ทร.แจงจัดหาเรือฟริเกต 1.7 หมื่นล้านโปร่งใส ยันยึดประโยชน์ประเทศสูงสุด ถอดบทเรียน เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดชชี้ปัญหาเครื่องยนต์เกิดจาก "เขม่าสะสม" จำเป็นต้องปรับปรุง แต่ฟริเกตลำใหม่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล 4 เครื่อง ยืนยันไม่ซ้ำรอยแน่ ย้ำโครงการรหนุนพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศ
สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 ณ ห้องเจ้าพระยา หอประชุมกองทัพเรือ พล.ร.อ. ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ พร้อมด้วยคณะผู้รับผิดชอบโครงการจัดซื้อเรือฟริเกตสมรรถนะสูงมูลค่า 1.7 หมื่นล้าน อันประกอบด้วย พล.ร.ต. จุมพล นาคบัว รองเจ้ากรมยุทธการทหารเรือ, พล.ร.ต. สรรเสริญ สาโดด ประธานกรรมการร่างขอบเขตของงาน, พล.ร.อ. กรวิทย์ ฉายะรถี ประธานกรรมการบริหารโครงการ, พล.ร.ต. ศราวุธ ชิยางคบุตร ประธานกรรมการพิจารณาดำเนินการตามนโยบายจัดซื้อจัดจ้างแบบชดเชย (Offset) และ พล.ร.ต. วสันต์ ไตรจิต ประธานกรรมการจ้างโดยวิธีคัดเลือก ได้ร่วมกันแถลงผลการพิจารณาโครงการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงของกองทัพเรือ โดยยืนยันว่ากระบวนการทั้งหมดดำเนินการอย่างถูกต้อง โปร่งใส เป็นธรรม ตรวจสอบได้ และยึดประโยชน์สูงสุดของประเทศและกองทัพเรือเป็นที่ตั้ง
พล.ร.อ. ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ได้กล่าวว่า โครงการจัดหาเรือฟริเกตเป็นโครงการที่สำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนและสังคมในวงกว้าง เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องกันประเทศ การรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ การใช้งบประมาณแผ่นดิน ตลอดจนผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยควรได้รับ กองทัพเรือเข้าใจดีว่าเมื่อเป็นโครงการที่ใช้งบประมาณของประชาชน ทุกคำถามย่อมได้รับคำอธิบายด้วยข้อเท็จจริง หลักเกณฑ์ และหลักฐานที่ตรวจสอบได้ การชี้แจงในวันนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายที่มาของโครงการตั้งแต่ความจำเป็น ความต้องการด้านยุทธการ การจัดทำเอกสารขอบเขตของงาน (TOR) การกำหนดผลประโยชน์ตอบแทนทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม (Offset Policy) รวมถึงกระบวนการพิจารณาและขั้นตอนการดำเนินการของกองทัพเรือ
ผู้บัญชาการทหารเรือได้ย้ำว่า ประเทศไทยเป็นชาติทางทะเล เส้นทางเดินเรือพลังงาน ทรัพยากร และปากท้องของประชาชนเชื่อมโยงกับทะเลทั้งสิ้น สถานการณ์ความมั่นคงต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังอยู่ในภาวะขัดแย้งระดับสูง การนำเข้าสินค้าและพลังงาน ตลอดจนการค้าขายระหว่างประเทศ ล้วนต้องผ่านการขนส่งทางทะเลกว่า 90% ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรักษาอธิปไตยและการคมนาคมทางทะเลให้มีความปลอดภัย เรือฟริเกตจึงมิได้ถูกจัดหามาเป็นเพียงยุทโธปกรณ์ใหม่ แต่เป็นหัวใจหลักในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติทางทะเล และการจัดหาครั้งนี้ กองทัพเรือได้กำหนดคุณลักษณะที่เข้มงวดสูงเกินกว่ามาตรฐานทั่วไปมาก เพราะยึดมาตรฐานสูงสุดเพื่อให้มั่นใจว่า ไม่ว่าบริษัทใดที่ชนะการคัดเลือก เรือลำนี้จะต้องเป็นเรือที่ดี มีขีดสมรรถนะสูงในการปกป้องและคุ้มครองชีวิตกำลังพลของเราได้อย่างแท้จริง
ในการดำเนินการคัดเลือกโครงการนี้ พล.ร.อ. ไพโรจน์ ได้กำชับคณะกรรมการและเจ้าหน้าที่ทุกคนให้ยึดหลักสำคัญ 5 ประการด้วยกัน คือ 1.ความถูกต้องตามกฎหมายระเบียบและหลักเกณฑ์ทางราชการ 2.ความโปร่งใส ตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน โดยมีผู้สังเกตการณ์จากองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันเข้าร่วมตั้งแต่ต้น 3.ความเป็นธรรมและเท่าเทียมแก่ผู้ยื่นข้อเสนอทุกรายตามหลักนิติธรรม 4.ความคุ้มค่าตลอดอายุการใช้งาน ไม่ใช่เพียงแค่ราคาถูกในการส่งมอบเท่านั้น และ5.ผลประโยชน์ตอบแทนสูงสุดแก่ประเทศชาติและกองทัพเรือ ทั้งการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
ถอดบทเรียนจากเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช: โจทย์ท้าทายเพื่ออนาคตที่ดีกว่า
ในการแถลงข่าวครั้งนี้ ในช่วงของการถามตอบมีการกล่าวถึงการถอดบทเรียนจากปัญหาที่เคยเกิดขึ้นกับเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช (HTMS Bhumibol Adulyadej) เพื่อนำมาเป็นแนวทางในการจัดหาเรือฟริเกตลำใหม่ให้มีประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงในอนาคต โดยปัญหาที่พบประกอบด้วยเรื่องของ "อาวุธปืนฟาลังซ์" ของเรือที่ยังมีปัญหาอยู่ รวมถึงประเด็นที่ซับซ้อนกว่านั้นคือเรื่องของเครื่องยนต์และระบบการบริหารจัดการสัญญาประกัน
พล.ร.อ. กรวิทย์ได้ชี้แจงถึงปัญหาเครื่องยนต์บนเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดชว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากการบริหารจัดการระบบกำลังพล การหมุนเวียนกำลังพลที่เป็นเรื่องปกติของราชการ ทำให้ไม่มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีและความรู้จากกำลังพลชุดเก่าไปสู่ชุดใหม่ที่มีประสบการณ์น้อยกว่าได้ทันท่วงที นอกจากนี้ เรือยังถูกใช้งานอย่างเร่งด่วน โดยในช่วงแรกใช้เครื่องยนต์ที่มาจากเกาหลีใต้เป็นเวลาสองปี ก่อนที่เรือจะมีความจำเป็นเร่งด่วนต้องออกปฏิบัติการ ทำให้เมื่อถึงวงรอบการเปลี่ยนอะไหล่ไม่สามารถจัดหา Module จากอังกฤษซึ่งเป็นผู้ผลิตอะไหล่ทดแทนได้ ทำให้เกิดความท้าทายในการบริหารจัดการ
นอกจากนี้ การบริหารจัดการโดยเน้นความเร็วแบบมัธยัสถ์ให้มีการใช้ความเร็วรอบเครื่องยนต์ต่ำลง ซึ่งแม้จะช่วยประหยัดน้ำมันแต่กลับทำให้เกิดการสะสมของเขม่าในระบบเครื่องยนต์ และส่งผลต่อประสิทธิภาพโดยรวมของเรือ หากมีการเดินเครื่องยนต์ด้วยความเร็วรอบต่ำนานๆ เช่นเดียวกับการขับรถยนต์ที่ความเร็ว 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเป็นเวลานานๆ จะเกิดการสะสมของเขม่าที่ห้องเครื่องยนต์ และส่งผลให้ประสิทธิภาพของระบบหล่อเย็นและระบบน้ำมันเครื่องลดลง
เมื่อผู้สื่อข่าวถาม Next News ถามถึงปัญหาประการหนึ่งที่ถูกเน้นย้ำคือ "ระบบป้อมปืนฟาลังซ์" ขัดข้องบนเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช ทำให้มั่นใจได้อย่างไรว่าจะไม่เกิดปัญหาแบบเดิมอีก พล.ร.อ. กรวิทย์ ชี้แจงว่า ป้อมปืนดังกล่าวเสียก่อนหมดระยะเวลารับประกัน ในขณะที่อยู่ในช่วงการเรียกร้องค่าสินไหม บริษัทเดิมผู้รับผิดชอบ (แดวู) ถูกบริษัทอื่นเข้ามาเทคโอเวอร์ ซึ่งรัฐบาลเกาหลีใต้ไม่ต้องการให้บริษัทที่เทคโอเวอร์เข้ามาดำเนินการต่อ ส่งผลให้เงินประกันจำนวน 1,500 ล้านบาท จึงถูกเก็บอยู่ที่กระทรวงการคลัง และไม่สามารถนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาได้ทันที โดยเงินประกันนี้จะถูกส่งคืนงบประมาณก็ต่อเมื่อมีการตัดสินใจเรื่องการเปลี่ยน ซึ่ง ณ เวลานั้นยังไม่มีการตัดสินใจเป็นเวลา 2 เดือนเต็ม
ทางฝ่ายกองทัพเรือระบุต่อไปว่าเหตุผลที่ยังไม่มีความตัดสินใจก็เพราะประเด็นเรื่องของว่าป้อมปืนตัวก่อนนั้นมีความล้าสมัยไปแล้วสำหรับการแก้ไขในปัจจุบันอยู่ระหว่างการขอทราบราคาและแนวทางจากบริษัทมารีนไทย เพื่อขอทราบแนวทางอัพเกรดป้อมปืน หรือจัดหาใหม่โดยวิธีจัดหาแบบโครงการ FMS (Foreign Military Sales) ผ่านสหรัฐอเมริกา
ทางกองทัพเรือยังได้ชี้แจงด้วยว่า จากบทเรียนดังกล่าวในเรื่อปัญหาเครื่องยนต์เรือหลวงภูมิพล กองทัพเรือได้นำมาปรับใช้ในการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงชุดใหม่ โดยได้กำหนดคุณสมบัติให้เรือต้องมีเครื่องยนต์ดีเซลจำนวน 4 เครื่อง ซึ่งเป็นการถอดบทเรียนจากปัญหาที่เกิดขึ้นกับเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดชที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล 2 เครื่องและเครื่องกังหันแก๊ส 1 เครื่อง ซึ่งเวลาปฏิบัติการ กองทัพเรือมักใช้เครื่องยนต์ดีเซลเพื่อความประหยัดเป็นหลัก ทำให้เครื่องกังหันแก๊สไม่ได้ใช้งานเต็มที่ การเพิ่มจำนวนเครื่องยนต์ดีเซลในเรือชุดใหม่จึงเป็นการแก้ปัญหาและเพิ่มความยืดหยุ่นในการปฏิบัติการ ซึ่งมาพร้อมกับความสามารถในการใช้งานที่ทันสมัยยิ่งขึ้น
สำหรับคำถามอื่นๆในช่วงถามตอบ ได้มีการถามเกี่ยวกับนโยบาย Offset และการต่อเรือในประเทศ 100% โดยมีการตั้งข้อสังเกตจากข่าวสารที่ปรากฏในโซเชียลมีเดียว่ามีบริษัทอื่นเสนอตัวเลขการต่อเรือในประเทศที่สูงกว่าบริษัทที่ผ่านการคัดเลือก โดยเฉพาะประเด็นการต่อเรือในประเทศ 100% ตามที่บางประเทศในภูมิภาค เช่น อินโดนีเซียและสิงคโปร์สามารถทำได้ กองทัพเรือเห็นอย่างไรกับประเด็นนี้ และเหตุใดบริษัทที่เสนอการต่อเรือในประเทศสูงจึงไม่ผ่านการพิจารณา?
ทางฝ่ายกองทัพเรือได้ชี้แจงว่า ในอดีต กองทัพเรือมีความคาดหวังอย่างยิ่งที่จะพึ่งพาตนเองในการต่อเรือ OPV (เรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง) และเรือฟริเกตภายในประเทศ 100% โดยเคยมีประสบการณ์ความร่วมมือในการต่อเรือหลวงกระบี่และเรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งก็ได้มีความร่วมมือกับอู่ราชนาวีมหิดลและบริษัทเอกชนในการดำเนินการ การสำรวจศักยภาพของอู่เรือภายในประเทศในช่วงที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นว่ายังคงมีข้อจำกัดและยังคงต้องมีความร่วมมือกันระหว่างกองทัพเรือกับบริษัทเอกชน อย่างไรก็ตาม กองทัพเรือยังคงมีความคาดหวังและตั้งใจที่จะพัฒนาขีดความสามารถในการพึ่งพาตนเองด้านการต่อเรือในประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลและการพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ในอนาคตมีโอกาสบรรลุเป้าหมาย 100% ได้
สำหรับประเด็นที่บางบริษัทเสนอตัวเลข Offset หรือการต่อเรือในประเทศที่สูงกว่า กองทัพเรือชี้แจงว่าข้อเสนอเหล่านั้นไม่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติอื่นๆ ที่สำคัญของ TOR ไม่ว่าจะเป็นด้านคุณสมบัติของบริษัทเอง หรือคุณสมบัติทางเทคนิค ตัวเลขที่เสนอมานั้นต้องมีความชัดเจน มีหลักฐานการลงทุนจริง และมีรายละเอียดต้นทุนที่ตรวจสอบได้ตามหลัก Actual Value ซึ่งไม่ใช่เพียงตัวเลขที่กำหนดขึ้นมาลอยๆ การประเมินผลประโยชน์ของ Offset ไม่ได้วัดเพียงแค่เงิน แต่ดูว่าสิ่งที่เสนอมานั้นสามารถทำได้จริงหรือไม่ วัดผลได้หรือไม่ และประเทศไทยนำประโยชน์นั้นไปใช้ต่อได้จริงหรือไม่
ด้านนายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ถามเกี่ยวกับประเด็นเรื่องเรือที่ดีที่สุด ประโยชน์สูงสุดของประเทศ
ผู้บริหารกองทัพเรือได้ชี้แจงว่า กองทัพเรือยึดมั่นในกระบวนการที่โปร่งใส เป็นธรรม และถูกต้องตามระเบียบและกฎหมายทุกประการ หากมีการยกเลิกโครงการ จะมีผลกระทบต่อสิทธิ์ของผู้ที่ผ่านการคัดเลือก ซึ่งต้องคำนึงถึงสิทธิ์ทั้งคู่ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์เช่นเดียวกัน และที่สำคัญคือ ความจำเป็นเร่งด่วนด้านความมั่นคงของชาติ เนื่องจากเรือรบเดิมมีอายุการใช้งานสูงและทยอยปลดประจำการ การล่าช้าจะส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการป้องกันประเทศและแผนการเตรียมกำลังรบอย่างร้ายแรง การตัดสินใจจึงต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดและสภาวะความเร่งด่วนของสถานการณ์ กองทัพเรือพร้อมพิสูจน์ความจริงใจด้วยการกระทำ เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าทุกบาททุกสตางค์ของงบประมาณจะเปลี่ยนเป็นเรือรบที่ทรงพลัง เป็นความมั่นคงทางทะเล และเกิดประโยชน์สูงสุดกลับคืนสู่ประเทศชาติ
เมื่อถามถึงระยะเวลาการจัดทำ TOR และการสิ้นสุดการอุทธรณ์ ของบริษัทผู้เข้าร่วมการประกวดราคา เพราะมีการตั้งข้อสังเกตว่าระยะเวลา 45 วันในการเตรียม TOR และ 2 เดือนในการยื่นข้อเสนอสำหรับโครงการ 17,000 ล้านบาท อาจสั้นเกินไป ทำให้ข้อมูลไม่ครบถ้วน และสอบถามกรอบเวลาการสิ้นสุดกระบวนการอุทธรณ์
ทางฝ่ายกองทัพเรือชี้แจงว่าก่อนการจัดทำ TOR และการเปิดให้ยื่นข้อเสนอ กองทัพเรือได้มีการเชิญบริษัทต่างๆ มานำเสนอแนวคิดและศักยภาพในการสร้างเรือในประเทศ รวมถึงการบรรยายสรุปความต้องการของกองทัพเรือ ทำให้บริษัทผู้ยื่นข้อเสนอรับทราบข้อมูลล่วงหน้าเกี่ยวกับขนาดเรือ อาวุธ และเครื่องยนต์ที่ต้องการ ระยะเวลาที่ให้จัดเตรียมเอกสารจึงถือว่าเพียงพอและมากกว่าที่กฎหมายกำหนด
สำหรับกระบวนการอุทธรณ์ ปัจจุบันอยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาการอุทธรณ์และข้อร้องเรียนของกรมบัญชีกลาง ซึ่งกองทัพเรือได้ส่งมอบข้อมูลและพยานหลักฐานทั้งหมดแล้ว และพร้อมปฏิบัติตามคำวินิจฉัยอย่างเคร่งครัด อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถระบุกรอบเวลาสิ้นสุดกระบวนการอุทธรณ์ได้อย่างชัดเจน เนื่องจากเป็นขั้นตอนการพิจารณาของหน่วยงานภายนอก
สำหรับบรรยากาศการแถลงข่าวก่อนหน้าที่จะมีการถามตอบนั้นมีรายละเอียดดังนี้
เหตุผลและความจำเป็นในการจัดหา: การรักษาผลประโยชน์ชาติทางทะเล
พล.ร.ต. จุมพล นาคบัว รองเจ้ากรมยุทธการทหารเรือ ได้นำเสนอข้อมูลเพิ่มเติมถึงความจำเป็นในการจัดหาเรือฟริเกต โดยระบุว่าพื้นที่ทางทะเลที่อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของกองทัพเรือมีมากกว่า 320,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งในพื้นที่เหล่านี้ยังคงเป็นพื้นที่ที่มีการอ้างสิทธิทับซ้อนและพื้นที่พัฒนาร่วมกับเพื่อนบ้านหลายพื้นที่ ซึ่งมีโอกาสที่จะเกิดข้อพิพาทได้ในอนาคต นอกจากนี้ ทะเลของเรายังเป็นเส้นทางคมนาคมหลักที่เปรียบเสมือนเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงความมั่นคงด้านเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยเฉพาะในด้านการขนส่งปิโตรเลียมและสินค้าต่างๆ ที่ผ่านเข้าออกมากกว่าปีละ 15,000 เที่ยว คิดเป็นมูลค่าของสินค้ามากกว่า 16 ล้านล้านบาทต่อปี
อีกทั้งประเทศไทยยังอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ อาทิ การประมงที่มีมูลค่ามากกว่า 100,000 ล้านบาทต่อปี และในพื้นที่ที่เป็นแผ่นดินใต้ทะเล (ไหล่ทวีป) มีแท่นขุดเจาะปิโตรเลียมมากกว่า 400 แท่น ที่สร้างมูลค่าประโยชน์ด้านพลังงานมากกว่า 360,000 ล้านบาทต่อปี รวมถึงในด้านของการท่องเที่ยวที่สร้างรายได้อีกประมาณ 150,000 ล้านบาท ซึ่งมูลค่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจทางทะเลทั้งหมดรวมกันสูงถึงประมาณ 17.9 ถึง 24 ล้านล้านบาทต่อปี
นอกเหนือจากผลประโยชน์ของชาติที่มีมูลค่ามหาศาลที่ต้องได้รับการคุ้มครองปกป้องแล้ว ในสภาวะการณ์ด้านความมั่นคงปัจจุบัน เรายังต้องเจอกับภัยคุกคามหลากหลายรูปแบบที่ส่งผลกระทบต่อการรักษาความเรียบร้อย ความสงบ และการยับยั้งการขัดขวางการแสวงหาผลประโยชน์ อาทิ ปัญหาช่องว่างไต้หวัน และปัญหาโจรสลัด ซึ่งภัยคุกคามเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงจุดเปราะบางของเส้นทางคมนาคมทางทะเลที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชนโดยตรง
ดังนั้น การมีเรือฟริเกตที่พร้อมและมีความสามารถสูง จะทำให้กองทัพเรือมีความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจที่รับมอบ และการคุ้มครองเส้นทางคมนาคม ตลอดจนการปกป้องผลประโยชน์ของชาติทางทะเลที่มีมูลค่ามหาศาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยิ่งไปกว่านั้น การพัฒนาขีดความสามารถทางรบของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ทำให้เราจำเป็นต้องมีกำลังรบที่เพียงพอ สมดุล ทันสมัย และพร้อมรบที่สามารถรองรับภัยคุกคามได้อย่างทันท่วงที
เรือฟริเกตเหล่านี้จะเป็นจุดประสงค์หลักที่ตอบสนองต่อภารกิจที่รัฐบาลมอบให้กองทัพเรือ ไม่ว่าจะเป็นในด้านของการป้องปราม การลดและการป้องกันประเทศ การรักษา กฎหมาย การช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะในสภาวะที่เกิดภัยพิบัติอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ เรือรบยังเป็นส่วนหนึ่งของกลไกในการสร้างความสัมพันธ์ เสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ และการรักษาเสถียรภาพความมั่นคงในภูมิภาค และความร่วมมือกับมิตรประเทศในการฝึกร่วมปราบปราม
ปัจจุบัน กองทัพเรือมีเรือฟริเกตสมรรถนะสูงซึ่งถือเป็นพระเอกในการปฏิบัติการสามมิติไม่เพียงพอ และมีแนวโน้มลดลง หากไม่เสริมสร้างกำลังรบให้เหนือกว่าหรือสมดุล โอกาสแพ้ในทางยุทธศาสตร์และการทำสงครามทางทหารย่อมเกิดขึ้น ด้วยเหตุนี้ จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนในการจัดหาเรือทดแทนสำหรับเรือเดิมที่มีอายุการใช้งานสูงและทยอยปลดประจำการในระยะเวลาอันใกล้ กองทัพเรือจึงได้กำหนดความต้องการเรือฟริเกตไว้ในยุทธศาสตร์กองทัพเรือจำนวนอย่างน้อย 8 ลำ เพื่อทำหน้าที่ในอ่าวไทยและทะเลอันดามัน รวมถึงการประกอบกำลังกองเรือเฉพาะกิจ หรือผู้อำนวยการป้องกันคุ้มครองการปฏิเสธการใช้ทะเล การป้องกันการปิดการคุ้มกันเรือสินค้า และการดำเนินการกิจกรรมทางทะเลอื่นๆ แผนการจัดหาเรือฟริเกตนี้จะสอดคล้องกับฐานงบประมาณและความจำเป็นเร่งด่วน โดยจะเป็นการดำเนินการจัดหาแบบต่อเนื่องเพื่อให้กองทัพเรือมีความพร้อมรบตามยุทธศาสตร์ และคำนวณจากการพร้อมปฏิบัติการ 4 ลำ ส่งกำลังบำรุงและเตรียมความพร้อม 2 ลำ และเข้าซ่อม 2 ลำ ในระยะนี้จึงเสนอจัดหาเรือฟริเกตจำนวน 4 ลำเป็นชุดในระยะยาว เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการซ่อมบำรุงและคำนึงถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศ

ส่วนประกอบเรือหลวงภูมิพล
คุณลักษณะทางเทคนิคและขีดความสามารถ (TOR) ของเรือฟริเกตใหม่
พล.ร.ต. สรรเสริญ สาโดด ประธานกรรมการร่างขอบเขตของงาน (TOR) ได้ชี้แจงถึงรายละเอียดของการกำหนดคุณลักษณะเฉพาะของเรือฟริเกตใหม่ โดยระบุว่าคณะกรรมการจัดทำ TOR ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานต่างๆ ของกองทัพเรือ ได้แก่ กรมอู่ทหารเรือ (ด้านการต่อเรือ กลจักรไฟฟ้า), กรมอิเล็กทรอนิกส์ทหารเรือ, กรมสรรพาวุธทหารเรือ, กรมสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ (ด้านการสื่อสารและ Data Link) และผู้เชี่ยวชาญด้านการปฏิบัติการจากกรมยุทธการทหารเรือ โดยหลายท่านเป็นอดีตคณะกรรมการตรวจการจ้างในโครงการใหญ่ๆ และมีประสบการณ์ รวมถึงสำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศในสายงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ในการดำเนินการ คณะกรรมการได้ยึดหลักการพื้นฐานที่ต้องเป็นไปตามกฎหมาย พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างปี 2560 และข้อกำหนดจากกระทรวงการคลังและกรมบัญชีกลาง
วัตถุประสงค์: จัดหาเรือฟริเกต 1 ลำ พร้อมทั้งระบบและอุปกรณ์อะไหล่ เครื่องมือ เอกสาร ส่วนสนับสนุน การทดสอบ ทดลอง การฝึกอบรม การตรวจรับ และการรับประกันที่เกี่ยวข้อง ในวงเงินรวมไม่เกิน 17,000 ล้านบาท
คุณสมบัติของผู้ยื่นข้อเสนอ:
เป็นนิติบุคคลที่เป็นอู่เรือรับจ้างสร้างเรือ หรือเป็นหน่วยงานของรัฐบาลต่างประเทศที่รับจ้างสร้างเรือ
มีประสบการณ์ในการสร้างเรือฟริเกต
เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์แบบเรือ หรือได้รับการยินยอมจากเจ้าของลิขสิทธิ์แบบเรือ โดยมีเอกสารรับรองยืนยัน
มีสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศตามกฎหมาย
มีข้อเสนอการชดเชยส่งเสริมอุตสาหกรรมภายในประเทศ (Offset) โดยมีการสร้างเรือบางส่วนอย่างน้อย 20% ของโครงสร้างตัวเรือ หรือทั้งหมดภายในประเทศ
มีมูลค่าสุทธิของกิจการที่เป็นบวกในวันสุดท้ายก่อนวันยื่นข้อเสนอ ซึ่งแสดงถึงความมั่นคงทางการเงิน
ขีดความสามารถที่ต้องการ:
สามารถรบได้ 3 มิติ ได้แก่ มิติทางอากาศ (ป้องกันภัยทางอากาศ ทั้งอากาศยาน อาวุธปล่อยนำวิถี และอากาศยานไร้คนขับ), มิติการรบผิวน้ำ (ต่อต้านเรือผิวน้ำของฝ่ายตรงข้าม และการยิงสนับสนุนฝั่งด้วยปืนเรือหรืออาวุธปล่อยนำวิถี), และมิติใต้น้ำ (ปราบเรือดำน้ำ)
สามารถปฏิบัติการต่อเนื่องในทะเลได้อย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 21 วัน
มีความคงทนทะเล และความปลอดภัยในการปฏิบัติงานไม่น้อยกว่าสภาวะทะเลระดับ 7 (มีคลื่นสูงประมาณ 6-9 เมตร)
คุณลักษณะทั่วไป:
ระวางขับน้ำเต็มที่ไม่น้อยกว่า 3,000 ตัน
มีดาดฟ้าเฮลิคอปเตอร์และโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์พร้อมอุปกรณ์ประกอบ สามารถรองรับเฮลิคอปเตอร์ขนาดใหญ่ได้
สามารถควบคุมและปฏิบัติการร่วมกับอากาศยานไร้คนขับได้
มาตรฐานการออกแบบ การสร้าง การติดตั้ง การทดสอบทดลอง และการส่งมอบ ให้เป็นไปตาม Naval Ship Rules of Recognized Classification Society หรือตามมาตรฐานนาโต้ และได้รับการรับรองจากสมาคมจัดชั้นเรือ
ระบบขับเคลื่อน:
สามารถทำให้เรือมีความเร็วสูงสุดต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 27 นอต ที่ระวางขับน้ำเต็มที่
สามารถปฏิบัติภารกิจปราบเรือดำน้ำได้ โดยมีเสียงใต้น้ำในระดับต่ำ
ใช้เครื่องจักรแบบ Marine Type ที่ติดตั้งอยู่ในเรือ โดยเป็นเครื่องยนต์ดีเซล หรือกังหันแก๊ส หรือมอเตอร์ไฟฟ้า หรือเป็นเครื่องยนต์แบบผสม และต้องเป็นที่ยอมรับและใช้สิทธิ์ติดตั้งอยู่ในเรือรบในปัจจุบัน
ระบบควบคุมการสื่อสารและตรวจการณ์ ระบบอำนวยการรบ (Combat Management System - CMS):
ต้องเป็นไปตามมาตรฐานนาโต้ พร้อมอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง
สามารถสนับสนุนการรบทั้งสามมิติ ป้องกันภัยจากอากาศยานไร้คนขับ สนับสนุนการยิงฝั่ง โดยมีส่วนควบคุมและแสดงผลของระบบแบบ Multi-function Console
มีระบบตรวจการณ์แบบ 3 มิติ โดยใช้เทคโนโลยีแบบ Solid State เช่น AESA (Active Electronic Scanned Array) และเชื่อมโยงกับระบบการรบได้แบบไม่มีขีดจำกัด
ระบบโซนาร์ทั้งแบบติดตั้งกับตัวเรือ (Hull Mounted Sonar), แบบลากท้าย (Towed Array Sonar), และแบบตรวจจับคลื่น (Intercept Sonar) พร้อมอุปกรณ์วิเคราะห์
ระบบควบคุมการยิงแบบเรดาร์ และระบบควบคุมการยิงแบบ Electro-optical
ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ (ECM, ESM) และ Tactical Data Link
ระบบอาวุธ:
อาวุธปล่อยนำวิถีแบบพื้นสู่พื้น ไม่ต่ำกว่า 2 แท่น แท่นละ 4 ข้อยิง
อาวุธปล่อยนำวิถีแบบพื้นสู่อากาศ จำนวนไม่ต่ำกว่า 16 ข้อยิง สามารถยิงลูกอาวุธปล่อยนำวิถีค้นหาแบบ Active Homing ได้
ปืนหลัก จำนวน 1 แท่น ขนาด 76/62 มิลลิเมตร แบบอัตโนมัติ
ปืนรอง จำนวนอย่างน้อย 2 แท่น ขนาด 30 มิลลิเมตร
ระบบป้องกันตนเองระยะประชิด (CIWS) กำหนดไว้อย่างน้อย 2 ระบบ หากเป็นปืนต้องมีขนาดไม่ต่ำกว่า 30 มิลลิเมตร และถ้าหากเป็นอาวุธปล่อยนำวิถี จะต้องสามารถติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีพร้อมยิงไม่ต่ำกว่า 4 ลูก
ระบบอากาศยานไร้คนขับผิวน้ำ (USV) อย่างน้อย 1 ลำ มีขีดความสามารถในการตรวจการณ์พิสูจน์ทราบ โดยติดตั้งเรดาร์พร้อมตรวจการณ์และอินฟราเรด
ระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ (Anti-UAV System) โดยมีอุปกรณ์ตรวจจับคลื่น การแพร่คลื่น และ Jammer แบบ Fix Station ครอบคลุม 360 องศา รอบตัวเรือ และระบบ Portable สำหรับการฝึกอบรม
การฝึกอบรมและถ่ายทอดเทคโนโลยี:
มีการฝึกอบรมการใช้งานเรือ และระบบหลักกันทุกระบบ เช่น ระบบขับเคลื่อน ระบบไฟฟ้า ระบบเครื่องจักรช่วย ระบบควบคุม และตรวจการระบบเดินเรือ ระบบอาวุธ ในทั้งระดับผู้ใช้งาน การซ่อมบำรุงจนถึงระดับโรงงาน และฝึกอบรมเจ้าหน้าที่เทคนิคแบบ On-the-job training
มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ในการสร้างเรือ ได้แก่ การออกแบบเรือ รูปแบบและวิธีการสร้าง กระบวนการวางแผนการสร้างและการควบคุมคุณภาพในขั้นตอนต่างๆ รวมถึงการติดตั้งและการเชื่อมต่อ
ถ่ายทอดเทคโนโลยีและส่งมอบสิทธิ์ระบบอำนวยการรบ (CMS) และ Technical Data Link ให้กับกองทัพเรือ เพื่อให้กองทัพเรือสามารถปรับปรุงและพัฒนาระบบให้เป็นระบบของกองทัพเรือได้ในอนาคต
หลักเกณฑ์การพิจารณา: คณะกรรมการจะตรวจสอบและพิจารณาคัดเลือกข้อเสนอของผู้ยื่นข้อเสนอที่มีคุณสมบัติถูกต้องครบถ้วนจากเอกสารข้อเสนอทุกแผ่น การพิจารณาข้อเสนอทางด้านคุณสมบัติของผู้เสนอจะต้องเป็นไปตามกฎหมายและพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างปี 2560 และข้อกำหนดจากกรมบัญชีกลางและกระทรวงการคลัง ในส่วนของการพิจารณาข้อเสนอด้านเทคนิคจะตรวจสอบความสอดคล้องกับ TOR และข้อเสนอการถ่ายทอดเทคโนโลยี
สำหรับการให้คะแนน คณะกรรมการได้นำโมเดลของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ในการวัดประสิทธิผลของระบบอาวุธมาพัฒนาให้เหมาะสมกับการประเมินข้อเสนอสำหรับโครงการจัดหาเรือฟริเกต โดยเฉพาะการประเมินในเรื่องขีดความสามารถของเรือ (การรบ, โจมตีเป้าหมายฝั่ง, สงครามอิเล็กทรอนิกส์, โซนาร์, อาวุธปล่อยนำวิถี, ปืนหลัก, ปืนรอง, ระบบป้องกันตนเองระยะประชิด, ตรวจการณ์, ระบบอำนวยการรบ) และความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจ คุณลักษณะที่มีผลต่อการอยู่รอด การสนับสนุนด้านการซ่อมบำรุงและเทคนิค ความน่าเชื่อถือของระบบหลัก รวมถึงประสบการณ์ในการสร้างเรือฟริเกตของผู้ยื่นข้อเสนอ และการถ่ายทอดเทคโนโลยีและส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
พล.ร.ต. สรรเสริญ ได้สรุปแนวคิดของการจัดทำ TOR ว่า กองทัพเรือต้องการได้เรือที่ดีมีมาตรฐาน จึงกำหนดให้การสร้างเรือต้องเป็นไปตาม Naval Ship Rules of Recognized Classification Society หรือตามมาตรฐานนาโต้ และได้รับการรับรองจากสมาคมจัดชั้นเรือ เพื่อให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม โดยกำหนดคุณสมบัติเป็นอย่างน้อย เช่น เรดาร์ตรวจการณ์ 3 มิติแบบ Solid State, AESA ที่มีความแม่นยำสูง ตรวจจับเป้าขนาดเล็กได้หลายเป้าพร้อมกัน ยากต่อการรบกวน และมีความทนทานสูง ซึ่งบริษัทสามารถเสนออุปกรณ์ที่มีขีดความสามารถสูงกว่าที่กำหนดได้ โดยคำว่า "มาตรฐานนาโต้" เป็นกรอบหลักสำคัญที่ทำให้เรือมีมาตรฐานสูง มุ่งเน้นความปลอดภัยขั้นสูง มีมาตรฐานโดยอ้างอิงกับเอกสาร Naval Ship Code และใช้งานร่วมกันได้ ทั้งการซ่อมบำรุง การสื่อสาร และความทนทะเล
นโยบายผลประโยชน์ตอบแทนทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม (Offset Policy): พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติ
พล.ร.ต. ศราวุธ ชิยางคบุตร ประธานกรรมการพิจารณานโยบายจัดซื้อจัดจ้างแบบชดเชย ได้ชี้แจงว่าในการจัดหาเรือฟริเกตครั้งนี้ กองทัพเรือไม่ได้กำหนด TOR โดยมองเพียงว่าจะได้เรืออะไรเท่านั้น แต่ตั้งคำถามเพิ่มเติมว่าจากงบประมาณของประเทศที่ใช้ไป ประเทศจะได้รับประโยชน์อะไรกลับคืนมาบ้าง จึงได้นำนโยบายผลประโยชน์ตอบแทนทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม หรือ Offset มากำหนดเป็นส่วนหนึ่งของ TOR เพื่อให้การจัดหาครั้งนี้ช่วยสร้างขีดความสามารถของประเทศควบคู่ไปกับการได้ยุทโธปกรณ์ โดย Offset คือการกำหนดให้ผู้ยื่นข้อเสนอจากต่างประเทศต้องเสนอว่า นอกจากจะสร้างและส่งมอบเรือแล้ว จะสามารถสร้างประโยชน์กลับคืนสู่ประเทศไทยได้อย่างไร โดย TOR กำหนดกรอบความต้องการในภาคส่วนต่างๆ ได้แก่ การลงทุนในประเทศไทย การวิจัยพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี การฝึกอบรมและพัฒนาทักษะบุคลากรไทย การร่วมผลิตผลิตภัณฑ์ไทย และการใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบ สินค้า หรือกิจกรรมอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศ
แนวคิดสำคัญจึงไม่ใช่เพียงซื้อเรือแล้วจบ แต่ต้องการให้เกิดงาน คน ความรู้ เทคโนโลยี และขีดความสามารถของอุตสาหกรรมไทยที่สามารถนำไปใช้ต่อได้ในระยะยาว เช่น การพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเรือ การใช้แรงงานไทย การผลิตชิ้นส่วนในประเทศ การพัฒนาบุคลากร และการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการออกแบบและสร้างเรือในด้านมูลค่า Offset กำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำให้ข้อเสนอมี "Actual Value" (มูลค่าที่จ่ายจริงในกิจกรรม Offset) ไม่น้อยกว่า 15% ของมูลค่าโครงการ และมี "Offset Credit Value" (มูลค่าเครดิตการชดเชย) ไม่น้อยกว่า 100% ของมูลค่าโครงการ โดย Actual Value หมายถึงการลงทุนหรือใช้จ่ายจริงที่มีหลักฐานทางการเงินรองรับ ไม่ใช่ตัวเลขที่กำหนดขึ้นมาลอยๆ ส่วน Offset Credit Value คือมูลค่าที่ใช้สะท้อนว่ากิจกรรมและกรอบเป้าหมายของประเทศที่เสนอมากเพียงใด โดยนำเอา Actual Value มาพิจารณาร่วมกับตัวคูณ ตามความสำคัญของกิจกรรมและเป้าหมายด้านอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี ดังนั้น Offset Credit Value จึงเป็นเครดิตเชิงนโยบาย ไม่ใช่เงินสดหรือเงินลงทุนเพิ่มอีกก้อนหนึ่ง
นอกจากนี้ กองทัพเรือไม่ได้ดูเพียงว่าเสนออะไร หรือเสนอเป็นเงินเท่าไหร่ แต่กำหนดให้ผู้เสนอต้องแสดงแผนงาน ระยะเวลา KPI ผลผลิต ผลลัพธ์ การติดตามความเสี่ยง และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงความพร้อมและประสบการณ์ของผู้ที่จะทำหน้าที่ส่งมอบ Offset (Offset Provider) ด้วย นี่คือหลักการ "Outcome Based Offset" คือการมุ่งดูที่ผลลัพธ์ว่าทำได้จริงหรือไม่ วัดผลได้หรือไม่ และประเทศไทยนำประโยชน์นั้นไปใช้ได้ต่อจริงหรือไม่ เพราะการเขียนกิจกรรมในข้อเสนอ ไม่ได้หมายความว่า จะได้รับเครดิตทันที การรับรองต้องมีการดำเนินการและผลสำเร็จตามเงื่อนไขที่กำหนด
เพื่อให้เกิดการต่อยอดในระยะยาว TOR ยังวางกรอบสำหรับเรือฟริเกตชุดที่ 2 โดยกำหนดให้ผู้เสนอที่ได้รับเลือกในโครงการนี้ต้องมีการสร้างเรือในประเทศไทยไม่น้อยกว่า 30% ของโครงสร้างเรือ ดังนั้น หัวใจของการกำหนด Offset ใน TOR ครั้งนี้คือการเปลี่ยนการจัดหาเรือฟริเกตจากการซื้อยุทโธปกรณ์เพียงอย่างเดียว ให้เป็นโอกาสในการสร้างคน สร้างงาน สร้างเทคโนโลยี และเพิ่มขีดความสามารถของอุตสาหกรรมไทย เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากการจัดหาอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

มูลค่าของการผลิตในประเทศ (Offset Policy) ที่ ทร.กำหนด
กระบวนการจัดหาและคัดเลือกผู้รับจ้าง: ความเข้มงวดและโปร่งใสภายใต้การตรวจสอบ
พล.ร.ต. วสันต์ ไตรจิต ประธานกรรมการจ้างโดยวิธีคัดเลือก ได้ชี้แจงถึงกระบวนการจัดหาที่เข้มงวดและโปร่งใส โดยคณะกรรมการจ้างประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญในระดับสูงของกองทัพเรือรวมจำนวนทั้งสิ้น 16 นาย ซึ่งคัดสรรจากฝ่ายอำนวยการ หน่วยเทคนิคที่สำคัญ และหน่วยกำลังรบในฐานะผู้ใช้งาน ทุกท่านมากด้วยความรู้และประสบการณ์ พล.ร.ต. วสันต์ เอง รับราชการมามากกว่า 35 ปี เคยดำรงตำแหน่งผู้บังคับการเรือตั้งแต่ 800 ตันจนถึง 3,000 ตัน และในระหว่างที่ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารเรือไทยประจำกรุงโรม อิตาลี ก็ได้เยี่ยมชมอู่ต่อเรือและงานแสดงอาวุธสงครามทางเรือหลายแห่งในยุโรป ทำให้ทราบถึงมาตรฐานและเทคโนโลยีใหม่ๆ เป็นอย่างดี
บทบาทของคณะกรรมการคือการหาผู้รับจ้างที่มีขีดความสามารถและยื่นข้อเสนอที่ครบถ้วนถูกต้องตาม TOR โดยยึดหลักความคุ้มค่า โปร่งใส มีประสิทธิภาพ ตรวจสอบได้ และคำนึงถึงประโยชน์ของรัฐและประชาชนเป็นสำคัญ โดยเน้นย้ำถึงความสุจริตต่อตนเอง สุจริตต่อหน้าที่ และสุจริตต่อผู้ยื่นข้อเสนอ อีกทั้งการดำเนินการทั้งหมดอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของผู้สังเกตการณ์จากกรมบัญชีกลางและองค์การต่อต้านคอร์รัปชันในทุกกระบวนการและทุกขั้นตอนอย่างใกล้ชิด
ในระยะเริ่มต้น มีบริษัทจำนวน 14 ราย เข้ามาชี้แจงนำเสนอ และบริษัทที่มีความสามารถที่นำไปสู่โอกาสจะสำเร็จได้ มีจำนวน 11 ราย กองทัพเรือจึงมีหนังสือเชิญชวนให้ทั้ง 11 ราย (แม้ตามกฎหมายสามารถเชิญเพียงอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 3 รายเท่านั้น) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเปิดกว้างและให้โอกาสอย่างแท้จริง โดยบริษัทที่ได้รับหนังสือเชิญชวนยังได้รับโอกาสให้เข้ามาซักถามทำความเข้าใจในรายละเอียด โดยมีบันทึกการตอบข้อซักถามที่ผู้รับมอบอำนาจจากบริษัทได้ลงนามรับทราบเป็นหลักฐานด้วย เพื่อให้ทุกบริษัทได้รับรู้ เข้าใจเกณฑ์ และเข้าใจเงื่อนไขร่วมกัน หนังสือเชิญชวนได้กำหนดห้วงเวลาให้บริษัทไปดำเนินการจัดเตรียมเอกสารเป็นเวลา 45 วัน ซึ่งเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด (30 วัน) นอกจากนั้น กองทัพเรือยังผ่อนผันเอกสารสำคัญที่ต้องผ่านการรับรองให้มีระยะเวลาเพิ่มเติม ทำให้มีช่วงเวลาจัดเตรียมเอกสารรวมทั้งสิ้น 2 เดือนเต็ม
เมื่อครบกำหนด มีบริษัทที่มีเจตนาได้มายื่นข้อเสนอจำนวน 6 ราย โดยเอกสารข้อเสนอมีจำนวนกว่า 60 ลัง เป็นภาษาต่างประเทศทั้งหมด คณะกรรมการจ้างใช้เวลาในการตรวจสอบความครบถ้วนถูกต้องตามที่ TOR ระบุอยู่ในสาระสำคัญ เอกสารทุกแผ่น ทุกหน้า ทุกเล่ม ทุกภาคผนวก แคตตาล็อก และข้อมูลที่ส่งมา คณะกรรมการจ้างได้ตรวจอย่างละเอียดรอบคอบ ด้วยความสุจริตต่อตนเอง สุจริตต่อหน้าที่ และสุจริตต่อผู้ยื่นข้อเสนอ ใช้เวลากว่า 2 เดือน ในห้องปฏิบัติงานขนาด 6x20 เมตร โดยปฏิบัติหน้าที่ภายใต้การติดตั้งระบบป้องกันการสื่อสารอย่างเด็ดขาด เพื่อรักษาความลับอย่างยิ่งยวดของข้อเสนอของบริษัท ซึ่งเป็นการจัดตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
ขั้นตอนการพิจารณาข้อเสนอแบ่งเป็น 2 ขั้นตอนหลัก:
การพิจารณาคุณสมบัติของผู้ยื่นข้อเสนอ (ซองคุณสมบัติ): คุณสมบัติของบริษัทจะต้องครบถ้วนถูกต้องตามที่ TOR กำหนด หากไม่ครบถ้วนจะไม่ผ่านถึงกระบวนการขั้นต่อไป คุณสมบัติสำคัญคือความมั่นคงทางการเงิน โดยมีผู้ยื่นข้อเสนอ 3 รายไม่ผ่านเกณฑ์ เนื่องจากไม่ยื่นสำเนางบการเงิน หรือรายงานผลประกอบการย้อนหลัง 1 ปี และเอกสารหลักฐานแสดงมูลค่าสุทธิของกิจการที่มีการตรวจรับรองแล้ว ซึ่งจะต้องแสดงค่าเป็นบวกในวันสุดท้ายก่อนวันยื่นข้อเสนอ ซึ่งไม่เป็นไปตามหนังสือเวียนของกรมบัญชีกลาง เหตุผลคือเพื่อคัดกรองผู้ประกอบการที่มีความมั่นคงทางการเงิน ที่จะมาเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐ และลดความเสี่ยงที่คู่สัญญาจะเป็นผู้ทิ้งงานอันเนื่องมาจากสภาพคล่องทางการเงิน
การพิจารณาคุณสมบัติทางเทคนิค (ซองเทคนิค): ตรวจสอบความสอดคล้องกับ TOR หากไม่ครบถ้วนถูกต้องในส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือไม่ถูกต้องตามที่ระบุไว้ใน TOR ย่อมส่งผลถึงภาพรวม ถือเป็นการยื่นข้อเสนอแบบมีเงื่อนไข ย่อมไม่มีข้อรับประกันว่าส่วนราชการจะได้ประโยชน์อย่างแท้จริง โดยพล.ร.ต. วสันต์ ได้ยกตัวอย่างปัญหาที่พบในซองเทคนิคของผู้ยื่นข้อเสนอหลายราย อาทิ:
การยื่นข้อเสนอแบบมีเงื่อนไข: บางรายเสนอว่าจะส่งมอบแบบเรือให้เมื่อได้เป็นคู่สัญญาแล้ว โดยอ้างว่าเป็นลิขสิทธิ์ของกระทรวงกลาโหมของประเทศนั้น ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขที่ไม่เป็นไปตาม TOR
การเสนอให้กองทัพเรือดำเนินการเองในส่วนที่ไม่สามารถทำได้: บางรายเสนอให้กองทัพเรือถอดสนามแม่เหล็กจากตัวเรือเองภายหลังจากส่งมอบเรือแล้ว ทั้งที่ TOR ระบุว่าเรือลำนี้จะต้องมีอำนาจแม่เหล็กติดกับตัวเรือไม่เกิน 800 นาโนเทสลา เพื่อลดการตรวจจับจากเรือดำน้ำ และกองทัพเรือเองก็ไม่มีสถานีถอดสนามแม่เหล็ก การเสนอเช่นนี้จึงไม่เหมาะสม
การเสนอรายการคำนวณที่สำคัญของเรือไม่ตรงตาม TOR: บางรายเสนอการคำนวณที่สำคัญ เช่น ประสิทธิภาพของเรดาร์ ระดับเสียงใต้น้ำ หรือพื้นที่หน้าตัดเรดาร์ ไม่ถูกต้องตามที่ TOR กำหนด
ระบบอำนวยการรบ (CMS) ไม่เป็นไปตามมาตรฐานนาโต้: โดยเสนอระบบที่ไม่ได้อยู่ใน QPL (Qualified Products List) หรือเพียงใช้คำว่า "Fit to NATO"
การเสนอแบบเรือที่ปะปนกัน: บางรายมีการเสนอแบบละเอียดปะปนกันระหว่างแบบเรือคอมเมนต์ (แบบเรือเก่า) กับแบบเรือฟริเกตที่เสนอใหม่ ทั้งเรื่องของขนาดความยาว หรือการขยายแบบเรือเดิมจาก 3,600 ตัน เป็น 4,000 ตัน เพื่อให้ได้คะแนนเต็มในบางหัวข้อ แต่เอกสารและแบบคำนวณยังไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์
การขาดอุปกรณ์สำคัญ: บางบริษัทขาดรายการอุปกรณ์ที่สำคัญหลายรายการ เช่น เครื่องรับส่งวิทยุสำหรับระบบสื่อสาร อุปกรณ์ป้องกันความเสียหาย (ระบบดับเพลิง หัวฉีดน้ำดับเพลิง) และอุปกรณ์จัดเลี้ยง โดยมีการระบุในเอกสารว่าจะเจรจาตกลงกันในชั้นร่างสัญญา ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นสาระสำคัญที่ขาดไม่ได้
พล.ร.ต. วสันต์ เน้นย้ำว่า การตัดสินข้อเสนอที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบ มิใช่การกีดกัน แต่คือการรักษากติกาและความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่ายอย่างแท้จริง ตามหลักการของ พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างฯ มาตรา 81 เมื่อพ้นระยะเวลายื่นซองแล้ว ห้ามมิให้หน่วยงานของรัฐเปิดรับเอกสารหรือข้อเสนอเพิ่มเติมใดๆ เพื่อแก้ไขสาระสำคัญ เพราะจะส่งผลให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบ หรือขัดต่อหลักความเท่าเทียมกัน และตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ ข้อ 56 สรุปว่าในกรณีที่ปรากฏว่ามีผู้ยื่นข้อเสนอเพียงรายเดียว หรือมีผู้ยื่นข้อเสนอหลายราย แต่ถูกต้องตรงตามเงื่อนไขที่กำหนดเพียงรายเดียว ให้คณะกรรมการพิจารณาเสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐดำเนินการต่อไปได้ ด้วยเหตุผลดังกล่าว คณะกรรมการจ้างจึงนำข้อมูลนำเรียนผู้บังคับบัญชา และได้รับความเห็นชอบให้ดำเนินการต่อไป ต่อมา คณะกรรมการบริหารโครงการก็ได้ประชุมเพื่อรับทราบและมีมติร่วมกันให้ดำเนินการต่อ โดยมีผู้สังเกตการณ์ภาคประชาชนเข้าร่วมรับฟังความจำเป็นที่ต้องเดินหน้าโครงการ ซึ่งได้มีการบันทึกรายงานการประชุมเป็นหลักฐาน เนื่องจากหากยกเลิกแล้วเริ่มต้นกระบวนการใหม่ จะทำให้กองทัพเรือต้องมีความล่าช้าในการจัดหาเรือทดแทนเรือที่กำหนดปลดประจำการ และมีความเสี่ยงสูงที่งบประมาณที่ได้รับการจัดสรรจะตกไป ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเตรียมกำลังตามแผนป้องกันประเทศอย่างร้ายแรง เนื่องจากเหลือเวลาประมาณ 4 เดือนก่อนจะหมดปีงบประมาณ
การเจรจาต่อรองและการลงนามสัญญา
หลังจากได้ข้อสรุปจากที่ประชุมคณะกรรมการแล้ว คณะกรรมการจ้างได้เจรจาตกลงราคากับบริษัทผู้ผ่านการคัดเลือกตามขั้นตอนในระเบียบของกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง พ.ศ. 2560 ทำให้สามารถลดราคาลงได้ถึง 270 ล้านบาท จากมูลค่าโครงการ 17,000 ล้านบาท เหลือ 16,730 ล้านบาท คิดเป็น 1.5% ของมูลค่าโครงการ นอกจากราคาที่ลดลงแล้ว กองทัพเรือยังได้เจรจาให้บริษัทมอบสิทธิประโยชน์ด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพิ่มเติมตามกรอบและเงื่อนไขที่กำหนดใน TOR อย่างครบถ้วน เช่น ลิขสิทธิ์พร้อมแบบเรือฟริเกต ระบบอำนวยการรบ (CMS) เป็นต้น ซึ่งรายการต่างๆ เหล่านี้จะถูกระบุไว้ในสัญญาอย่างชัดเจนและมีผลผูกพัน
สถานะในปัจจุบัน กองทัพเรือได้รับรายงานผลการคัดเลือกและผลการเจรจาต่อรองจากคณะกรรมการจ้างแล้ว และได้ขึ้นขออนุมัติตามลำดับชั้น ซึ่งได้รับการตรวจสอบความถูกต้องตามขั้นตอนของหน่วยงานต่างๆ และได้รับการอนุมัติรับจ้างตามขั้นตอนของกฎหมายเรียบร้อยแล้ว พล.ร.ต. วสันต์ จึงได้ประกาศลงนามผู้ชนะการคัดเลือกเมื่อวันที่ 8 กันยายน ที่ผ่านมา พร้อมกับได้แจ้งผลการพิจารณาให้กับผู้ที่ได้รับการคัดเลือกแล้วในวันเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากในปัจจุบันมีผู้ยื่นอุทธรณ์ของการคัดเลือกต่อคณะกรรมการพิจารณาการอุทธรณ์และข้อร้องเรียนของกรมบัญชีกลาง กองทัพเรือจึงได้ปฏิบัติตาม พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างฯ พ.ศ. 2560 มาตรา 118 โดยชะลอการลงนามสัญญาเป็นการชั่วคราว และจะส่งมอบข้อมูลและพยานหลักฐานพร้อมทั้งเหตุผลความจำเป็นทั้งหมด ให้แก่คณะกรรมการพิจารณาการอุทธรณ์ โดยกองทัพเรือพร้อมปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาการอุทธรณ์อย่างเคร่งครัด เพื่อให้โครงการนี้เป็นไปด้วยความสุจริต โปร่งใส และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติต่อไป




