News Logo
หน้าแรก
‘ธนพันธุ์’ชำแหละ7ปม ทำ‘กสทช.’เจอวิกฤตศรัทธา ซัดบิดเบือน‘นิติธรรม’

‘ธนพันธุ์’ชำแหละ7ปม ทำ‘กสทช.’เจอวิกฤตศรัทธา ซัดบิดเบือน‘นิติธรรม’

7 ก.ย. 2569 20:56
ผู้ชม 162 คน

‘พล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ’ชำแหละ 7 ปม ทำ‘กสทช.’เผชิญวิกฤตศรัทธา เหตุประธาน-สำนักงานฯ ขาดหลักธรรมาภิบาล-บิดเบือนนิติธรรม-ข่มขู่พนักงาน-ฟ้องปิดปากฝ่ายตรงข้าม หวั่นทุบความเชื่อมั่นนักลงทุน เรียกร้องรีบจัดการก่อนประเทศจะเสียหายมากกว่านี้

สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 พล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยภายหลังเข้าประชุมร่วมกับสภาองค์กรของผู้บริโภค พร้อมกับ 2 กสทช.คือ ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต และ รศ.ศุภัช ศุภชลาศัย ว่า ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงและแนวทางแก้ไขปัญหาวาระค้างพิจารณาสะสมมากกว่า 100 วาระ หลังเกิดกรณีการประชุมบอร์ด กสทช. ล่มบ่อยครั้ง จนส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของประชาชนโดยตรง

 พล.อ.ท.ธนพันธุ์กล่าวว่า ยืนยันอย่างบริสุทธิ์ใจว่า ตนไม่ต้องการให้การประชุมล่ม แต่ไม่สามารถเข้าร่วมการประชุมที่ขัดต่อกฎหมายและหลักนิติธรรมได้ เนื่องจากคณะกรรมการสรรหา กสทช. มีคำวินิจฉัยเมื่อ 21 กรกฎาคม 2569 ว่า นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ เป็นผู้สละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. ซึ่งส่งผลให้ไม่อยู่ในสถานะที่จะทำหน้าที่ กสทช. ได้อีกต่อไป ตนจึงทำหนังสือยืนยันความเห็นส่งถึงสำนักงาน กสทช. เพื่อให้เร่งจัดการประชุมเฉพาะกรรมการ กสทช. ที่เหลืออยู่จำนวน 6 คน ซึ่งเป็นแนวทางที่ถูกต้องตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ และสอดคล้องกับคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดเมื่อ 31 สิงหาคม 2569

พล.อ.ท.ธนพันธุ์กล่าวว่า อย่างไรก็ดี สำนักงาน กสทช. กลับปฎิเสธที่จะดำเนินการตามแนวทางดังกล่าว และแม้ว่านายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย จะได้ชี้แจงหลักการชัดเจนว่า คำสั่งทางปกครองมีผลบังคับใช้ทันทีเมื่อผู้รับได้รับแจ้ง และการอุทธรณ์หรือฟ้องศาลไม่ได้ทำให้คำสั่งหมดผลบังคับใช้ แต่คาดว่าทั้ง นพ.สรณ และ นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ และรักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. คงจะไม่ดำเนินการตามกฎหมายแต่อย่างใด เนื่องจากเห็นว่าพฤติกรรมการใช้อำนาจที่ผ่านมา มีลักษณะแปรสภาพ “หลักนิติธรรม” ให้กลายเป็น “หลักตามใจชอบ” เพื่อโอบอุ้มสถานะทางอำนาจ ละเลยต่อบทบัญญัติมาตรา 3 ของรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดให้องค์กรอิสระต้องปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายและหลักนิติธรรมเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

 พล.อ.ท.ธนพันธุ์กล่าวว่า การบริหารงานของสำนักงาน กสทช.ที่ผ่านมาขาดหลักธรรมาภิบาลและส่งผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมทางปกครอง ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นใน กสทช.ชุดใดที่ผ่านมา โดยมี 7 ข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ ที่สะท้อนถึงสรุปดังนี้

 1.บิดเบือนหลักเกณฑ์และดองการสรรหาเลขาธิการฯ ตัวจริง

  นพ.สรณ ฝ่าฝืนหลักการทำงานระบบองค์คณะ ออกประกาศเอง โดยอ้างอำนาจเดี่ยวในการเสนอชื่อนายไตรรัตน์ และเมื่อกรรมการเสียงข้างมากมีมติไม่เห็นชอบ ก็ใช้วิธีดองกระบวนการ ไม่ยอมเริ่มต้นกระบวนการสรรหาใหม่ตามกฎหมาย โดยอ้างว่ามีคดีฟ้องร้องในศาล ทั้งที่ศาลไม่ได้มีคำสั่งห้ามหรือคุ้มครองชั่วคราวแต่อย่างใด

 2.ยื้อสถานะรักษาการเลขาธิการฯ ลากยาวเกิน 5 ปี และเมินมติ ครม.

 ปล่อยให้นายไตรรัตน์ ปฏิบัติหน้าที่รักษาการยาวนานเกินวิสัยหน่วยงานรัฐ และปฏิเสธไม่ยอมลงนามเปลี่ยนตัวตามมติบอร์ด กสทช. ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อถูกทวงถามถึงมติ ครม. ที่ห้ามรักษาการเกิน 180 วัน กลับอ้างความเป็นองค์กรอิสระเพื่อปฏิเสธการบังคับใช้ แต่พอเป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฉบับอื่นที่ฝั่งตนเองได้ประโยชน์ กลับนำมาชี้แจงบิดเบือนข้อเท็จจริงและสั่งให้สำนักงานฯ ถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

 3.พฤติกรรม "ผลัดกันลงนาม" ต่อสัญญารองเลขาธิการฯ ส่อเอื้อประโยชน์

 มีการต่อสัญญาจ้างรองเลขาธิการ กสทช. โดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากบอร์ด กสทช. ในลักษณะที่นายไตรรัตน์ และนายสุทธิศักดิ์ ตันตระโยธิน ผลัดกันลงนามอนุมัติสัญญาจ้างรองเลขาธิการฯ ให้กันและกัน ทั้งที่กรรมการได้ทักท้วงและอยู่ระหว่างการตรวจสอบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) แต่นพ.สรณ กลับเพิกเฉยและไม่ยอมให้มีการชี้แจง

 4.นิติกรรมจำแลง ฟ้องปิดปากผู้ตรวจสอบ (SLAPP Lawsuit)

 ปล่อยให้นายไตรรัตน์ ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา ยื่นฟ้องกรรมการ กสทช. 4 คน และบอร์ดทั้งคณะ ทั้งในคดีอาญา แพ่ง และปกครอง โดยนพ.สรณ ยังคงให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อ ซึ่งขัดหลักการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) อย่างร้ายแรง มิหนำซ้ำ นพ.สรณ ยังยื่นฟ้องแพ่งกรรมการ 4 คนด้วย พฤติกรรมดังกล่าวเข้าข่ายการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นอาวุธเพื่อสร้างภาระทางคดีและปิดปากฝ่ายตรวจสอบ

 5.แทรกแซงและข่มขู่พนักงานประจำด้วยโทษวินัย

 นพ.สรณ มีบันทึกห้ามไม่ให้พนักงานสำนักงาน กสทช. ดำเนินงานใดๆ ตามที่กรรมการ กสทช. ร้องขอ เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากประธาน หรือรักษาการเลขาธิการฯ ก่อน มิฉะนั้นจะถือว่าผิดวินัย นับเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตและนำโทษทางวินัยมาขู่ขวัญพนักงานประจำเพื่อไม่ให้สนับสนุนและปฏิบัติตามคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย

 6.ลักไก่ทดลองใช้โครงสร้างองค์กรหนีมติบอร์ด

 สำนักงาน กสทช. ออกคำสั่ง "ทดลองใช้" โครงสร้างสำนักงานใหม่และโยกย้ายตำแหน่งพนักงานจำนวนมาก เพื่อหลีกเลี่ยงการขออนุมัติจากบอร์ดตามที่กฎหมายกำหนด ในขณะที่ ระเบียบวาระ เรื่อง โครงสร้างสำนักงาน กสทช. ใหม่ ของจริง  นพ.สรณ ใช้วิธีสั่งพักการประชุมแล้วแอบมาปิดประชุมเพื่อหนีการลงมติ ทำให้วาระนี้ค้างนานกว่า 2 ปี

 7.จัดวาระประชุมสองมาตรฐาน ดองเรื่องเพื่อรักษาอำนาจ

 เลือกปฏิบัติในการนำวาระเข้าพิจารณาตามใจชอบ อ้างเป็นอำนาจประธานจนมีวาระสำคัญค้างสะสมมากกว่า 40 วาระ บางเรื่องค้างนานกว่า 3 ปี โดยเฉพาะระเบียบวาระเรื่องการแก้ไขระเบียบการประชุมเพื่อแก้ปัญหาดองงาน นพ.สรณ กลับไม่ยอมนำมาพิจารณาเพราะเกรงว่าจะถูกลดทอนอำนาจตนเอง ทั้งนี้ ไม่นับรวมเรื่องกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างแผนงานโครงการต่างๆ โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับแผน USO ที่อ้างว่าเป็นหน้าที่ของสำนักงาน กสทช.ซึ่งเลขาธิการฯ ขึ้นตรงต่อประธาน กสทช. เท่านั้น

 พล.อ.ท.ธนพันธุ์กล่าวว่า นอกจากนี้ยังได้เน้นย้ำถึงกรณีที่สำนักงาน กสทช. ออกเอกสารแจกสื่อมวลชนที่บิดเบือนข้อเท็จจริง โดยนำเอา "คำกล่าวอ้างของฝั่งตนเอง" ในคดีคุณสมบัติประธาน ไปรายงานต่อสาธารณะเสมือนว่าเป็น "คำวินิจฉัยชี้ขาดของศาลปกครองสูงสุด" ว่าตนเองชนะคดีและพ้นผิดแล้ว ทั้งที่ความจริงศาลเพียงแค่มีคำสั่งรับคำฟ้องไว้พิจารณาเท่านั้น รวมทั้งนำระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีที่ไม่เกี่ยวกับคำวินิจฉัยมากล่าวอ้าง จนทำให้สำนักงานศาลต้องมีข่าวโต้แย้งและตักเตือนการเผยแพร่ข่าวของสำนักงาน กสทช. ที่บิดเบือนข้อมูลทำให้สังคมเข้าใจผิด ถือเป็นพฤติกรรมดื้อแพ่ง ยื้อสถานะ และไม่ยอมรับผลของคำสั่งทางปกครองอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย

 พล.อ.ท.ธนพันธุ์กล่าวว่า หากหน่วยงานของรัฐยังคงปล่อยให้มีผู้บริหารที่ไม่ยอมรับกฎหมาย โดยที่ไม่สามารถบังคับใช้ได้ ย่อมส่งผลความเสียหายร้ายแรงต่อองค์กรและประเทศชาติ ใน 3 ด้านหลัก คือ

 1.กสทช.หมดความชอบธรรมในการกำกับดูแลเอกชน

 เมื่อผู้คุมกฎ (Regulator) กลายเป็นผู้ละเมิดและบิดเบือนกฎหมายเสียเอง ย่อมจะขาดความน่าเชื่อถือในการไปกำกับดูแลผู้ประกอบการ ได้อย่างไร

 2.ประชาชนและผู้บริโภคไร้ที่พึ่ง

 ท่ามกลางภาวะสูญญากาศทางกฎหมายและการบริหารงานตามใจชอบ ประโยชน์สาธารณะถูกลดทอน สิทธิและการคุ้มครองผู้บริโภคขั้นพื้นฐานถูกเพิกเฉย ปล่อยให้ประชาชนแบกรับผลกรรมจากความล้มเหลวขององค์กร

 3.ทำลายความเชื่อมั่นและดึงเช็งเม็ดเงินลงทุน

 กฎหมายที่ไม่มีความแน่นอนชัดเจน และแปรเปลี่ยนไปตามก๊วนอำนาจ ไม่เป็นอิสระในการปฎิบัติหน้าที่ตามที่กำหนด คือ "ฝันร้าย" ของนักลงทุนต่างชาติ หากปล่อยให้เกิดสภาวะเช่นนี้ต่อไป ประเทศไทยจะสูญเสียความน่าเชื่อถือในเวทีโลก และจะไม่มีนักลงทุนรายใดกล้าเสี่ยงนำเงินเข้ามาลงทุนในกิจการนี้อีกต่อไป

“หากผู้บริหารองค์กรของรัฐใดไม่ยอมรับกฎหมายและไม่ยึดหลักนิติธรรมแล้ว ย่อมส่งผลต่อประสิทธิภาพและการบริหารองค์กรนั้นแน่นอน โดยเฉพาะ กสทช. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ แต่กลับใช้คำว่าอิสระ มาบิดเบือนไม่ทำตามกฎหมายและปฏิเสธการตรวจสอบ แม้กระทั่งการตรวจสอบจากกรรมการด้วยกันเอง ถึงเวลาแล้วที่กลไกการตรวจสอบถ่วงดุลของรัฐ จะต้องเข้ามาดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ก่อนที่ผลประโยชน์ของชาติและประชาชนจะเสียหายไปมากกว่านี้”พล.อ.ท.ธนพันธุ์กล่าว

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

คุกคนละ 6 ปี! อดีตปธ.แบงก์อิสลาม-พวก อนุมัติสินเชื่อมิชอบ-ชดใช้ 2 ล้าน
คุกคนละ 6 ปี! อดีตปธ.แบงก์อิสลาม-พวก อนุมัติสินเชื่อมิชอบ-ชดใช้ 2 ล้าน