“ไปเที่ยวอินเดียกับพวกเราไหม พาแฟนไปด้วยได้นะ” ก่อนผมจะทันตอบ ภัทรดา ปิ่นปัก (ตุ้ย) เพื่อนร่วมรุ่นโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ รีบเสริมต่อทันที “ไม่ต้องห่วง เราเคยไปพุทธคยาแล้ว รอบนี้ไม่ได้ไปแสวงบุญ แต่ครั้งนี้จะไปดูราชวัง ป้อมปราการ ทัชมาฮาล ตามรอยอารยธรรมอินเดียและมรดกโลก” ฟังดูน่าสนใจ แต่การจะตอบรับก็ต้องมีชั้นเชิงนิดนึง ผมเลยย้อนถามไปว่า “พวกเธอไปกันเองได้
ทำไมต้องชวนผมไปด้วย” ตุ้ยตอบแบบไม่ต้องคิดว่า “อ้อ เพราะเธอหน้าคล้ายคนอินเดีย ไปที่นั่น
จะกลมกลืนดี และน่าจะช่วยดูแลพวกเราได้” คำตอบนี้ทำให้ผมหัวเราะออกมาและตอบตกลงแบบ
ไม่ต้องใช้เวลาคิดนาน
ความจริงแล้ว ผมตั้งใจอยู่แล้วว่าอยากเดินทางไปประเทศที่ไม่เคยมีโอกาสไป เพราะเมื่อเกษียณแล้ว เวลาคือสิ่งที่มีค่ามากขึ้น และ “อินเดีย” คือหนึ่งในประเทศที่ผมเชื่อว่า ครั้งหนึ่งในชีวิตควรไปให้ได้ เพราะอินเดียเป็นดินแดนเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 5,000 ปี เป็นถิ่นกำเนิดพระศาสดาและศาสนาสำคัญของโลก เป็นแหล่งศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และอารยธรรมที่ทรงอิทธิพลต่อภูมิภาครอบข้างอย่างลึกซึ้ง สำหรับประเทศไทยเอง เราต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า หลายสิ่งในวิถีชีวิตของเรา
ทั้งศาสนา วัฒนธรรม จารีตประเพณี และแนวคิดความเชื่อจำนวนไม่น้อย ล้วนมีรากฐานมาจากอินเดียแทบทั้งสิ้น
ขณะเดียวกัน อินเดียในปัจจุบันก็ไม่ใช่แค่ประเทศแห่งอดีต หากแต่เป็นประเทศที่เติบโตอย่างรวดเร็วทั้งเศรษฐกิจและเทคโนโลยี จึงเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยสีสันน่าค้นหา และมีอิทธิพลต่อโลกมากขึ้นเรื่อย ๆ
ตุ้ยรวบรวมเพื่อนได้ทั้งหมด 9 คน พร้อมปักหมุดว่าจะเดินทางกันช่วงปลายเดือนมกราคม เพื่อให้ได้สัมผัสกับอากาศเย็น และหวังว่าฝุ่น PM 2.5 จะเจือจางลงบ้าง พวกเราตัดสินใจไปกันเองแบบทัวร์ส่วนตัว (private tour) โดยให้บริษัททัวร์ช่วยประสานเรื่องการเดินทาง โรงแรม ที่พัก และจัดมัคคุเทศก์ท้องถิ่นพาเที่ยว ซึ่งทั้งหมดนี้พวกเราได้ยกให้ตุ้ยเป็นแม่งานใหญ่
ตุ้ยบอกว่า โปรแกรมของทริปนี้เริ่มจากการตามรอยลูกที่เคยได้รางวัลจากการเขียนเรียงความ จนมีโอกาสมาเที่ยวทัชมาฮาล รวมถึงการเที่ยวราชวังและป้อมปราการ (fort) ในเมืองต่าง ๆ ที่ชื่อมักลงท้ายด้วยคำว่า “ปุระ” อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือ การไปกราบพระบรมสารีริกธาตุ ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ในนครนิวเดลี สรุปเส้นทางเริ่มจากเดลี ไปอุทัยปุระ ต่อด้วยชัยปุระ และจบทริปที่เมืองอัครา เมืองที่ตั้งของทัชมาฮาล ใช้เวลา 7 วัน 5 คืน
ส่วนเรื่องโรงแรมและอาหาร ตุ้ยจัดเต็มแบบ “ไม่ให้เสียเที่ยว” โดยปรึกษาเพื่อนที่เคยเป็นอดีตทูตประจำอินเดีย และได้ข้อสรุปแบบหนักแน่นว่า “ในเมื่อพวกเราไม่ได้มากันแบบเล่น ๆ เพราะคงมากันแค่ครั้งเดียว ต้องจัดที่นอนให้หลับสบาย และร้านอาหารที่สะอาด ไร้กังวล แบบที่ทัวร์ทั่วไปไม่ได้พาไป” ฟังดูเหมือนจะง่าย แต่ความจริงคือ ช่วง 3 เดือนก่อนเดินทาง โปรแกรมถูกปรับเปลี่ยนรายวัน กว่าจะลงตัว เหลือเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนเดินทาง
สำหรับผม การเตรียมตัวครั้งนี้ถือว่าหนักหนากว่าการไปต่างประเทศครั้งใด ๆ (ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะหลังเกษียณมีเวลามากขึ้น) ผมอ่านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ศึกษาสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำ เรียกว่าพร้อมกว่าทริปไหน ๆ ที่เคยไป
แต่แล้ว…เรื่องไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น
บ่ายวันศุกร์ที่ 23 มกราคม (ก่อนออกเดินทาง 2 วัน) ผมได้รับข้อความไลน์จากภรรยาว่า “ด่วน! อินเดียวิกฤต สั่งล็อกดาวน์กลุ่มเสี่ยง กักตัวนับร้อย เร่งสกัด ‘ไวรัสนิปาห์’ อุบัติขึ้นครั้งแรกในรอบ 19 ปี ร้ายแรงกว่าโควิด” ผมยังไม่ทันได้ตอบกลับ เสียงแจ้งเตือนได้รับข้อความในกลุ่มไลน์จากเพื่อน ๆ
ดังขึ้นไม่ขาดสาย และคนแรกที่โทรเข้ามาหาผมไม่ใช่ใครอื่นไกล คือตุ้ยนั่นเอง “เอาไงดี” เธอถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นจนผมสัมผัสได้ทันที
ผมนิ่งไปพักใหญ่ ก่อนตั้งสติแล้วเริ่มค้นข่าวจากสำนักข่าวต่างประเทศที่น่าเชื่อถือ รวมถึงเว็บไซต์ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ข้อมูลระบุว่า มีการติดเชื้อไวรัสนิปาห์จริงที่ชานเมืองกัลกัตตา
ในรัฐเบงกอลตะวันตก โดยมีผู้ป่วยรายหนึ่งที่ไปกินอินทผลัม ซึ่งคาดว่าได้รับเชื้อจากที่ค้างคาวแทะไว้ จากนั้นเชื้อได้แพร่ไปยังพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลอีกจำนวน 5 ราย ทำให้ต้องกักตัวผู้สัมผัสใกล้ชิดมากกว่า 100 คน เพื่อเฝ้าดูอาการ ไวรัสชนิดนี้โดยมากติดต่อจากสัตว์สู่คน การติดต่อจากคนสู่คนเกิดขึ้นได้แต่ต้องเป็นการใกล้ชิดกับผู้ป่วยเป็นเวลานาน เพราะเชื้อแพร่จากการสัมผัส ไม่ได้แพร่ผ่านทางเดินหายใจเหมือนโควิด แม้ไวรัสนิปาห์จะยังไม่มียารักษา และอัตราการเสียชีวิตสูง แต่โอกาสการระบาดกลับต่ำมาก ผู้ป่วย 1 คนแพร่เชื้อได้เฉลี่ยเพียง 0.48 คน เทียบกับโควิดที่ผู้ป่วย 1 คนสามารถแพร่เชื้อได้ถึง 9.5 คน
เมื่อได้ข้อมูลชัดเจนผมจึงปรึกษาคุณหมอและผู้เชี่ยวชาญหลายท่าน ต่างเห็นพ้องว่าไม่น่าจะเป็นปัญหาในการเดินทาง อีกทั้งสถานที่ที่พวกเราจะไปก็อยู่ห่างจากกัลกัตตากว่า 1,500 กิโลเมตร หากแพร่เชื้อมาถึง พวกเราก็คงจะกลับกันมาแล้ว


ผมนำข้อมูลทั้งหมดไปแจ้งเพื่อน ๆ ในกลุ่ม เพื่อช่วยลดความกังวล แม้หลายคนจะยังไม่สบายใจ แต่สุดท้ายต้องทำใจ เพราะคงเลื่อนทริปไม่ได้ หากยกเลิกก็เสียดายค่าใช้จ่ายที่จ่ายไปแล้ว เมื่อชั่งน้ำหนักระหว่าง “ความสุข” กับ “ความเสี่ยง” ในวัยเกษียณ พวกเราจึงตัดสินใจออกเดินทางพร้อมความกังวลลึก ๆ ที่ซ่อนอยู่ในใจทุกคน
สัปดาห์หน้า ผมจะมาเล่าให้ฟังถึงทริปท่องแดนภารตะในครั้งนี้ พร้อมบทเรียนที่ได้รับครับ




