News Logo
หน้าแรก
ท่องแดนภารตะ

ท่องแดนภารตะ

22 ก.พ. 2569 08:30
ผู้ชม 134 คน

“ไปเที่ยวอินเดียกับพวกเราไหม พาแฟนไปด้วยได้นะ” ก่อนผมจะทันตอบ ภัทรดา ปิ่นปัก (ตุ้ย) เพื่อนร่วมรุ่นโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ รีบเสริมต่อทันที “ไม่ต้องห่วง เราเคยไปพุทธคยาแล้ว รอบนี้ไม่ได้ไปแสวงบุญ แต่ครั้งนี้จะไปดูราชวัง ป้อมปราการ ทัชมาฮาล ตามรอยอารยธรรมอินเดียและมรดกโลก” ฟังดูน่าสนใจ แต่การจะตอบรับก็ต้องมีชั้นเชิงนิดนึง ผมเลยย้อนถามไปว่า “พวกเธอไปกันเองได้
ทำไมต้องชวนผมไปด้วย” ตุ้ยตอบแบบไม่ต้องคิดว่า “อ้อ เพราะเธอหน้าคล้ายคนอินเดีย ไปที่นั่น
จะกลมกลืนดี และน่าจะช่วยดูแลพวกเราได้” คำตอบนี้ทำให้ผมหัวเราะออกมาและตอบตกลงแบบ
ไม่ต้องใช้เวลาคิดนาน

ความจริงแล้ว ผมตั้งใจอยู่แล้วว่าอยากเดินทางไปประเทศที่ไม่เคยมีโอกาสไป เพราะเมื่อเกษียณแล้ว เวลาคือสิ่งที่มีค่ามากขึ้น และ “อินเดีย” คือหนึ่งในประเทศที่ผมเชื่อว่า ครั้งหนึ่งในชีวิตควรไปให้ได้ เพราะอินเดียเป็นดินแดนเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 5,000 ปี เป็นถิ่นกำเนิดพระศาสดาและศาสนาสำคัญของโลก เป็นแหล่งศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และอารยธรรมที่ทรงอิทธิพลต่อภูมิภาครอบข้างอย่างลึกซึ้ง สำหรับประเทศไทยเอง เราต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า หลายสิ่งในวิถีชีวิตของเรา
ทั้งศาสนา วัฒนธรรม จารีตประเพณี และแนวคิดความเชื่อจำนวนไม่น้อย ล้วนมีรากฐานมาจากอินเดียแทบทั้งสิ้น

ขณะเดียวกัน อินเดียในปัจจุบันก็ไม่ใช่แค่ประเทศแห่งอดีต หากแต่เป็นประเทศที่เติบโตอย่างรวดเร็วทั้งเศรษฐกิจและเทคโนโลยี จึงเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยสีสันน่าค้นหา และมีอิทธิพลต่อโลกมากขึ้นเรื่อย ๆ

ตุ้ยรวบรวมเพื่อนได้ทั้งหมด 9 คน พร้อมปักหมุดว่าจะเดินทางกันช่วงปลายเดือนมกราคม เพื่อให้ได้สัมผัสกับอากาศเย็น และหวังว่าฝุ่น PM 2.5 จะเจือจางลงบ้าง พวกเราตัดสินใจไปกันเองแบบทัวร์ส่วนตัว (private tour) โดยให้บริษัททัวร์ช่วยประสานเรื่องการเดินทาง โรงแรม ที่พัก และจัดมัคคุเทศก์ท้องถิ่นพาเที่ยว ซึ่งทั้งหมดนี้พวกเราได้ยกให้ตุ้ยเป็นแม่งานใหญ่

 

ตุ้ยบอกว่า โปรแกรมของทริปนี้เริ่มจากการตามรอยลูกที่เคยได้รางวัลจากการเขียนเรียงความ จนมีโอกาสมาเที่ยวทัชมาฮาล รวมถึงการเที่ยวราชวังและป้อมปราการ (fort) ในเมืองต่าง ๆ ที่ชื่อมักลงท้ายด้วยคำว่า “ปุระ” อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือ การไปกราบพระบรมสารีริกธาตุ ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ในนครนิวเดลี สรุปเส้นทางเริ่มจากเดลี ไปอุทัยปุระ ต่อด้วยชัยปุระ และจบทริปที่เมืองอัครา เมืองที่ตั้งของทัชมาฮาล ใช้เวลา 7 วัน 5 คืน

ส่วนเรื่องโรงแรมและอาหาร ตุ้ยจัดเต็มแบบ “ไม่ให้เสียเที่ยว” โดยปรึกษาเพื่อนที่เคยเป็นอดีตทูตประจำอินเดีย และได้ข้อสรุปแบบหนักแน่นว่า “ในเมื่อพวกเราไม่ได้มากันแบบเล่น ๆ เพราะคงมากันแค่ครั้งเดียว ต้องจัดที่นอนให้หลับสบาย และร้านอาหารที่สะอาด ไร้กังวล แบบที่ทัวร์ทั่วไปไม่ได้พาไป”  ฟังดูเหมือนจะง่าย แต่ความจริงคือ ช่วง 3 เดือนก่อนเดินทาง โปรแกรมถูกปรับเปลี่ยนรายวัน กว่าจะลงตัว เหลือเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนเดินทาง

สำหรับผม การเตรียมตัวครั้งนี้ถือว่าหนักหนากว่าการไปต่างประเทศครั้งใด ๆ (ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะหลังเกษียณมีเวลามากขึ้น) ผมอ่านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ศึกษาสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำ เรียกว่าพร้อมกว่าทริปไหน ๆ ที่เคยไป

แต่แล้ว…เรื่องไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น

บ่ายวันศุกร์ที่ 23 มกราคม (ก่อนออกเดินทาง 2 วัน) ผมได้รับข้อความไลน์จากภรรยาว่า “ด่วน! อินเดียวิกฤต สั่งล็อกดาวน์กลุ่มเสี่ยง กักตัวนับร้อย เร่งสกัด ‘ไวรัสนิปาห์’ อุบัติขึ้นครั้งแรกในรอบ 19 ปี ร้ายแรงกว่าโควิด” ผมยังไม่ทันได้ตอบกลับ เสียงแจ้งเตือนได้รับข้อความในกลุ่มไลน์จากเพื่อน ๆ
ดังขึ้นไม่ขาดสาย และคนแรกที่โทรเข้ามาหาผมไม่ใช่ใครอื่นไกล คือตุ้ยนั่นเอง “เอาไงดี” เธอถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นจนผมสัมผัสได้ทันที

ผมนิ่งไปพักใหญ่ ก่อนตั้งสติแล้วเริ่มค้นข่าวจากสำนักข่าวต่างประเทศที่น่าเชื่อถือ รวมถึงเว็บไซต์ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ข้อมูลระบุว่า มีการติดเชื้อไวรัสนิปาห์จริงที่ชานเมืองกัลกัตตา
ในรัฐเบงกอลตะวันตก โดยมีผู้ป่วยรายหนึ่งที่ไปกินอินทผลัม ซึ่งคาดว่าได้รับเชื้อจากที่ค้างคาวแทะไว้ จากนั้นเชื้อได้แพร่ไปยังพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลอีกจำนวน 5 ราย ทำให้ต้องกักตัวผู้สัมผัสใกล้ชิดมากกว่า 100 คน เพื่อเฝ้าดูอาการ  ไวรัสชนิดนี้โดยมากติดต่อจากสัตว์สู่คน การติดต่อจากคนสู่คนเกิดขึ้นได้แต่ต้องเป็นการใกล้ชิดกับผู้ป่วยเป็นเวลานาน เพราะเชื้อแพร่จากการสัมผัส ไม่ได้แพร่ผ่านทางเดินหายใจเหมือนโควิด แม้ไวรัสนิปาห์จะยังไม่มียารักษา และอัตราการเสียชีวิตสูง แต่โอกาสการระบาดกลับต่ำมาก ผู้ป่วย 1 คนแพร่เชื้อได้เฉลี่ยเพียง 0.48 คน เทียบกับโควิดที่ผู้ป่วย 1 คนสามารถแพร่เชื้อได้ถึง 9.5 คน

เมื่อได้ข้อมูลชัดเจนผมจึงปรึกษาคุณหมอและผู้เชี่ยวชาญหลายท่าน ต่างเห็นพ้องว่าไม่น่าจะเป็นปัญหาในการเดินทาง อีกทั้งสถานที่ที่พวกเราจะไปก็อยู่ห่างจากกัลกัตตากว่า 1,500 กิโลเมตร หากแพร่เชื้อมาถึง พวกเราก็คงจะกลับกันมาแล้ว


          ผมนำข้อมูลทั้งหมดไปแจ้งเพื่อน ๆ ในกลุ่ม เพื่อช่วยลดความกังวล แม้หลายคนจะยังไม่สบายใจ แต่สุดท้ายต้องทำใจ เพราะคงเลื่อนทริปไม่ได้ หากยกเลิกก็เสียดายค่าใช้จ่ายที่จ่ายไปแล้ว เมื่อชั่งน้ำหนักระหว่าง “ความสุข” กับ “ความเสี่ยง” ในวัยเกษียณ พวกเราจึงตัดสินใจออกเดินทางพร้อมความกังวลลึก ๆ ที่ซ่อนอยู่ในใจทุกคน

สัปดาห์หน้า ผมจะมาเล่าให้ฟังถึงทริปท่องแดนภารตะในครั้งนี้ พร้อมบทเรียนที่ได้รับครับ

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

วิกฤตซ้ำ “ตั๋วแพง” เที่ยวบินยกเลิก เบรกขึ้นค่าธรรมเนียม
วิกฤตซ้ำ “ตั๋วแพง” เที่ยวบินยกเลิก เบรกขึ้นค่าธรรมเนียม