News Logo
หน้าแรก
ประธาน ป.ป.ช. มาเลย์ฯตกเก้าอี้ เหตุข่าวฉาว‘หน่วยขึ้นตรง’

ประธาน ป.ป.ช. มาเลย์ฯตกเก้าอี้ เหตุข่าวฉาว‘หน่วยขึ้นตรง’

6 พ.ค. 2569 21:59
ผู้ชม 53 คน

ภายใต้บรรยากาศคุกรุ่นทางการเมืองของมาเลเซียในเดือนพฤษภาคมนี้ หนึ่งในข่าวที่ได้รับความสนใจมากที่สุดหนีไม่พ้นการพ้นจากตำแหน่งของชายผู้ที่ได้ชื่อว่าทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งในกระบวนการปราบปรามทุจริต เขาคือนาย อาซัม บากี (Azam Baki) ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งมาเลเซีย หรือ เอ็มเอซีซี (MACC) ผู้กำลังจะสิ้นสุดวาระการทำงานในวันที่ 12 พฤษภาคมนี้

แม้ที่ผ่านมาอาซัมจะขึ้นชื่อว่าเป็นข้าราชการระดับสูงที่หนังเหนียวที่สุดคนหนึ่งจากการ ได้รับการต่ออายุการทำงานอย่างต่อเนื่องในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาลจนถึงยุคของนายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม (Anwar Ibrahim) แต่ครั้งนี้ความคุ้มครองใด ๆ ก็ยากจะยื้อเก้าอี้เขาไว้ได้ เพราะมลทินจากข้อกล่าวหาเรื่องเครือข่าย “มาเฟียธุรกิจ” (Corporate Mafia) เริ่มจะสะเทือนถึงเก้าอี้นายก ฯ มากขึ้นทุกที

นาย อาซัม ไต่เต้าจากข้าราชการ ป.ป.ช. ขึ้นเป็นมือปราบเบอร์ต้น ๆ ผู้คุมงานสืบสวนกรณีทุจริตของประเทศ  เขาเข้ารับตำแหน่งประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งมาเลเซีย (Malaysian Anti-Corruption Commission) ในเดือนมีนาคม 2563 และอยู่ในตำแหน่งต่อเนื่องมาตลอด

หน่วยงาน ป.ป.ช. มาเลเซียซึ่งเรียกกันทั่วไปว่า เอ็มเอซีซี (MACC) เป็นหน่วยงานในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี  ตำแหน่งประธานเป็นตำแหน่งที่สมเด็จพระราชาธิบดีทรงแต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรีกราบบังคมทูลเสนอแนะ  และเป็นหน่วยงานที่มีอิทธิพลอย่างสูงจากอำนาจในการสอบสวน จับกุม อายัดบัญชีธนาคารและยึดทรัพย์เพื่อการตรวจสอบกรณีทุจริต รวมถึงนักการเมืองระดับสูงสุด เช่นที่เกิดกับอดีตนายกรัฐมนตรีเช่น นาย นาจิบ ราซัก (Najib Razak) ในกรณีทุจริต 1MDB

ต้นตอของพายุลูกใหญ่ที่เขย่าเก้าอี้นาย อาซัม เริ่มต้นจากการตีแผ่ข้อมูลเชิงลึกของสำนักข่าวระดับโลกอย่างบลูมเบิร์ก (Bloomberg) เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา รายงานภายใต้หัวข้อที่ตั้งคำถามอย่างเจ็บแสบว่า “Who’s Watching Malaysia’s Anti-Corruption Watchdog?”  (ใครกำลังจับตาดูสุนัขเฝ้าบ้านของมาเลเซีย?)  ได้เปิดเผยให้เห็นการทุจริตและโครงสร้างภายในที่บิดเบี้ยวของเอ็มเอซีซี โดยเฉพาะบทบาทของ “หน่วยปฏิบัติการพิเศษส่วน D” หรือ Section D ที่กลายไปเป็น “มือรับจ้าง” ให้กับกลุ่มนักธุรกิจผู้มีอิทธิพลในการเข้าแทรกแซงและยึดครองกิจการในตลาดหลักทรัพย์มาเลเซียอย่างเป็นระบบ เป็นที่มาของคำว่า"corporate mafia” (มาเฟียธุรกิจ) ที่สื่อมวลชนมาเลเซียใช้กันแพร่หลาย

Section D เป็นหน่วยงานระดับอีลีทภายในเอ็มเอซีซี มีหน้าที่จัดการคดีทุจริตที่มีความซับซ้อนสูง เช่น การฟอกเงินข้ามชาติ การปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ และคดีที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองระดับสูง แต่ปากคำของเจ้าหน้าที่เอ็มเอซีซีและเอกสารภายในที่หลุดสู่มือของบลูมเบิร์กชี้ว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของเอ็มเอซีซีร่วมมือในการทุจริตเสียเองโดยการใช้ Section D เข้าข่มขู่กดดันบริษัทในตลาดหุ้นโดยเฉพาะบริษัทที่ได้สัมปทานขนาดใหญ่จากรัฐ  เพื่อสร้างเงื่อนไขให้กลุ่มธุรกิจอิทธิพลเข้าบังคับถือครองกิจการของบริษัทนั้น ๆ

บริษัทที่ตกเป็นเหยื่อของขบวนการมาเฟียธุรกิจไม่ใช่บริษัทเล็ก ๆ แต่มักเป็นบริษัทในตลาดหุ้น ขนาดใหญ่ที่ได้สัมปทานมูลค่ามหาศาลจากรัฐ บลูมเบิร์กระบุชื่อบางบริษัทอย่างชัดเจน เช่น บริษัท Nexgram Holdings ที่ได้สัมปทานทำระบบหนังสือเดินทางและบัตรประชาชนมูลค่า 2.46 พันล้านริงกิต (2.017 หมื่นล้านบาท) หรือ บริษัท Classita Holdings (ปัจจุบันคือ NexG Bina) ที่ได้รับสิทธิในโครงการก่อสร้างบ้านพักสวัสดิการข้าราชการ (PPAM) โครงการหนึ่ง พร้อมเตรียมเข้าประมูลงานโครงสร้างพื้นฐานรัฐที่มีมูลค่าโครงการรวมกว่า 60,000 ล้านริงกิต (4.92 แสนล้านบาท)

กลยุทธ์ของกลุ่มมาเฟียธุรกิจที่บลูมเบิร์กนำมาตีแผ่แสดงให้เห็นถึงการใช้กฎหมายเป็นอาวุธของการทุจริต  โดยเริ่มจากการที่เจ้าหน้าที่จาก Section D จะเข้าบุกตรวจค้นสำนักงานของบริษัทเป้าหมายอย่างกะทันหันในจังหวะเวลาที่เปราะบางที่สุด เช่น ในช่วงที่บริษัทกำลังมีข้อพิพาทภายในหรือกำลังจะปิดดีลธุรกิจสำคัญ จากนั้นจะใช้อำนาจตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (AMLA) สั่งอายัดบัญชีธนาคารของบริษัทและกรรมการบริหารทันที การทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่ทำให้บริษัทขาดสภาพคล่องจนแทบเป็นอัมพาต แต่ยังทำลายความน่าเชื่อถือในสายตานักลงทุนในชั่วข้ามคืน เมื่อเจ้าของธุรกิจตกที่นั่งลำบาก กลุ่มมาเฟียธุรกิจจะส่งตัวแทนเข้ามาเจรจาขอซื้อหุ้นในราคาที่ถูกกว่าความเป็นจริงอย่างมาก หรือบีบให้มีการเปลี่ยนตัวกรรมการบริหารเป็นคนของตน โดยมีข้อแลกเปลี่ยนคือการยุติคดีความและการปลดล็อกบัญชีที่ถูกอายัดไว้

สิ่งที่น่าพรั่นพรึงกว่านั้นคือคำบอกเล่าของแหล่งข่าวในเอ็มเอซีซีที่ระบุว่า Section D ทำงานเป็นเอกเทศและรายงานตรงต่ออาซัม บากี และผู้บริหารระดับสูงบางคนเท่านั้น ทำให้กลไกการตรวจสอบภายในไม่สามารถแตะต้องได้

ความซับซ้อนของเรื่องนี้ทวีคูณขึ้นเมื่อ นาย วิกเตอร์ ชิน บูน ลอง (Victor Chin Boon Long) นักธุรกิจที่บลูมเบิร์กระบุว่าเป็นหนึ่งในแกนนำของกลุ่มมาเฟีย ออกมาให้สัมภาษณ์ในเชิง "โจรแฉโจร" โดยเขาอ้างว่าตนเองก็ตกเป็นเหยื่อเช่นกัน และเคยต้องจ่ายเงินค่าคุ้มครองสูงถึง 9.5 ล้านริงกิต หรือราว 77.9 ล้านบาท ผ่านคนกลางที่อ้างว่าเป็นนักการเมืองพรรค Parti Keadilan Rakyat (PKR) ที่มีนายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม (Anwar Ibrahim) เป็นหัวหน้าพรรค เพื่อให้ช่วยปลดล็อกการอายัดบัญชีธนาคารและยุติการคุกคามนักธุรกิจผู้ร่วมงานของตน

คำกล่าวอ้างนี้พุ่งเป้าไปที่ นาย ฟาร์ฮาช วาฟา ซัลวาดอร์ (Farhash Wafa Salvador) อดีตเลขานุการฝ่ายการเมืองและมือขวาคนสนิทของนายกรัฐมนตรี อันวาร์ นับแต่ก่อตั้งพรรค PKR  จนกระทั้งปี 2567 เขาประกาศยุติการทำงานกับรัฐบาลและงานการเมืองทั้งหมด โดยขอมุ่งทำธุรกิจส่วนตัวแทน  คำกล่าวของนาย วิกเตร์ ชิน สอดคล้องกับรายงานข่าวของบลูมเบิร์กก่อนหน้านี้เรื่องข้อกล่าวหาว่าผู้มีอิทธิพลในเอ็มเอซีซีและเจ้าหน้าที่ Section D มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเครือข่ายของนายฟาร์ฮาช

ถึงจะมีปากคำของวิกเตอร์ ชิน และรายงานข่าวระดับลึกของบลูมเบิร์ก  นายฟาร์ฮาซก็ยังยืนยันปฏิเสธทุกข้อสงสัย และขู่จะฟ้องร้องหมิ่นประมาทต่อใครก็ตามที่กล่าวหาเขาอย่างไร้หลักฐาน  ในเมื่อไม่มีหน่วยงานของรัฐหน่วยงานไหนกล้าลงมือตรวจสอบนายฟาร์ฮาช กลุ่มสื่อทางเลือกและบล็อกเกอร์สายสืบสวนในมาเลเซียจึงลงมือขุดคุ้ยถึงที่มาของทรัพย์สินเขาเอง

สื่อทางเลือกมีคำถามต่อชีวิตทางธุรกิจของนายฟาร์ฮาชหลายเรื่อง คำถามสำคัญคือเหตุใดนาย ฟาร์ฮาชผู้ทำงานทางการเมืองมาตลอดจึงอยู่ดี ๆ ก็เติบโตทางธุรกิจอย่างก้าวกระโดดและรวยขึ้นในชั่วคืน หลังจากที่ อันวาร์ อิบราฮิม ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี  จู่ ๆ นาย ฟาร์ฮาชได้รับตำแหน่งกรรมการบริหารและเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทจดทะเบียนหลายแห่ง เช่นเป็นประธานบอร์ดของบริษัท 7-Eleven Malaysia  ที่มากกว่านั้นคือเข้าถือหุ้นบริษัท HeiTech Padu ซึ่งเป็นบริษัทด้านไอที  หลังเข้าซื้อหุ้นจำนวนมากผ่านบริษัทนอมินีเพียงไม่กี่วันก่อนที่บริษัทจะชนะประมูลโครงการทำระบบตรวจคนเข้าเมืองมูลค่ามหาศาลจากรัฐบาล

แม้ทางฝั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติมาเลเซียจะพยายามกู้คืนความเชื่อมั่นผ่าน "ปฏิบัติการไวกิ้ง" (Op Viking) ปลายปี 2568 ถึงต้นปี 2569  ซึ่งเป็นปฏิบัติการต่อต้านการฟอกเงินของกลุ่มอิทธิพลธุรกิจ  และสามารถอายัดบัญชีที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายนี้ได้กว่า 400 บัญชี คิดเป็นมูลค่าเกือบ 4 พันล้านบาท พร้อมทั้งเพุ่งเป้าไปที่การยึดทรัพย์และตรวจสอบเส้นทางการเงินของเจ้าหน้าที่บางคนใน Section D ด้วย เนื่องจากพบหลักฐานว่ามี "เงินทอน" หรือผลประโยชน์จากการเข้าบุกค้นบริษัทจดทะเบียนหลายแห่ง ไหลกลับเข้าสู่บัญชีนอมินีที่เชื่อมโยงกับเจ้าหน้าที่รัฐ

แม้ว่าการสืบสวนของตำรวจยังไม่สิ้นสุด แต่ ณ ปัจจุบันยังไม่สามารถเชื่อมโยง “หลักฐานโดยตรง” ไปถึงตัวอาซัม บากี หรือนักการเมืองระดับสูงได้ ในขณะเดียวกันนายอาซัมปฏิเสธข้อกล่าวหาย่างสิ้นเชิงปัดว่าคำวิจารณ์เหล่านั้นเป็นการสาดโคลนทำลายชื่อเสียงของตน  พร้อมกันนั้นตัวละครสำคัญอย่างวิกเตอร์ ชิน ก็ได้เดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงคำถามใหญ่เรื่องความโปร่งใสที่รัฐบาลอันวาร์ยังตอบสังคมไม่ได้

กรณีมาเฟียธุรกิจไม่ใช่รอยด่างแรกของอาซัม เพราะก่อนหน้านี้เขาเคยเผชิญข้อครหาเรื่องหุ้นอย่างน้อยสองครั้ง ครั้งแรกมื่อมีรายงานข่าวในปี 2564 ว่าเขาถือครองหุ้นหลายล้านหุ้นในบริษัท Gets Global และ Excel Force ในช่วงปี 2558-2559 ขณะดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายสืบสวนเอ็มเอซีซี ซึ่งเป็นจำนวนหุ้นที่เกินเกณฑ์ข้าราชการ แต่อาซัมรอดตัวมาได้ด้วยข้ออ้างว่า 'น้องชายยืมชื่อเปิดบัญชี' ซึ่งคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ (SC) วินิจฉัยว่าหลักฐานไม่เพียงพอที่จะชี้ชัดความผิด ล่าสุดเมื่อกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เขายังถูกขุดคุ้ยเรื่องการถือหุ้นมูลค่า 8 แสนริงกิต (ราว 6.56 ล้านบาท) ซึ่งเขาอ้างว่าได้รายงานทรัพย์สินตามระเบียบแล้ว

แม้ที่ผ่านมาอาซัมจะดูเหมือนได้รับเอกสิทธิ์คุ้มครองทางการเมืองจนรักษาเก้าอี้ไว้ได้ แต่การที่นายกฯ อันวาร์ อิบราฮิม ตัดสินใจไม่ต่อวาระในครั้งนี้ ถูกมองว่าเป็นความพยายามเฮือกสุดท้ายในการฟื้นฟูศรัทธาต่อเอ็มเอซีซี อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นนี้อาจไม่กลับมาหาทั้งเอ็มเอซีซีและตัวนายก ฯ เอง หากอันวาร์ยังไม่สามารถตอบคำถามสังคมได้ว่า เหตุใดคนสนิทของตนจึงมีชื่อเข้าไปพัวพันกับวงจรมาเฟียนี้อย่างกลบไม่มิด

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ยุทธศาสตร์ใหม่ของไทยในโลกปัจจุบัน: รบได้ รวยเป็น และตื่นรู้
ยุทธศาสตร์ใหม่ของไทยในโลกปัจจุบัน: รบได้ รวยเป็น และตื่นรู้