เหตุการณ์แรก
ตามรายงานของสำนักข่าว AFP ซึ่ง Thai PBS นำมาถ่ายทอดผ่านรายการทันโลก เป็นเหตุการณ์ ณ เวที งาน Africa Forward Summit ที่กรุงไนโรบี ประเทศเคนยา เมื่อ 11-12 พค. 69
ในห้องประชุม บนเวทีมีชายรูปร่างสูงใหญ่คนหนึ่ง หญิง 2 คน และพิธีกรหญิงคนหนึ่ง
ขณะที่กำลังจะเริ่มรายการ มีเสียงคุยกันดังลั่นห้องประชุม โดยไม่มีใครคาดคิด เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสในชุดสูทสากล ซึ่งนั่งอยู่ตรงที่นั่งแถวหน้าสุด เขาก้าวเท้าขึ้นบนเวที ทำท่าเหมือนต้องการพูดอะไรสักอย่าง ทั้งๆ ที่ยังไม่ถึงจังหวะของเขา
“จะขึ้นเวทีแล้วหรือ
คุณไม่รอให้ถึงคิวของคุณก่อนรึคะ”
พิธีกรหญิงเอ่ยทัก อย่างไรก็ตามเธอยื่นไมโครโฟนในมือให้มาครง ท่ามกลางอาการงงๆ ของสี่คนบนเวที มาครงถือไมค์ ด้วยมือขวา หันหน้ามาทางผู้ฟังทั้งหมด เขาย่างเท้ามาสองก้าวข้างหน้าแล้วพูดว่า

“ขอโทษ ขอโทษทุกคนครับ”
เขาส่งเสียงดังขึ้น เรียกความสนใจทุกคนว่า
“เฮ้ เฮ้ เฮ้ ผมขอโทษนะครับทุกคน”
“ในขณะที่มีคนซึ่งมีแรงบันดาลใจสูง มาถึงนี่ เพื่อกล่าวสุนทรพจน์...”
มาครงใช้นิ้วโป้งมือซ้ายชี้ไปทางด้านหลัง แล้วพูดต่อ
“ท่ามกลางเสียงดังแทรกซ้อนแบบนี้...”
มีเสียงปรบมือชอบใจดังขึ้น
“นี่มันเป็นการไม่ให้เกียรติกันมากๆ
ดังนั้นผมขอแนะนำว่า
ถ้าคุณต้องการคุยส่วนตัว
หรือพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องอื่น
คุณต้องไปคุยที่ห้องที่จัดไว้ให้...”
มาครงกวาดสายตาไปทั่วห้อง
“หรือออกไปข้างนอก...”
มาครงชี้ไปที่ประตูทางออก
“ถ้าคุณต้องการอยู่ที่นี่
เราจะรับฟังสิ่งที่พวกเขาพูด
และเราจะอยู่ในกติกาเดียวกัน
โอเคไหมครับ ขอบคุณ”
มาครงหันกลับไป ยื่นไมค์คืน
พิธีกรหญิงยิ้มร่า รับไมค์ แล้วพูดว่า
“นี่คือสิ่งที่เรียกว่า ภาวะผู้นำค่ะ”
อีกสามคนบนเวที แสดงอาการพึงพอใจ ที่มีคนระดับประธานาธิบดี ช่วยสร้างความสงบขึ้นมาในห้อง
ในภาวะที่เสียงคุยกันจ๊อกแจ๊กจอแจลั่นห้องประชุม ในขณะที่รายการบนเวที กำลังเริ่มขึ้น หากมีใครสักคนลุกขึ้นส่งสียงเรียกร้องให้ทุกคนเงียบ เขาอาจถูกโห่ หรือถูกชี้หน้าในฐานที่ไปทำสิ่งที่ขัดใจผู้คน ซึ่งกำลังเมามันกับการสนทนาเต็มเสียงของพวกเขา
เมื่อต้องเลือกระหว่างเสียงโห่ไม่พอใจ กับความเงียบเพื่อการประชุมที่มีคุณภาพ มาครงเลือกทำอย่างหลัง แม้ว่าอาจจะไม่เป็นที่นิยม
และในความเป็นจริงแล้ว มาครงไม่ได้ตำหนิอย่างหุนหันพลันแล่น
เขาเอ่ยคำขอโทษก่อน แล้วตำหนิว่าไม่ให้เกียรติกัน ตามมาด้วยคำแนะนำว่าควรต้องทำอย่างไร เพื่ออยู่ใน “กติกาเดียวกัน” กับทุกคน ปิดท้ายด้วยคำขอบคุณ
เป็นคำพูดที่ทั้งตำหนิและให้เกียรติอยู่ด้วยกัน
ความจริง ถ้ามาครงไม่ขึ้นไปขัดจังหวะตอนนั้น ก็จะไม่มีใครตำหนิเขาได้ เพราะเขาไม่ได้เป็นคนสร้างปัญหา แต่เขายอมเสียความนิยม โดยใช้ถ้อยคำสั้นๆ ที่ตรงประเด็น สมเหตุสมผล เหมาะแก่กาลเวลาและสอดคล้องกับความเป็นจริง จึงกลายเป็นเสียงแห่งความชอบธรรมที่ดึงสติของทุกคนเข้ามาสู่บรรยากาศแห่งความสงบเงียบได้
นี่คือการตัดสินใจของผู้นำที่เลือกทำสิ่งที่ถูกต้องแม้ว่าอาจจะไม่ถูกใจ
อีกเหตุการณ์หนึ่ง
เป็นการประชุมผู้นำอาเซียน 11 ประเทศ ในการประชุม ASEAN Summit ที่เมืองเซบู ฟิลิปปินส์ เมื่อ 7-9 พค. 69
ธรรมดาบรรดา วีไอพี. ระดับผู้นำประเทศส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เรียกหาความสะดวกสบายในทุกย่างก้าวของการรับบริการ ทั้งเรื่องที่พัก อาหาร ยานพาหนะ
แต่ Lawrence Wong นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ แหวกธรรมเนียมการรับบริการแบบ VIP ทั้งหมด
เขาขึ้นเครื่องด้วยสายการบินพาณิชย์ชั้นประหยัด (Low Cost) แบบเดียวกับผู้โดยสารส่วนใหญ่ทั่วไป ไม่ต้องเรียกรถพิเศษอะไรมารับ เขาลงจากเครื่อง เดินเรียงแถวเข้างวงช้างไปพร้อมกับคนอื่น ทีมงานลากกระเป๋าเดินทางเหมือนผู้โดยสารทั่วไป
ในขณะที่บางประเทศซึ่งยังเป็นลูกหนี้สิงคโปร์ จัดเครื่องบินประจำตำแหน่งพร้อมทีม ขนรถประจำตำแหน่งและทีมบริการไปด้วย

ลอเรนซ์ หว่อง จะไปประชุมที่โรงแรมห้าดาว ก็เรียก GRAB Taxi ไปส่ง แบบคนทั่วไป
แม้การประชุม ASEAN Summit ที่ สปป. ลาว เมื่อปี 2567 หว่องและภรรยาก็ปฏิบัติตัวแบบเรียบง่ายธรรมดา เป็นการใช้ชีวิตเยี่ยงสามัญชนคนสิงคโปร์ทั่วไป
ผู้นำประเทศทั่วไปมีสิทธิ์ที่จะเสพการบริการที่เลิศหรูได้ทุกย่างก้าว แต่สำหรับ ลอเรนซ์ หว่อง ผู้นำประเทศสิงคโปร์ ที่นับว่าเป็นประเทศที่ร่ำรวยระดับโลก กลับทำตรงกันข้าม โดยไม่ห่วงหน้าตา ไม่เกรงว่าโรงแรมที่นอน อาหารที่กิน พาหนะที่ใช้ จะสมศักดิ์ศรีหรือไม่
เพราะเขาเข้าใจดีว่า สิ่งบำเรอเหล่านั้น ไม่มีความหมายอะไรกับเขาเลย สิ่งที่เขาทำต่างหากที่บ่งบอกว่าเขาสำคัญอย่างไร.




