่วยให้ได้รับการบรรจุแต่งตั้งได้

เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อ จึงนำไปสู่การเรียกรับเงินจำนวน 950,000 บาท เพื่อแลกกับการช่วยเหลือตามที่กล่าวอ้าง

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่เปิดเผยในขณะนี้ยังไม่ได้ระบุรายละเอียดว่า มีการส่งมอบเงินจำนวนดังกล่าวกี่ครั้ง ผ่านช่องทางใด มีบุคคลอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ รวมถึงเงินที่เรียกรับไปถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างไร

ข้อเท็จจริงเหล่านี้ถือเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามจากพยานหลักฐานและกระบวนการพิจารณาคดีต่อไป โดยเฉพาะการตรวจสอบว่า ผู้ถูกกล่าวหาเป็นเพียงบุคคลที่แอบอ้างความสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่รัฐ หรือมีบุคคลในหน่วยงานราชการเกี่ยวข้องกับการกระทำดังกล่าวจริงหรือไม่

ผ่านไป 11 ปี ป.ป.ช. ตามจับได้กลางเมืองตาก

สำหรับปฏิบัติการติดตามจับกุมครั้งนี้ ดำเนินการภายใต้การอำนวยการของนายนิติพันธุ์ ประจวบเหมาะ เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. พร้อมด้วยนายชัยวัฒน์ ทองเกษม ผู้อำนวยการสำนักสืบสวนและกิจการพิเศษ และนายสุรพงษ์ ฉิมมณี ผู้อำนวยการกลุ่มสืบสวนและวิเคราะห์ธุรกรรมทางเทคโนโลยี

เจ้าหน้าที่กลุ่มสืบสวนและวิเคราะห์ธุรกรรมทางเทคโนโลยีได้ลงพื้นที่ติดตามตัวนายทวีศักดิ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 41 ปี ผู้ถูกกล่าวหาตามหมายจับของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 6 ที่ 19/2569 ลงวันที่ 10 กันยายน 2569

กระทั่งวันที่ 3 ตุลาคม 2569 เจ้าหน้าที่สามารถติดตามจับกุมตัวได้บริเวณตำบลหัวเดียด อำเภอเมืองตาก จังหวัดตาก

นับจากช่วงเวลาที่เกิดพฤติการณ์ตามข้อกล่าวหาในปี 2558 จนถึงวันที่จับกุม ห่างกันเป็นระยะเวลาประมาณ 11 ปี

ภายหลังจับกุม เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ได้จัดทำบันทึกการจับกุม แจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหารับทราบ และนำตัวส่งผู้ว่าคดีเพื่อดำเนินการยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 6 ตามขั้นตอนกฎหมาย

เปิดข้อกฎหมาย ทำไมคนอ้างเส้นสายฝากงานราชการจึงถูกดำเนินคดีทุจริต

สำนักงาน ป.ป.ช. ระบุว่า พฤติการณ์ของผู้ถูกกล่าวหาเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 171 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

สาระสำคัญของความผิดตามมาตรา 123 ของกฎหมายเดิม ซึ่งมีบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องในมาตรา 171 ของกฎหมายปี 2561 คือ การเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดเป็นการตอบแทนในการจูงใจหรืออ้างว่าจะจูงใจเจ้าพนักงานของรัฐให้กระทำการหรือไม่กระทำการในหน้าที่ อันเป็นคุณหรือโทษแก่บุคคลใด โดยวิธีอันทุจริตหรือผิดกฎหมาย หรือโดยอิทธิพลของตน

จากข้อมูลทางกฏหมาย จะเห็นได้ว่า แม้บุคคลที่เรียกรับเงินจะไม่ได้มีอำนาจแต่งตั้งข้าราชการด้วยตนเอง แต่หากมีพฤติการณ์เรียกรับเงินโดยอ้างว่าสามารถใช้อิทธิพลไปจูงใจเจ้าหน้าที่รัฐให้ช่วยเหลือในทางที่ผิดกฎหมาย ก็อาจเข้าข่ายความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวได้

ส่วนประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เป็นบทบัญญัติว่าด้วยการลงโทษกรณีกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน

อย่างไรก็ตาม การพิจารณาว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดตามองค์ประกอบกฎหมายครบถ้วนหรือไม่ เป็นหน้าที่ของศาลในการพิจารณาพยานหลักฐานและคำต่อสู้ของคู่ความ

2 ปมใหญ่ที่ต้องติดตามหลังจับกุม

แม้การจับกุมผู้ถูกกล่าวหาจะเป็นความคืบหน้าสำคัญของคดี แต่ยังมีประเด็นที่ควรตรวจสอบเพิ่มเติม ได้แก่

ประเด็นแรก เงิน 950,000 บาทไปอยู่ที่ใคร

ต้องตรวจสอบว่าเงินจำนวนดังกล่าวถูกส่งมอบให้ผู้ถูกกล่าวหาเพียงคนเดียวหรือไม่ มีหลักฐานการโอนเงินหรือการรับเงินอย่างไร และมีบุคคลอื่นได้รับผลประโยชน์จากเงินดังกล่าวหรือไม่

ประเด็นที่สอง มีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องจริงหรือเป็นเพียงการแอบอ้าง

การอ้างว่ามีเส้นสายช่วยบรรจุครูผู้ช่วยได้ ไม่ได้หมายความว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าร่วมกระทำความผิดจริง จึงจำเป็นต้องแยกข้อกล่าวอ้างของผู้ถูกกล่าวหาออกจากข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้

บทเรียนจากคดี เมื่อความหวังอยากเป็นข้าราชการกลายเป็นช่องทางหาประโยชน์

อย่างไรก็ดี คดีนี้สะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำในสังคมไทย นั่นคือการนำความต้องการมีอาชีพมั่นคงของประชาชนมาใช้เป็นช่องทางเรียกรับเงิน โดยเฉพาะตำแหน่งในหน่วยงานของรัฐที่มีการแข่งขันสูง

บุคคลที่อ้างว่าสามารถฝากเข้ารับราชการได้ อาจสร้างความน่าเชื่อถือด้วยการกล่าวอ้างว่ารู้จักผู้ใหญ่ มีความสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจ หรือสามารถประสานงานกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการสอบและการแต่งตั้งได้

แต่สิ่งที่ประชาชนต้องตระหนักคือ การสอบบรรจุเข้ารับราชการต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์และขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด การจ่ายเงินให้บุคคลใดเพื่อแลกกับการช่วยให้สอบผ่านหรือได้รับการแต่งตั้ง ไม่ใช่กระบวนการที่ชอบด้วยกฎหมาย และผู้จ่ายเงินเองก็อาจมีความเสี่ยงทางกฎหมายขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและเจตนา

การจับกุมผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้จึงเป็นอีกกรณีศึกษาที่เตือนให้เห็นว่า คำกล่าวอ้างเรื่องเส้นสายและอำนาจในการฝากเข้ารับราชการ อาจเป็นเพียงเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์จากผู้ที่กำลังมองหาโอกาสในชีวิต ตอกย้ำให้เห็นถึงปัญหาการสอบบรรจุข้าราชการ ในตำแหน่งต่างๆ ที่ปรากฏเป็นข่าวดังในช่วงเวลาที่ผ่านมา ได้เป็นอย่างดี

ท้ายที่สุด แม้คดีนี้ยังต้องรอการพิสูจน์ข้อเท็จจริงในชั้นศาล และผู้ถูกกล่าวหายังคงได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด

แต่บทเรียนสำคัญที่ประชาชนสามารถนำไปใช้ได้ทันที คือ อย่าหลงเชื่อคำรับรองจากบุคคลที่อ้างว่าสามารถใช้เงินหรือเส้นสายแลกกับตำแหน่งราชการ เพราะเงินที่เสียไปอาจไม่ได้ทำให้ได้งาน และอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของคดีความที่ยืดเยื้อยาวนานหลายปี

ดังเช่นข้อมูลสำคัญที่ปรากฏชัดเจนในคดีนี้

แท็กที่เกี่ยวข้อง
คดีฝากครูผู้ช่วยแม่สอด
จับกุมตัวผู้ต้องหา
ป.ป.ช.

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ทรัพย์สิน 161.9 ล้าน 'ไชยชนก ชิดชอบ' รมว.ดีอี กรณีพ้นสส.ปี 68
ทรัพย์สิน 161.9 ล้าน 'ไชยชนก ชิดชอบ' รมว.ดีอี กรณีพ้นสส.ปี 68