News Logo
หน้าแรก
เมื่อการส่งออกดีเซล ของรัสเซียเป็นมากกว่า เรื่องน้ำมัน

เมื่อการส่งออกดีเซล ของรัสเซียเป็นมากกว่า เรื่องน้ำมัน

14 ต.ค. 2569 14:45
ผู้ชม 12 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศบรรลุความตกลงกับรัสเซียในการส่งออกดีเซลมายังสหรัฐฯ และตลาดโลก จำนวน 300,000 ตัน (2.2 ล้าน

บาเรล)ในเดือนต.ค. จำนวน 500,000 ตัน ในเดือนพ.ย. และอีก 1 ล้านตันในช่วงถัดมา ทั้งนี้ หากสถานะการณ์น้ำมันในรัสเซียเอื้ออำนวยก็จะมีการส่งออกน้ำมันดีเซลสู่ตลาดโลกอีกเดือนละ 3 ล้านตัน(22 ล้าน บาเรล) รวมจะมีการส่งออกดีเซลจากรัสเซียสู่ตลาดโลก 4.8 ล้านตัน (35.2 ล้านบาเรล)

สหรัฐฯ แจ้งว่าเมื่อรวมกับน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์จากกลุ่มเศรษฐกิจใหญ่ของโลก 7 ประเทศ หรือ G7 จำนวน 100 ล้านบาเรล ที่สหรัฐฯ กดดันให้ปล่อยออกมาในช่วง 4 เดือน ก็น่าจะทำให้ภาวะขาดแคลนดีเซลในตลาดโลกคลี่คลายลง อันจะส่งผลให้ราคาดีเซลในสหรัฐฯ ค่อยๆ ลดลง

อนึ่ง ปัญหาขาดแคลนดีเซลในยุโรปและตลาดโลกมีสาเหตุสำคัญมาจาก สงครามอิหร่าน (ซาอุดีฯและคูเวตเป็นตลาดส่งออกดีเซลหลักของยุโรป) การระงับส่งออกของรัสเซียและการชะลอส่งออกของจีน (เพื่อรักษาปริมาณในประเทศให้เพียงพอ)

@กระแสตอบรับในสหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ

•ในสหรัฐฯ เองมองว่า การส่งออกดีเซลตามแผนนี้ยังไม่มีจำนวนมากเพียงพอ เพราะลำพังดีเซลล๊อตแรก จำนวน 300,000 ตันก็น้อยกว่าปริมาณที่สหรัฐฯ ใช้ในหนึ่งวัน จึงน่าจะเป็นการแสดงออกทางสัญญลักษณ์เพื่อหวังผลทางการเมืองด้านอื่นมากกว่า

•สมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ จากฝากพรรคเดโมเครตและพรรครีพีบริกันต่างออกมาคัดค้านว่า เป็นนโยบายที่ขัดกับกฏหมายมาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย ที่ทรัมป์เพิ่งลงนามไปเมื่อเดือนที่แล้ว ภายหลังการเสียชีวิตของนาย

ลินด์ซีย์ แกรม สว.คนสำคัญพรรครีพัลริกัน ที่ต่อต้านการรุกรานยูเครนโดยรัสเซียมาโดยตลอด

•ยูเครนและประเทศยุโรปส่วนใหญ่คัดค้านนโยบายเรื่องนี้อย่างรุนแรง เพราะมองว่าเป็นการเปลี่ยนท่าทีของสหรัฐ เรื่องยูเครนแบบหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะเป็นการส่งเสริมให้รัสเซียมีรายได้เพื่อทำสงครามยืดเยื้อกับยูเครนได้ต่อไปเรื่อยๆ แต่ดูเหมือน

ทรัมป์ไม่ได้ใส่ใจมากนัก อีกทั้งยังเรียกร้องให้ยูเครนรีบเปลี่ยนตัวประธานาธิบดี เพื่อจะได้เปิดโอกาสการเจรจาและยุติสงครามโดยเร็ว

@ผลกระทบต่อสงครามยูเครน

•โดยลำพังสหรัฐฯ เองมีการผลิตดีเซลเกินความต้องการในประเทศและสามารถส่งออกวันละกว่า 1.5 ล้านบาเรล จึงไม่มีควสมต้องการดีเซลเพิ่มในประเทศ ขณะเดียวกันตามข้อเท็จจริงปีจจุบัน ครึ่งหนึ่งของกำลังความสามารถในการ

กลั่นน้ำมันของรัสเซียได้รับความเสียหายจากการโจมตีของโดรนยูเครน จึงอาจมีน้ำมันสำรองที่จะส่งออกไม่มากนัก (ต้องประกาศระงับส่งออกดีเซลตั้งแต่ก.ค. 69)

ดังนั้น วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของความตกลงครั้งนี้น่าจะเพื่อใช้เป็นเหตุผลเพื่อการระงับมาตรการคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันของรัสเซียแบบแนบเนียนมากกว่า

•การระงับการคว่ำบาตรเป็นสิ่งที่รัสเซียเรียกร้องมาโดยตลอดและถือเป็นหนึ่งในผลประโยชน์พื้นฐาน (core interests)ของรัสเซีย ดังนั้นหากต้องการดึงเอารัสเซียออกมาให้ยอมเจรจาสันติภาพกับยูเครนอย่างจริงจัง นี่จะเป็นวิธีการหนึ่งที่ได้ผล แต่เนื่องจากความใจร้อนของทรัมป์ที่รีบประกาศว่า รัสเซียและยูเครนสามารถบรรลุความตกลงหยุดยิง ที่ทรัมป์เรียกว่า “Energy Ceasefire” หรือการระงับการโจมตีแหล่งผลิตพลังงานกันได้แล้ว โดยที่ทั้งที่ทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้ออกมายอมรับเป็นทางการ การเจรจาสองฝ่ายจึงยังไม่สามารถเกิดได้จริง

•อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อาจมองว่าเป็นคุณูปการให้แก่กระบวนการเจรจาสันติภาพยูเครนในห้วงเวลานี้ คือ การจัดเลือกตั้งประธานาธิบดียูเครน แลกกับความตกลงหยุดยิงแหล่งผลิตพลังงานซึ่งกันและกัน โดยเบื้องต้นยูเครนเห็นพ้องในหลักการแต่ขอเวลา 60 วัน แต่รัสเซียยังคงยืนยันว่า การหยุดยิงไม่ใช่ทางออก ต้องเจรจาสันติภาพแบบถาวรเท่านั้น

@ ผลกระทบต่อสงครามอิหร่าน

•แม้ว่าในทางปฏิบัติที่ผ่านมา รัสเซียและจีนปฏิเสธที่จะมีบทบาทเกี่ยวพันโดยตรงในสงครามอิหร่าน แต่จากท่าทีล่าสุดของรัสเซีย ที่ปูตินได้เสนอตัวกับประธานาธิบดีอิหร่านเมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว ในการทำหน้าที่คนกลางเจรจา สหรัฐฯ-อิหร่าน พร้อมกับได้นำท่าทีล่าสุดของอิหร่านเกี่ยวกับการบริหารช่องแคบฮอร์มุสให้ประธานาธิบดีทรัมป์รับไปพิจารณาด้วยดี ทำให้โอกาสในการบรรลุข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านกลับมามีความหวังได้อีกครั้งหนึ่ง

•มีความเป็นไปได้ว่า การปรับท่าทีประนีประนอมเรื่องการส่งออกดีเซลและการเสนอตัวของรัสเซียเพื่อเป็นคนกลางเจรจาปัญหาอิหร่านเป็นผลพวงมาจากการตกลงส่วนตัวกันระหว่างทรัมป์และปูติน(จากการหารือโทรศัพท์ระหว่างกัน) เพื่อเตรียมทางลงไว้สำหรับสถานะการณ์หลังจากที่สหรัฐฯและอิหร่านบรรลุข้อตกลงสันติภาพ (โดยรัสเซียเป็นคนกลาง) โดยสหรัฐฯ จำเป็นต้องค่อยๆ ถอนฐานทัพออกจากภูมิภาค

ในกรณีนี้ สูญญากาศทางอำนาจที่จะเกิดขึ้นในภูมิภาคจะถูกทดแทนได้โดยรัสเซียหรือจีน ตามแนวทางยุทธศาสตร์การแบ่งเขตอิทธิพลระหว่างมหาอำนาจ (Sphere of Influence)ของสหรัฐฯ

@ บริบทของสมการ 3 ขั้วอำนาจระหว่าง จีน-สหรัฐฯ-รัสเซีย

•การกระชับเพิ่มความสัมพันธ์กับรัสเซียเพื่อแยกรัสเซียออกมาจากจีน เป็นยุทธศาสตร์ที่สหรัฐฯ(รัฐบาลทรัมป์ 1 และ 2)ได้พยายามมาอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากท่าทีสหรัฐฯ เรื่องยูเครน ที่เป็นหัวใจสำคัญของนโยบายต่างประเทศของรัสเซีย ซึ่งการดำเนินงานภาพใต้มิติความร่วมมือด้านพลังงานผ่านความตกลงเรื่องดีเซลครั้งนี้ ก็ดูจะเป็นตัวดึงดูดให้ทั้งสองประเทศสามารถประสานผลประโยชน์กันได้ลงตัว

•การที่สหรัฐฯ จะสนับสนุนให้รัสเซียเข้ามาทดแทนในการกำกับดูแลประเทศที่เป็นแหล่งพลังงานของโลก(หลังจากที่บทบาทการเป็นผู้พิทักษ์ความมั่นคงของสหรัฐฯ เริ่มเสื่อมถอยอย่างมีสาระสำคัญ) มีความเป็นไปได้มาก เพราะที่ผ่านมารัสเซียก็มีบทบาทที่สูงเด่นในกรอบ OPEC+ อยู่แล้ว ประกอบกับบทบาทใหม่ในการเป็นคนกลางเจรจายุติสงครามอิหร่านจะยิ่งช่วยให้ความสามารถในการเป็นตัวเชื่อมประเทศอาหรับและอิหร่านสูงเด่นขึ้น

ดังนั้น การให้รัสเซียเพิ่มอิทธิพลในภูมิภาคทดแทนสหรัฐฯ ดูจะเป็นการปรับขั้วอำนาจ (power realignment) ในภูมิภาคที่ไร้รอยต่อ และจะเป็นการขยับตัวทางยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญของสหรัฐฯ เพื่อการรักษาสมดุลย์ทางอำนาจกับจีน (ภายใต้สมการ 3 ขั้วอำนาจ) โดยนำจุดเด่นเรื่องพลังงาน (สหรัฐฯ +รัสเซีย+ตะวันออกกลาง) มาถ่วงดุลย์กับความโดดเด่นในด้านการค้าและเทคโนโลยี่สมัยใหม่ของจีน

สิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไปคือ รัสเซียจะสามารถทำหน้าที่เป็นคนกลางเจรจายุติสงครามอิหร่านได้อย่างมีประสิทธิภาพแค่ไหนและผลการเลือกตั้ง 3 พ.ย. 69 จะส่งผลต่อการดำเนินนโยบายจับขั้วกับรัสเซียถ่วงจีนเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สัญญาณก่อนการล่มสลาย บทที่ 7: ป่วยเหมือนกัน แต่รอดไม่เหมือนกัน
สัญญาณก่อนการล่มสลาย บทที่ 7: ป่วยเหมือนกัน แต่รอดไม่เหมือนกัน