บทความนี้ค่อนข้างยาว และผู้เขียนตั้งใจให้ยาว เพราะเรื่องที่กำลังกล่าวถึงไม่ใช่เพียงปัญหาเด็ก ไม่ใช่เพียงเหตุความรุนแรงในโรงเรียน และไม่ใช่เพียงธรรมเทศนาเรื่องหนึ่ง แต่เกี่ยวโยงตั้งแต่ครอบครัว ระบบการศึกษา พัฒนาการของเด็ก สุขภาพจิต การเข้าถึงอาวุธ ความเปลี่ยนแปลงของสังคม ไปจนถึงคำเตือนของครูบาอาจารย์เกี่ยวกับสิ่งที่อยู่นอกขอบเขตการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ หากตัดเรื่องเหล่านี้ออกจากกันมากเกินไป เราอาจเหลือเพียงคำอธิบายง่ายๆ สำหรับปัญหาที่ความจริงไม่ได้ง่ายเลย
ธรรมเทศนาของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2569 เริ่มต้นจากภาพง่ายๆ ของครูเกษียณสองท่าน ก่อนที่ท่านจะค่อยๆ พาเราไปมองเรื่องระบบการศึกษา ครอบครัว เด็ก ความเปลี่ยนแปลงระหว่างคนแต่ละรุ่น การสืบทอดคุณงามความดี และท้ายที่สุดคือคำเตือนจากครูบาอาจารย์เมื่อ 40 กว่าปีก่อน ซึ่งหลวงพ่อกล่าวว่าท่านได้ฟังแล้วนำมาถ่ายทอดไว้
ผู้อาวุโสสองท่านที่เดินออกมาจากห้องในวันนั้นคือพี่ชายและพี่สะใภ้ของพระอาจารย์อ้า เป็นครูด้วยกันทั้งคู่ และทั้งสองกล่าวว่าดีใจที่เกษียณแล้ว เพราะการเป็นครูในวันนี้ต่างจากในอดีตมาก เด็กตกก็ลำบาก จะให้ซ้ำชั้นยิ่งไม่ได้ การทำโทษอาจนำปัญหามาถึงตัวครู ขณะที่ผู้ปกครองจำนวนหนึ่งพร้อมจะเข้าข้างลูก หลวงพ่อจึงกล่าวประโยคหนึ่งที่สั้น แต่หนักว่า
“ระบบของเรานะมันเพี้ยน หนักๆ แล้วนะระบบ”
จากโรงเรียน ท่านย้อนกลับมาที่ครอบครัว ท่านกล่าวว่าในอดีตครอบครัวอบอุ่นกว่านี้ แต่ปัจจุบันเด็กอายุเพียงสองขวบก็เข้าโรงเรียนแล้ว พ่อแม่ไม่ได้อยู่ใกล้ชิดเหมือนเดิม เด็กจำนวนหนึ่งจึงขาดความอบอุ่น แล้วท่านยังโยงต่อถึงจำนวนประชากรไทยที่กำลังลดลงเพราะคนตายมากกว่าคนเกิด สิ่งที่ท่านกล่าวทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องแยกจากกัน เพราะเด็กไม่ได้เกิดขึ้นมาในสุญญากาศ เด็กคนหนึ่งเติบโตอยู่ภายในครอบครัว โรงเรียน ชุมชน วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และสังคมของยุคที่เขาเกิดมา หากสิ่งเหล่านี้เปลี่ยน เด็กก็ย่อมได้รับผลของความเปลี่ยนแปลงนั้นด้วย
ในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา โครงสร้างครอบครัวไทยเปลี่ยนไปมากจริง ครอบครัวแบบพ่อแม่ลูกซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นรูปแบบหลักลดสัดส่วนลง ครอบครัวที่มีปู่ย่าตายายเลี้ยงหลานโดยพ่อแม่ไม่ได้อยู่ในบ้านเดียวกันมีมากขึ้น ครอบครัวพ่อหรือแม่เลี้ยงเดี่ยว ครอบครัวคู่สมรสที่ไม่มีลูก และคนที่อาศัยอยู่ตามลำพังก็มีมากขึ้น ในเวลาเดียวกันประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในปี 2567 ไทยมีการเกิดประมาณ 462,000 ราย แต่มีการตายประมาณ 572,000 ราย อัตราเกิดต่ำกว่าอัตราตายอย่างชัดเจน และอัตราเจริญพันธุ์รวม หรือ total fertility rate (อัตราการมีบุตรเฉลี่ยตลอดช่วงวัยเจริญพันธุ์ของผู้หญิงหนึ่งคน) ลดลงเหลือประมาณ 1.0 ซึ่งต่ำกว่าระดับทดแทนประชากรมาก
ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้บอกว่า “ครอบครัวสมัยก่อนดีทุกบ้าน” หรือ “ครอบครัวสมัยใหม่ไม่ดี” ความจริงซับซ้อนกว่านั้นมาก แต่สิ่งที่มันบอกเราได้คือสภาพแวดล้อมที่เด็กไทยเติบโตอยู่ในวันนี้ไม่เหมือนกับเมื่อ 30 หรือ 40 ปีก่อน การส่งต่อความสัมพันธ์ วิธีคิด ระเบียบวินัย และคุณค่าจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่งจึงเกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขใหม่ทั้งหมด
เด็กฉลาดขึ้น แต่ความฉลาดไม่ได้แปลว่าควบคุมใจตัวเองได้
ธรรมเทศนาวันที่ 9 สิงหาคมเกิดขึ้นหลังเหตุสะเทือนขวัญที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เพียงสองวัน เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 เด็กชายวัย 14 ปีใช้อาวุธปืนของปู่ก่อเหตุ โดยเริ่มจากยิงปู่และย่าที่บ้าน ก่อนเดินทางไปโรงเรียนและยิงครู บุคลากร และนักเรียน แล้วจบลงด้วยการยิงตัวเอง ภายหลังเด็กหญิงวัย 12 ปีซึ่งได้รับบาดเจ็บเสียชีวิตเพิ่ม ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตทั้งหมดเป็น 9 คนเมื่อรวมผู้ก่อเหตุด้วย นับเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนใจอย่างมากต่อสังคมไทย
หลวงพ่อกล่าวถึงกรณีนี้ในมุมที่น่าสนใจมาก ท่านไม่ได้กล่าวว่าเด็กไม่ฉลาด กลับกล่าวตรงกันข้ามว่าเด็กศึกษามาอย่างดี เตรียมการและวางแผนมาอย่างดี รู้วิธีใช้อาวุธ รู้ข้อมูลเกี่ยวกับจุดสำคัญของร่างกาย และมีการคิดล่วงหน้า แต่สิ่งที่ขาดคือ
“ไม่สามารถควบคุมจิตใจตัวเองได้”
ตรงนี้เป็นจุดที่หลักจิตวิทยาและประสาทวิทยาพัฒนาการช่วยให้เราเห็นภาพอีกด้านหนึ่ง ความสามารถในการหาข้อมูล การเรียนรู้เทคโนโลยี หรือวางแผนเรื่องซับซ้อน ไม่ใช่สิ่งเดียวกับความสามารถในการกำกับอารมณ์ ยับยั้งแรงกระตุ้น ทนต่อความผิดหวัง หรือหยุดตัวเองในขณะที่ความโกรธ ความกลัว หรือความรู้สึกถูกคุกคามกำลังรุนแรง คนคนหนึ่งอาจมี cognitive ability (ความสามารถทางปัญญา) สูง แต่มี emotional regulation (ความสามารถในการกำกับอารมณ์ของตนเอง) ที่ไม่ดีได้ และในวัยรุ่นระบบสมองที่เกี่ยวข้องกับ reward (ระบบรางวัลและความพึงพอใจ), emotion (อารมณ์) และ social evaluation (การประเมินคุณค่าตนเองผ่านสายตาสังคม) ยังมีการพัฒนาในจังหวะที่ไม่เท่ากับระบบ executive control (ระบบควบคุมเชิงบริหาร ซึ่งทำหน้าที่ยับยั้งชั่งใจและกำกับพฤติกรรม) จึงเป็นช่วงชีวิตที่บริบททางสังคม ครอบครัว และอารมณ์มีความสำคัญอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม ต้องระมัดระวังอย่างยิ่งที่จะไม่เอาความรู้เหล่านี้ไปวินิจฉัยเด็กผู้ก่อเหตุย้อนหลัง เราไม่มีข้อมูลการประเมินทางจิตเวชที่เพียงพอ และความรุนแรงระดับ mass violence (ความรุนแรงที่มีผู้เสียหายจำนวนมากในเหตุการณ์เดียว) ไม่ควรถูกลดทอนให้เหลือคำอธิบายง่ายๆ เพียงอย่างเดียวว่าเกิดจากเกม อินเทอร์เน็ต ครอบครัว การถูกลงโทษ โรคทางจิตเวช หรือปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งโดยลำพัง หลักจิตวิทยาความรุนแรงในปัจจุบันมองปัญหานี้ในกรอบหลายปัจจัยที่มีปฏิสัมพันธ์กัน ทั้งตัวบุคคล ครอบครัว เพื่อน โรงเรียน สังคม สื่อ การเข้าถึงอาวุธ และสถานการณ์เฉพาะหน้า
ข้อมูลจากตำรวจเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้พบว่าเด็กสนใจอาวุธปืนมาราว 1–2 ปี เคยนำปืน BB gun (ปืนอัดลมกระสุนลูกกลม) ไปโรงเรียนจนถูกยึด และจากการตรวจสอบอุปกรณ์พบการรับชมเนื้อหาความรุนแรงและการเรียนรู้เรื่องอาวุธผ่านสื่อออนไลน์ ข้อมูลเหล่านี้เป็นสิ่งที่ควรนำมาศึกษา แต่ไม่ควรใช้เพื่อสร้างสมการง่ายๆ ว่า “ดูเนื้อหารุนแรง = ก่ออาชญากรรม” เพราะเด็กและวัยรุ่นมหาศาลได้รับสื่อประเภทเดียวกันโดยไม่เคยก่อความรุนแรง สิ่งที่สำคัญกว่าคือการศึกษาว่าปัจจัยต่างๆ มาบรรจบกันอย่างไรในเด็กบางคน และอะไรคือ protective factors (ปัจจัยปกป้อง) ที่ทำให้เด็กอีกจำนวนมหาศาลไม่เดินไปถึงจุดนั้น
ก่อนจะตัดสินเด็ก หลวงพ่อกลับกล่าวว่า “เด็กคือเหยื่อ”
ในเหตุการณ์ดังกล่าว หลวงพ่ออธิบายพฤติกรรมบางส่วนผ่านหลักเรื่องอคติ ท่านกล่าวถึงการฆ่าปู่ย่าว่าเกิดจากความลำเอียงเพราะรัก เพราะผู้ก่อเหตุคิดว่าหากตัวเองไปก่อเหตุแล้วปู่ย่าจะต้องเดือดร้อน การฆ่าครูสัมพันธ์กับความโกรธ และการฆ่าตัวเองสัมพันธ์กับความกลัว ก่อนจะสรุปว่าเมื่อคนไม่สามารถควบคุมจิตใจตัวเองได้ ก็สามารถทำความเสียหายได้อย่างมาก
ต่อมาท่านกล่าวถึงคำที่ครูบางคนใช้เรียกเด็กยุคนี้ว่า “เจนเฮ้” แต่ท่านรีบกำกับทันทีว่า
“อันนี้ก็เกินไปนะ มันไม่ใช่เด็กทุกคนเป็น”
ประโยคนี้สำคัญมาก เพราะท่านไม่ได้เหมารวมว่าคนรุ่นใหม่ทุกคนเป็นอย่างเดียวกัน สิ่งที่ท่านกล่าวต่อคือ
“แต่เด็กจำนวนมากมันเริ่มแย่ลง แล้วสังคมมันเป็นอย่างงั้น”
แล้วแทนที่ท่านจะกล่าวโทษเด็กต่อ ท่านกลับกล่าวประโยคที่ควรเอามาเป็นหัวใจของเรื่องนี้ว่า
“แต่ไหนแต่ไรแล้วเด็กคือเหยื่อ”
เด็กหลอกง่าย โดยเฉพาะเด็กที่ไม่ได้รับการศึกษาอย่างเหมาะสมหรือขาดความอบอุ่น ผู้ใหญ่ที่ต้องการใช้ประโยชน์จากเด็กจึงสามารถชักนำเด็กได้ง่าย ท่านยกตัวอย่างนักการเมืองที่หลอกเด็กจนเด็กบางคนต้องติดคุก ขณะที่ผู้ใหญ่ผู้ชักนำกลับไม่ได้รับผลเช่นเดียวกัน แล้วจึงกล่าวว่า “เด็กคือเหยื่อน่ะ น่าสงสาร” และหันไปเตือนพ่อแม่ว่า มีลูกมีหลานให้ความรัก ให้ความใกล้ชิด และพาเขาเข้าหาธรรมะตั้งแต่ยังเล็ก
จุดนี้สอดคล้องกับองค์ความรู้ด้าน developmental psychology (จิตวิทยาพัฒนาการ) และ social psychology (จิตวิทยาสังคม) อย่างมาก โดยไม่จำเป็นต้องนำสองสิ่งมาปะปนกัน เด็กเรียนรู้การจัดการอารมณ์ในระยะแรกผ่านการช่วยกำกับอารมณ์จากผู้ดูแล หรือ co-regulation (การกำกับอารมณ์ร่วมกันระหว่างเด็กกับผู้ดูแล) ก่อนที่จะค่อยๆ พัฒนาความสามารถในการควบคุมตนเอง ความอบอุ่น ความสัมพันธ์ที่มั่นคง การวางขอบเขตอย่างเหมาะสม และการสื่อสารระหว่างผู้ดูแลกับเด็ก เป็น protective factors ที่มีข้อมูลสนับสนุนค่อนข้างมาก WHO (องค์การอนามัยโลก) ถึงกับออก guideline (แนวปฏิบัติ) สำหรับ parenting interventions (มาตรการส่งเสริมการเลี้ยงดูบุตร) โดยเฉพาะ เพราะหลักฐานจากการศึกษาจำนวนมากแสดงว่าการปรับรูปแบบการเลี้ยงดูสามารถลด harsh parenting (การเลี้ยงดูที่รุนแรงหรือกดดัน) และปัญหาพฤติกรรมของเด็ก พร้อมทั้งเพิ่ม positive and nurturing parenting (การเลี้ยงดูเชิงบวกที่โอบอุ้มและเอื้ออาทร) ได้จริง
ข้อมูลในประเทศไทยก็สะท้อนปัญหาที่ไม่ควรมองข้าม รายงาน Mental Health Check-in ในเด็กและวัยรุ่น 360,069 คน พบผู้มีสัญญาณเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า 39,105 คน และมี สัญญาณเสี่ยงในมิติการทำร้ายตนเอง 65,951 คน
ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่าเด็กเหล่านี้กำลังจะทำร้ายตนเอง และยิ่งไม่ได้หมายความว่าผู้มีปัญหาสุขภาพจิตจะก่อความรุนแรงต่อผู้อื่น หลักฐานส่วนใหญ่กลับชี้ว่าผู้ป่วยจิตเวชมีโอกาสตกเป็นเหยื่อความรุนแรงมากกว่าจะเป็นผู้ก่อ
แต่ตัวเลขดังกล่าวมากพอที่จะบอกว่าสุขภาวะทางจิตใจของเด็กและวัยรุ่นเป็นปัญหาสาธารณสุขที่เราควรจริงจัง
บ้านใดกำลังกังวลกับลูกหลาน สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ให้คำปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง
ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ “เด็กรุ่นนี้” แต่อยู่ที่ระบบส่งต่อคนจากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง
จากเรื่องเด็ก หลวงพ่อพาไปกล่าวถึงวัด ท่านเล่าว่าสมัยก่อนวัดกรรมฐานคัดกรองผู้ที่จะเข้ามาบวชอย่างจริงจัง บางคนต้องเป็นผ้าขาวอยู่นานเป็นปีให้ครูบาอาจารย์ดูว่ารักษาข้อวัตรได้หรือไม่ จากนั้นจึงบวชเณร ผ่านการฝึกอีกหลายปี แล้วจึงค่อยบวชพระ
ปัจจุบันรูปแบบดังกล่าวทำได้ยาก บางคนบวชเพียงเจ็ดวันหรือสิบห้าวันแล้วก็สึก
สิ่งที่ท่านกำลังกล่าวจึงใหญ่กว่าวัด
“สังคมมันเปลี่ยนนะ ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปหมดแล้ว การสืบทอดวัฒนธรรม การสืบทอดคุณงามความดีทั้งหลายนะ ทำลำบาก”
สังคมไม่ได้ถ่ายทอดเพียงความรู้จากรุ่นหนึ่งไปอีกรุ่นหนึ่ง แต่ยังถ่ายทอดบรรทัดฐาน ค่านิยม การควบคุมตนเอง ความไว้วางใจ วิธีจัดการความขัดแย้ง และ social capital หรือทุนทางสังคม
ในอดีตครอบครัว โรงเรียน ชุมชน และสถาบันศาสนาเป็นตัวกลางสำคัญ วันนี้มีตัวกลางใหม่ที่ทรงอิทธิพลเพิ่มขึ้นมหาศาล คือ social media และ algorithmic content หรือเนื้อหาที่อัลกอริทึมคัดเลือกมาให้เราเห็น
พ่อแม่และครูจึงไม่ได้เป็นผู้กำหนดสภาพแวดล้อมทางสังคมของเด็กได้เกือบทั้งหมดเหมือนในอดีต เด็กอาจอยู่บ้านเดียวกับพ่อแม่ แต่ใช้เวลาหลายชั่วโมงต่อวันอยู่ในอีกสังคมหนึ่งที่ผู้ใหญ่ในบ้านไม่เคยเห็น
ความใกล้ชิดทางกายจึงไม่ได้รับประกันความใกล้ชิดทางใจ และโทรศัพท์ที่พ่อแม่ซื้อให้ลูกเพื่อความปลอดภัย ก็สามารถเปิดประตูให้คนแปลกหน้า อุดมการณ์ ความโกรธ ความรุนแรง และวัฒนธรรมจากอีกซีกโลกเข้ามาอยู่ในห้องนอนเด็กพร้อมกัน
หลวงพ่อยังสังเกตคนที่เข้ามาบวชรุ่นหลังๆ ว่าอ่อนแอลง บางคนยังไม่ทันเข้าวัด แม่ก็มาถามว่ากุฏิติดแอร์หรือไม่ ลูกจะร้อนหรือเปล่า ทาโลชั่นกันแดดได้หรือไม่เพราะกลัวผิวเสีย แล้วท่านกล่าวตรงๆ ว่า
“แม่ห่วงลูกมันถึงแย่”
ประโยคนี้ไม่จำเป็นต้องตีความว่าความรักของพ่อแม่เป็นสิ่งไม่ดี เพราะหลักจิตวิทยากลับยืนยันตรงกันข้ามว่า parental warmth หรือความอบอุ่นจากพ่อแม่มีความสำคัญมาก
แต่ความรักกับการปกป้องลูกจากความไม่สบายกายไม่สบายใจทุกชนิด ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
เด็กต้องมีทั้ง secure base หรือฐานที่มั่นคงทางใจซึ่งรู้ว่ากลับมาพึ่งได้ และต้องมีโอกาสเผชิญความยากลำบากในระดับที่รับมือไหว เพื่อเรียนรู้ว่าความผิดหวัง ความล้มเหลว หรือโลกที่ไม่เป็นอย่างใจ ไม่ได้ทำลายเขา
การทำทุกอย่างแทนเด็กด้วยความรัก อาจลดโอกาสที่เด็กจะสร้าง self-efficacy หรือความเชื่อมั่นว่าตัวเองจัดการปัญหาได้ และ resilience หรือความสามารถในการฟื้นตัวจากความยากลำบาก
เรื่องนี้จึงละเอียดกว่าประโยคว่า “เด็กสมัยนี้อ่อนแอ” มาก
เพราะหากเด็กอ่อนแอลงจริง ผู้ใหญ่ต้องถามด้วยว่า เราเลี้ยงเขาอย่างไรจึงทำให้เขาเป็นเช่นนั้น
จากเด็กในวันนี้ ไปถึงคำเตือนเมื่อ 40 กว่าปีก่อน
หลังกล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงทั้งหมด หลวงพ่อกล่าวกับผู้ฟังว่า
“พวกเรามีโอกาสเรียนธรรมะ เรียนไว้นะ ชาติหน้ามาเกิดอีกไม่รู้มันจะเจนอะไรแล้ว”
แล้วจึงเล่าถึงคำเตือนที่ท่านได้ยินจากครูบาอาจารย์เมื่อ 40 กว่าปีก่อน โดยตั้งใจไม่เอ่ยนามครูบาอาจารย์องค์นั้น เพราะไม่ต้องการให้คนไปว่าท่าน
ครูบาอาจารย์เตือนนักปฏิบัติว่า
“เราอยู่กับเค้าไม่ได้หรอกนะ รีบภาวนาเข้า”
และกล่าวว่าในเวลานั้น
“สัตว์นรกขึ้นมาเกิดเยอะมาก”
ตรงนี้ผู้เขียนคิดว่าต้องซื่อตรงกับคำของครูบาอาจารย์ที่สุด
คำว่า “สัตว์นรกขึ้นมาเกิด” ก็คือคำว่า “สัตว์นรกขึ้นมาเกิด”
ไม่ควรเปลี่ยนเป็นภาษาสมัยใหม่ว่าเป็นคน toxic คนพลังงานลบ หรืออธิบายเสียเองว่าเป็นเพียงอุปมา เว้นแต่ครูบาอาจารย์หรือหลวงพ่อจะกล่าวเช่นนั้น ผู้เขียนไม่มีสิทธิ์แก้ถ้อยคำเพื่อให้เข้ากับความเชื่อของตัวเอง และไม่มีสิทธิ์เอาคำอธิบายทางจิตวิทยาไปแทนสิ่งที่ท่านกล่าวถึงภพภูมิ
หลวงพ่อกล่าวต่อว่า
“นี่ว่าสี่สิบปีก่อนนะ คิดดูตอนนี้มันจะโตอายุสี่สิบแล้วพวกเนี่ย”
ประโยคนี้ไม่ได้หมายความว่าคนอายุ 40 ปีลงมาทุกคนคือสัตว์นรกมาเกิด หลวงพ่อไม่ได้กล่าวเช่นนั้น
หากตามเนื้อความตรงไปตรงมา สิ่งที่ท่านกำลังกล่าวคือ ถ้าเมื่อ 40 กว่าปีก่อนมีสัตว์จากภูมิดังกล่าวขึ้นมาเกิดเป็นมนุษย์จำนวนมาก คนที่เกิดในช่วงนั้นวันนี้ก็เติบโตเป็นผู้ใหญ่และเป็นส่วนหนึ่งของสังคมปัจจุบันแล้ว
จากนั้นหลวงพ่อกล่าวต่อว่า
“ยิ่งคนไม่มีศีลมีธรรมนะ มันยิ่งดึงดูดจิตวิญญาณที่เลวร้ายมาอยู่”
สำหรับผู้ที่ทำงานอยู่กับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ตรงนี้คือเส้นแบ่งที่ควรขีดไว้ให้ชัด
การแพทย์ จิตวิทยา ประสาทวิทยา และสังคมศาสตร์ สามารถศึกษาพฤติกรรมมนุษย์ พัฒนาการของเด็ก ความสัมพันธ์ในครอบครัว ความรุนแรง และความเปลี่ยนแปลงของสังคมได้
แต่เราไม่มีเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันที่จะยืนยันหรือปฏิเสธการมาเกิดจากภพภูมิอย่างที่ครูบาอาจารย์กล่าว
คำว่า “ยังพิสูจน์ไม่ได้” ไม่ได้หมายความว่า “พิสูจน์แล้วว่าไม่มี”
และในทางกลับกัน การที่เรายังพิสูจน์ว่าไม่มีไม่ได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าจึงพิสูจน์ว่ามี
ทั้งสองอย่างเป็นข้อสรุปที่เกินข้อมูล
มนุษย์รู้มานานแล้วว่าประสาทสัมผัสของเรามีขอบเขตจำกัด ตาของเราเห็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเพียงช่วงเล็กๆ หูได้ยินเสียงเพียงบางช่วง เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์จำนวนมหาศาลที่มนุษย์สร้างขึ้นก็มีขึ้นเพื่อขยายขอบเขตการรับรู้ที่ร่างกายเราไม่มี
ความจริงนี้ไม่ได้พิสูจน์ภพภูมิหรือคำเตือนของครูบาอาจารย์ แต่ควรทำให้เราถ่อมตัวพอที่จะรู้ว่า สิ่งที่มนุษย์ยังตรวจจับไม่ได้ กับสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งเดียวกัน
ดังนั้นสิ่งที่เหมาะสมที่สุดอาจไม่ใช่พยายามเอาวิทยาศาสตร์ไปรับรองครูบาอาจารย์ หรือเอาวิทยาศาสตร์ไปหักล้างท่าน
แต่คือบันทึกให้ตรงว่าท่านกล่าวอะไร แล้วใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ให้เป็นเรื่องของแต่ละคน
“พวกเราเป็นเบี้ยในกระดาน ตัวเล็กตัวน้อย สู้เค้าไม่ไหวหรอก”
คำเตือนของครูบาอาจารย์ไม่ได้หยุดเพียงเรื่องสัตว์นรกมาเกิด หลวงพ่อกล่าวต่อว่า
“พวกเราอยู่กับเขาไม่ได้หรอก รีบภาวนา พ้นไปได้เลยก็ดี พ้นไม่ได้ก็ไปตั้งใจไว้ ให้ไปต่อเอาข้างบน”
แล้วกล่าวว่าโลกมนุษย์ขณะนี้อยู่ในยุคกลียุค เสื่อมเต็มที มีคนเห็นแก่ตัว และคนเห็นแก่ตัวบางส่วนกลับมีอำนาจและมีพลัง
จากนั้นเป็นประโยคที่ผู้เขียนคิดว่าอาจมีประโยชน์มากกว่าการเอาคำเตือนทั้งหมดไปใช้ตัดสินผู้อื่น
“พวกเราเป็นเบี้ยในกระดาน ตัวเล็กตัวน้อย สู้เค้าไม่ไหวหรอก”
มนุษย์มีความปรารถนาจะเปลี่ยนโลกให้เป็นไปตามที่ตัวเองเห็นว่าถูกต้อง เรารู้สึกว่าต้องชนะความผิด ต้องแก้ระบบ ต้องเปลี่ยนคนอื่น ต้องจัดการความเสื่อมทั้งหมดให้ได้
แต่โลกใหญ่กว่าเรามาก
บางกระแสเริ่มก่อนเราเกิด และอาจดำเนินต่อไปอีกนานหลังเราตาย
การยอมรับว่าเราแก้ทุกอย่างไม่ได้ ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ทำอะไรเลย หลวงพ่อเองก่อนหน้านั้นเพิ่งสอนพ่อแม่ให้รักและใกล้ชิดลูก เพราะเด็กเป็นเหยื่อ
เราจึงยังทำสิ่งที่อยู่ในกำลังของเราได้
พ่อแม่ดูแลลูก ครูสอนเด็ก แพทย์ช่วยคนไข้ ผู้ใหญ่สร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้คนรุ่นต่อไป เราช่วยคนที่ช่วยได้ แก้สิ่งที่แก้ได้ และป้องกันความเสียหายเท่าที่ทำได้
แต่ในอีกระดับหนึ่ง ครูบาอาจารย์เตือนว่าอย่าหลงคิดว่าการแก้โลกคือจุดหมายสุดท้ายของชีวิตนักปฏิบัติ
คำตอบที่ท่านให้คือ
“รีบภาวนา”
และต้องรักษาคำของท่านให้ครบ เพราะท่านไม่ได้บอกว่าทุกคนต้องพ้นจากการเกิดให้ได้ในชาตินี้อย่างเดียว ท่านกล่าวว่า
“พ้นไปได้เลยก็ดี พ้นไม่ได้ก็ไปตั้งใจไว้ ให้ไปต่อเอาข้างบน”
หากปฏิบัติจนพ้นได้ก็พ้น หากยังพ้นไม่ได้ก็สร้างเหตุสร้างปัจจัยไว้ให้ไปต่อในภูมิที่ดีกว่า
คำว่า “เราอยู่กับเขาไม่ได้” จึงไม่ใช่คำแนะนำให้ย้ายบ้าน เข้าป่า เลิกคบคน หรือหนีไปประเทศอื่น เพราะตราบเท่าที่ยังกลับมาเกิดในโลกมนุษย์ เราก็ยังต้องกลับมาอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่ควบคุมไม่ได้
และหากทิศทางที่ครูบาอาจารย์เตือนไว้ดำเนินต่อไป การกลับมาในอนาคตอาจหมายถึงการกลับมาเจอสังคมที่อยู่ยากกว่าวันนี้
แล้วเด็กวันนี้ผิดหรือ
ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว สิ่งที่ได้คือความรู้สึกว่าเด็กสมัยนี้แย่ ก็คงพลาดสาระสำคัญของธรรมเทศนาช่วงนี้ไปมาก
เพราะหลวงพ่อกล่าวเองว่า
“เด็กคือเหยื่อ”
เด็กไม่ได้เลือกว่าจะเกิดในครอบครัวแบบใด ไม่ได้เลือกว่าพ่อแม่ต้องทำงานกี่ชั่วโมง ไม่ได้เลือกระบบการศึกษา ไม่ได้เลือกว่าจะเกิดในโลกที่สมาร์ตโฟนและ social media เข้ามาถึงตั้งแต่อายุเท่าไร และไม่ได้เป็นผู้สร้างสภาพแวดล้อมทางสังคมที่ตัวเองเกิดมาเจอ
โลกของเด็กวันนี้ส่วนหนึ่งคือโลกที่คนรุ่นก่อนสร้างและส่งต่อให้เขา
ดังนั้นหากเราเห็นเด็กจำนวนหนึ่งมีปัญหา คำถามที่ยุติธรรมกว่าการถามเพียงว่า
“เด็กเป็นอะไร”
คือถามว่า
“เราได้ส่งอะไรต่อไปให้เด็กบ้าง”
เราให้ความรักแบบไหน ให้เวลาเท่าไร ให้ขอบเขตหรือเพียงให้ทุกอย่างที่เขาต้องการ
เราสอนเด็กให้เก่ง แต่ได้สอนให้แพ้เป็นหรือไม่
เราสอนให้หาคำตอบ แต่ได้สอนให้รู้ทันความโกรธ ความกลัว และความอยากของตัวเองหรือไม่
เราปกป้องเขาจากความลำบากจนเขาไม่มีโอกาสสร้างความแข็งแรงของตัวเองหรือเปล่า
และเราปล่อยให้คนอื่นหรืออัลกอริทึมกลายเป็นผู้ถ่ายทอดคุณค่าให้ลูกของเรามากกว่าตัวเราเองหรือไม่
หลักทางการแพทย์ จิตวิทยาพัฒนาการ และจิตวิทยาสังคมไม่ได้ให้คำตอบง่ายๆ ว่าปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งจะสร้างอาชญากรขึ้นมา
แต่หลักฐานจำนวนมากบอกเราว่า ความสัมพันธ์มีความหมาย สภาพแวดล้อมมีความหมาย การเลี้ยงดูมีความหมาย การเรียนรู้ทางสังคมมีความหมาย และสิ่งที่เกิดในวัยเด็กสามารถส่งผลต่อเส้นทางชีวิตของมนุษย์ได้
นี่คือส่วนที่เรายังทำอะไรได้
รักเด็ก แต่ไม่เลี้ยงให้เขาอ่อนแอ
อยู่ใกล้เด็ก ไม่ใช่เพียงอยู่บ้านเดียวกัน
ให้ความรู้พร้อมกับฝึกใจ
ให้เสรีภาพพร้อมกับขอบเขต
ให้เขารู้จักโลกพร้อมกับรู้จักตัวเอง
และในบ้านที่มีปืน เก็บอาวุธและกระสุนให้เด็กเข้าถึงไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อเด็กกำลังอยู่ในช่วงเปราะบาง
อย่ารอจนเกิดโศกนาฏกรรมแล้วจึงค่อยถามว่าพวกเราพลาดอะไรไป
ระหว่างวันที่ 7 สิงหาคมกับวันที่ 2 กันยายน ห่างกันเพียง 26 วัน ครั้งหนึ่งเราสูญเสียเก้าชีวิต อีกครั้งหนึ่งไม่มีใครเสียชีวิต เพราะเหตุการณ์ถูกหยุดไว้ได้ทัน
ระยะห่างระหว่างสองเหตุการณ์นั้น คือพื้นที่ทั้งหมดที่เรายังทำงานได้
แต่หลังจากทำสิ่งที่ทำได้แล้ว ก็ต้องยอมรับด้วยว่าเราเป็นเพียงคนคนหนึ่งในกระแสของสังคมที่ใหญ่กว่าเรามาก
หลวงพ่อจึงเล่าคำเตือนเมื่อ 40 กว่าปีก่อน แล้วจบด้วยสิ่งที่ท่านทำกับตัวเอง ไม่ใช่สิ่งที่ท่านไปบังคับให้โลกทำ
“ครูบาอาจารย์ท่านเตือน เราก็ภาวนาจริงๆ”
ผู้เขียนฟังแล้วคิดว่าประโยคนี้อาจสำคัญที่สุดของเรื่องทั้งหมด
เด็กในวันนี้จะโตเป็นผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ในวันนี้จะแก่และจากไป คนรุ่นใหม่จะขึ้นมาแทนคนรุ่นเก่า สังคมจะเปลี่ยนไปอีก และหากเรายังต้องกลับมาเกิด เราเองก็อาจกลับมาเป็นเด็กของคนรุ่นที่วันนี้ยังไม่มีชื่อ
ดังนั้นเรามีหน้าที่สองอย่างที่ไม่จำเป็นต้องขัดกันเลย
ทำโลกตรงหน้าที่เรายังพอทำได้ให้ดีที่สุด และภาวนาเพื่อไม่ประมาทต่อสิ่งที่อยู่ไกลกว่าชีวิตนี้
ครูบาอาจารย์เตือนไว้เมื่อ 40 กว่าปีก่อน หลวงพ่อได้ยินแล้วท่านกล่าวว่า
“เราก็ภาวนาจริงๆ”
ส่วนเราจะเชื่อเรื่องที่ท่านเล่ามากน้อยเพียงใด เป็นเรื่องที่แต่ละคนต้องพิจารณาเอง
แต่เรื่องเด็ก ครอบครัว โรงเรียน และสังคมที่อยู่ตรงหน้าเราในวันนี้นั้น ไม่ต้องรออีก 40 ปีจึงจะเห็น
เพราะมันกำลังเกิดขึ้นต่อหน้าเราแล้ว
หมายเหตุจากผู้เขียน
บทความนี้เกิดจากการได้รับฟังธรรมเทศนาของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2569 โดยเฉพาะช่วงต้นของธรรมเทศนาที่กล่าวถึงครู ระบบการศึกษา ครอบครัว เด็ก เหตุการณ์ความรุนแรงในโรงเรียน ความเปลี่ยนแปลงของสังคม และคำเตือนจากครูบาอาจารย์เมื่อ 40 กว่าปีก่อน
ผู้เขียนมิได้ต้องการตีความ บิดเบือน ลดทอน หรือดัดแปลงคำสอนของหลวงพ่อและครูบาอาจารย์ซึ่งผู้เขียนเคารพและนับถืออย่างสูงสุด แต่ต้องการเรียบเรียงคำสอนบางส่วนไว้เพื่อเตือนตนเอง และหวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ได้อ่านบ้าง
โดยเฉพาะข้อความเกี่ยวกับภพภูมิ สัตว์นรก การมาเกิด และคำเตือนของครูบาอาจารย์ ผู้เขียนพยายามรักษาเนื้อความตามที่หลวงพ่อถ่ายทอด ไม่ตีความให้กลายเป็นอุปมา และไม่ใช้หลักวิทยาศาสตร์ไปพิสูจน์ รับรอง หรือหักล้างสิ่งที่อยู่นอกขอบเขตของวิธีการทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน ผู้ใดจะเชื่อหรือไม่เชื่อย่อมเป็นสิทธิ์และวิจารณญาณของแต่ละคน
ส่วนเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับเด็ก ครอบครัว สุขภาพจิต พฤติกรรมความรุนแรง การควบคุมอารมณ์ การเลี้ยงดู การเรียนรู้ทางสังคม และความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างสังคมไทย ผู้เขียนนำองค์ความรู้ทางการแพทย์ จิตวิทยาพัฒนาการ จิตวิทยาสังคม และประชากรศาสตร์มาประกอบ การเชื่อมโยงในส่วนนี้เป็นการวิเคราะห์ของผู้เขียน มิใช่คำอธิบายเพิ่มเติมของหลวงพ่อหรือครูบาอาจารย์
สำหรับเหตุการณ์ที่จังหวัดกำแพงเพชรเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 ข้อมูลที่นำมาใช้เป็นข้อมูลจากรายงานข่าวและคำแถลงของเจ้าหน้าที่ในช่วงแรก ซึ่งยังมีรายละเอียดบางประการแตกต่างกันระหว่างแหล่งข่าว และคดียังอยู่ระหว่างการสอบสวน ผู้เขียนจึงมิได้สรุปแรงจูงใจหรือวินิจฉัยสภาวะจิตใจของผู้ก่อเหตุ
หากมีข้อความส่วนใดที่ผู้เขียนถ่ายทอดคลาดเคลื่อน เข้าใจคำสอนผิด ใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสม หรือผิดไปจากเจตนาแห่งธรรมของหลวงพ่อและครูบาอาจารย์ ผู้เขียนขอกราบขออภัยต่อท่านเป็นอย่างสูงไว้ ณ ที่นี้ ความผิดพลาดใดๆ ที่เกิดจากการเรียบเรียง การอธิบาย หรือการเชื่อมโยงทั้งหมด เป็นความผิดของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว




