News Logo
หน้าแรก
การรื้อโครงสร้าง ป.ป.ช. (ตอนที่ 3)

การรื้อโครงสร้าง ป.ป.ช. (ตอนที่ 3)

9 มิ.ย. 2569 16:58
ผู้ชม 352 คน

1. ความนำ

บทความทางวิชาการของผู้เขียน ได้พูดถึง ป.ป.ช. ไปแล้ว สองตอน

ตอนที่ 1 พูดถึงเรื่อง “อาการป่วย” และ “วิกฤติศรัทธา” ต่อ ป.ป.ช.ไทย

ตอนที่ 2 พูดถึงการคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างของประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งทางวิชาการเรียกว่า “ข้อตกลงทางการเมือง” (political settlement) อันหมายถึงข้อตกลงในการจัดสรร “ค่าเช่า” ให้แก่กัน ทั้งระดับชาติและระดับองค์การ

ตัวอย่างระดับองค์การ ได้แก่ การจัดสรร “ค่าเช่า” ของตำรวจไทย หรือคดี “เงินทอน” ต่าง ๆ

ส่วนระดับชาติ ไทยเรายังไม่มีการจับกุมผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงชัด ๆ เหมือนกรณีสิงคโปร์หรืออาฟริกาใต้ แต่สันนิษฐานได้จากการเกิดเครือข่ายทางการเมืองและการฟอกเงิน เช่น กรณีของเบนสมิธ หรือเฉินจื้อ หรือคดีฟินันเซีย ซึ่งเกี่ยวพันกับนักการเมือง นายธนาคารและนายตำรวจหลายคน

สำหรับบทความตอนนี้ผู้เขียนอยากจะเสนอ “ป.ป.ช. ในฝัน” คือ “โมเดลของสิงคโปร์” แต่เพื่อให้เกิดการเปรียบเทียบตอนต่อไปจะกล่าวถึง “โมเดลของเอธิโอเปีย” ที่ลอกแบบไปจากสิงคโปร์ ซึ่งได้ผลในแง่ระบบการประเมินผล ป.ป.ช. เชิงลึก เพื่อจะได้เปรียบเทียบกับระบบประเมินผลแบบ ITA (Integrity and Transparency Assessment) ของป.ป.ช. ไทย ว่าเป็นระบบที่ล้าหลังอย่างไร

หากมีเวลาจะเขียนเปรียบเทียบถึงปัญหา “การยึดกุมรัฐ” (State-Capture) ซึ่งเป็นระดับการคอร์รัปชันขั้นสูงสุด ที่เกิดขึ้นในอาฟริกาใต้ และแนวทางแก้ไข

ข่าวดีของประเทศไทย คือ ปรากฏการณ์ “ยึดกุมรัฐ” นี้ นักวิชาการที่ศึกษาคอร์รัปชันไทยระบุชัดเจนว่าเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลทักษิณ แสดงว่าเป็นปรากฏการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน

แต่ข่าวร้ายนั้น ตอนนี้มันเกิด “ทายาทอสูร” แผ่ขยายออกไปเต็มเมืองแล้ว..

2. โมเดล ป.ป.ช. ในฝัน

โมเดลการปราบคอร์รัปชันของสิงคโปร์เป็นโมเดลในฝันของใครต่อใครทั่วโลก

ป.ป.ช. สิงคโปร์ มีชื่อว่า “สำนักงานสืบสวนการทุจริตของสิงคโปร์ (CPIB - Corrupt Practices Investigation Bureau)” ทำหน้าที่หลักในการปราบคอร์รัปชัน มีผลงานและความสำเร็จเป็นแบบอย่างของการปราบคอร์รัปชันระดับโลก จนนำไปเปรียบเปรยกันว่าเหมือน “มาตรฐานทองคำ” (gold standard)

คอนเซ็ปต์ของ ป.ป.ช.สิงคโปร์ คือ  “เป็นนักรบที่ไม่ปรานี” และ “เล็กแต่ทรงพลัง” (lean and mean) คือ มีเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. อยู่ร้อยกว่าคน แต่จับจริงและกัดจริงไม่ปล่อย

คนที่จะเป็น ป.ป.ช.บ้านเขา ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ดังนั้น จึงไม่ต้องห่วงปัญหา “เด็กฝาก” ประเภทที่นิยมเอาไปนั่งหน้าห้องกรรมการ ป.ป.ช. แบบบ้านเรา ซึ่งวัน ๆ ไม่ทำอะไร มุ่งแสวงหาแต่ประโยชน์ส่วนตัว ทั้งนี้เพราะสิงคโปร์ใช้ระบบคุณธรรมอย่างเข้มงวด (rigorous meritocracy) ไม่ใช่เป็นระบบเส้นสาย (spoil system) เหมือนไทย

ป.ป.ช.สิงคโปร์ มีฐานะเป็นองค์การที่ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี แต่ถ้านายกรัฐมนตรีเป็นผู้ทุจริต หรือรัฐมนตรีทุจริต หรือเจ้าหน้าที่ทุจริต แล้วนายกรัฐมนตรีเพิกเฉย จะข้ามไปขึ้นตรงต่อประธานาธิบดี

ป.ป.ช.สิงคโปร์ มีอำนาจปราบคอร์รัปชันทั้งระดับเจ้าหน้าที่ของรัฐและภาคเอกชน ไม่ได้เจาะจงว่าต้องเป็น “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” เหมือนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ซึ่งบัญญัติให้ “เอกชน” มีฐานะแค่ “ผู้สนับสนุน” แบบไทย

3. ระบบนิเวศทางกฎหมายในการปราบคอร์รัปชัน

นอกจากโครงสร้างองค์การที่เป็นอิสระ และมีระบบคุณธรรมที่เข้มงวดแล้ว ระบบป.ป.ช.สิงคโปร์ ได้ฉีกตำรากฎหมาย “อาญาและพยานหลักฐาน”  รวมทั้งโยน “พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล” แบบไทยลงตะกร้า เพราะถือว่า “คอร์รัปชัน” เป็นอาชญากรรมร้ายแรง

สิงคโปร์ เห็นว่า “ระบบนิเวศทางกฎหมาย” เป็นกลไกการปราบคอร์รัปชันที่สำคัญ ต้องคิดอย่างเป็นระบบ จะคิดแบบ “แยกส่วน” ไม่ได้

ระบบนิเวศทางกฎหมายของสิงคโปร์จึงประกอบด้วย 4 องค์ประกอบพร้อมกัน ได้แก่

องค์ประกอบที่หนึ่ง ได้แก่ กฎหมายป้องกันการคอร์รัปชัน (Prevention of Corruption Act) หรือ PCA

กฎหมายฉบับนี้ออกมาเพื่อไม่ให้คนคอร์รัปชัน “หลุดคดี” ได้ง่าย ๆ หลักการของกฎหมายฉบับนี้ได้ให้อำนาจ ป.ป.ช. สิงคโปร์ไว้สูงมาก ซึ่งแน่ละต้องสอดคล้องกับกระบวนการคัดเลือกคนมาเป็นเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ว่าจะต้องซื่อตรงและซื่อสัตย์ด้วย

มาตรการทางกฎหมายที่สำคัญ คือ

ประการแรก “ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าคอร์รัปชัน (Presumption of Corruption)

ข้อสันนิษฐานข้อนี้ขัดต่อหลักกฎหมายอาญาสากลและที่บัญญัติไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญไทย ที่ว่า “ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์  (Presumption of Innocent)

มาตรา 8 ของ PCA บัญญัติว่า หากเจ้าหน้าที่ของรัฐรับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์ใด ๆ จากผู้มีนิติสัมพันธ์ด้วย ให้สันนิษฐานทันทีว่า "เป็นการรับสินบน" อันนี้ถ้าเอามาใช้กับไทย เจ้าหน้าที่ของรัฐในประเทศไทยน่าจะติดคุกกันหมด

ภาระการพิสูจน์ (burden of proof) ตกอยู่ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่าคอร์รัปชัน ที่ต้องหาหลักฐานมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง

ประการที่สอง ความมั่งคั่งที่อธิบายไม่ได้ (Unexplained Wealth)

มาตรา 24 หากศาลพบว่าเจ้าหน้าที่มีทรัพย์สินเกินกว่ารายได้ประจำ หรือมีวิถีชีวิตหรูหราเกินฐานะ ศาลสามารถใช้ข้อเท็จจริงนี้เป็น "หลักฐานยืนยัน" ว่ามีการทุจริตได้เลย แต่ว่าอันนี้คล้ายกับความผิดฐานร่ำรวยผิดปกติในบ้านเรา เพียงแต่ไทยเราแยกการพิจารณาระหว่างร่ำรวยผิดปกติกับการทุจริต ไม่ได้รวมกันเลยเหมือนสิงคโปร์

ประการที่สาม อำนาจข้ามพรมแดน (Extraterritoriality)

หากคนสิงคโปร์ไปให้สินบนหรือทำการคอร์รัปชันในต่างประเทศ ป.ป.ช. สิงคโปร์มีอำนาจจับกุมและดำเนินคดีเสมือนว่าเหตุเกิดในสิงคโปร์ อันนี้ถ้าเป็นบ้านเรา อำนาจจับกุมดำเนินคดีข้ามรัฐน่าจะเป็นของตำรวจกับอัยการสูงสุด จึงเห็นได้ว่า ป.ป.ช.สิงคโปร์มีอำนาจข้ามเขตพรมแดนของประเทศได้โดยตรงเองด้วย

องค์ประกอบข้อที่ 2 ความเป็นอิสระเชิงสถาบัน

ปัญหาของหน่วยปราบคอร์รัปชันของโลก คือ ใครจะตรวจสอบใคร ถ้าหากคนตั้ง ป.ป.ช. คอร์รัปชันเสียเอง แล้วใครจะไปจับ เพราะอันที่จริงบางประเทศ ป.ป.ช. ก็คือ “เครือข่าย” ตามโครงสร้างระบบอุปถัมภ์ของคนที่ตั้งเขามานั่นแหละ

สิงคโปร์แก้ปัญหานี้โดยใช้กลไก 2 กลไก ได้แก่

กลไกแรก คือ ระบบการรายงานตรง (direct reporting) ผอ.ปปช.สิงคโปร์ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรีและรายงานตรงต่อนายกรัฐมนตรีเลย ไม่ต้องผ่านใคร

ส่วนกลไกที่สอง กลไกข้ามสายบังคับบัญชา (bypass mechanism) ถ้านายกรัฐมนตรีทำผิด หรือนายกรัฐมนตรีปกป้องรัฐมนตรีหรือข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ที่เป็นพรรคพวกตัวเอง ให้เปลี่ยนไปขึ้นตรงต่อประธานาธิบดีได้เลย หมายถึงขออนุมัติสืบสวนหรือจับกุมต่อประธานาธิบดีได้เลย

องค์ประกอบข้อที่ 3 คุณภาพทางคดีสำคัญกว่าจำนวนคดี

องค์ประกอบข้อนี้สำคัญมาก ป.ป.ช.สิงคโปร์ใช้ระบบประเมินผลเชิงลึก โดยดูคุณภาพทางคดี ซึ่งไม่ได้ประเมินผลด้วยการให้ทำรายงานแบบบ้านเรา ซึ่งผู้เขียนจะได้กล่าวถึงในโอกาสต่อไป

วิธีการของสิงคโปร์ ดูความสำเร็จจากอัตราการฟ้องคดีในชั้นศาล (conviction rate) ข้อมูลปี 2025/2026 อัตราการฟ้องคดีในชั้นศาลสูงถึง 100% หมายความว่า ป.ป.ช.สิงคโปร์รับเรื่องกล่าวหามา 100 คดี ป.ป.ช. สามารถส่งฟ้องได้ 100 คดี แต่ทั้งนี้ไม่นับรวมกรณีการถอนฟ้องคดีด้วย ถ้านับคดีที่ถอนฟ้องด้วย อัตราการฟ้องในชั้นศาลก็ยังสูงมากถึง 91%

ที่น่ากลัวมาก คือ คดีที่ฟ้องศาลนั้น ปรากฏว่าศาลพิพากษาลงโทษทุกคดี

ผลงานของ ป.ป.ช.สิงคโปร์จึงน่าทึ่งมาก แสดงให้เห็นประสิทธิภาพในการทำสำนวนคดี ต้องเต็มไปด้วยพยานหลักฐานอันแน่นหนาและมั่นคง จนขึ้นชื่อและเป็นที่เข็ดขยาดแก่ผู้คอร์รัปชัน และมีผลโดยตรงให้การคอร์รัปชันลดลง

องค์ประกอบข้อที่ 4 คอร์รัปชันครอบคลุมถึงเอกชนด้วย

การกระทำความผิดฐานคอร์รัปชันของเอกชนในที่นี้ หมายถึง เอกชนเป็น “ตัวการ” ไม่ใช่ “ผู้สนับสนุน” แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐแบบบ้านเรา

ข้อมูลในปี 2025/2026 ชี้ให้เห็นว่า 91% ของคดีที่ป.ป.ช.สิงคโปร์สืบสวน เป็นคดีการติดสินบนและทุจริตระหว่างบริษัทเอกชนด้วยกันเอง เช่น เจ้าหน้าที่บริษัทนี้ตกลงซื้อสินค้าจากบริษัทโน้น แล้วไปรับเงินทอนเป็นเปอร์เซ็นต์มาจากบริษัทเขา ซึ่งเป็นการคอร์รัปชันระหว่างเอกชนโดยแท้

ถ้าเป็นคดีแบบนี้ในไทย จะกลายเป็นคดีอาญาอื่น เช่น ฉ้อโกงบริษัท แต่สิงคโปร์มองว่าการกระทำของเอกชนเช่นนั้นเป็นวัฒนธรรมคอร์รัปชันที่เป็นอันตรายต่อประเทศ หากเจ้าหน้าที่เอกชนคอร์รัปชันบริษัทได้ ก็จะลุกลามไปสู่ภาครัฐและระบาดใหญ่โต อีกอย่าง คือ สิงคโปร์มีฐานะเป็นศูนย์กลางทางการเงินและการลงทุนของโลก จึงต้องเก็บความโปร่งใสให้ได้ทุกเม็ด

ความจริงในไทย มีผู้เสนอให้ออกกฎหมายเอาผิดกับการคอร์รัปชันในภาคเอกชนเหมือนกัน แต่นักนิติศาสตร์ไทยมองว่าเป็นการกระทำของเอกชนโดยแท้ รัฐไม่ได้เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยและมีกฎหมายอาญารองรับอยู่แล้ว แต่นักนิติศาสตร์ไทยไม่ได้มองถึงผลข้างเคียงที่จะลุกลามเป็น “วัฒนธรรมการคอร์รัปชัน” เหมือนสิงคโปร์

เนื่องจากสิงคโปร์มองว่า หากปล่อยให้ภาคเอกชนมีวัฒนธรรมการติดสินบนกันได้ สุดท้ายวัฒนธรรมนี้ก็จะลุกลามเข้าสู่ภาครัฐ และทำลายภาพลักษณ์ของประเทศในฐานะศูนย์กลางทางการเงินและการลงทุนของโลก

4. ผลงานล่าสุด

ล่าสุด ปี 2024 ป.ป.ช.สิงคโปร์เอารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเข้าคุก จากเส้นเงินที่โยงถึงตัวรัฐมนตรี ขณะที่ยังอยู่ในตำแหน่ง ..อันนี้ต้องย้ำนะครับว่า..เขาถูกจับขณะยังอยู่ในตำแหน่ง

นายกรัฐมนตรีลี เซียนลุง อนุมัติให้สอบสวน และสั่งพักงานทันที

ผลการสืบสวนปรากฏว่า มหาเศรษฐีคนหนึ่งมอบของขวัญมูลค่าสี่แสนดอลล่าร์สหรัฐให้รัฐมนตรี เช่น ตั๋วดูการแข่งรถฟอร์มูล่าวัน ตั๋วดูฟุตบอล เหล้า จักรยาน ทั้งที่มหาเศรษฐีคนนี้เป็นเพื่อนสนิทกับรัฐมนตรีคนนั้น

ป.ป.ช.สิงคโปร์ส่งฟ้องศาลอย่างเฉียบขาด ปรากฏว่าศาลพิพากษาจำคุก 12 เดือน

คดีอย่างนี้ ถ้าเป็นเมืองไทย “คงหายแซ่บหายสอย” แต่สิงคโปร์ เป็นมรดกของความซื่อตรงที่ “ลี กวน ยู” วางบรรทัดฐานว่า “การปราบคอร์รัปชัน ไม่ใช่ทำด้วยการพูด แต่ต้องเอาคนผิดเข้าคุกให้ประชาชนเห็น”

แล้ว ลี กวน หนู..จะว่ายังไงล่ะ แฮ่ม..

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อยากอยู่ 110 ปี (ตอนจบ)
อยากอยู่ 110 ปี (ตอนจบ)