News Logo
หน้าแรก
เสียงปลายสายที่ปลุกให้ตื่น: อยู่กับโลกใหม่ไม่ตกขบวน

เสียงปลายสายที่ปลุกให้ตื่น: อยู่กับโลกใหม่ไม่ตกขบวน

29 มี.ค. 2569 22:15
ผู้ชม 125 คน

เช้าวันจันทร์ที่ผ่านมา เสียงโทรศัพท์จากน้องชาย (ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์) ดังขึ้นแต่เช้าตรู่
ผมรีบคว้าโทรศัพท์ด้วยใจที่แอบกังวล คิดว่าคงมีเรื่องเร่งด่วนอะไรสักอย่างอยู่ปลายสาย แต่ทันทีที่รับสาย เสียงที่ได้ยินกลับเต็มไปด้วยความตื่นเต้น “เมื่อวานน้องเอาวิทยานิพนธ์ภาษาอังกฤษของแม่
ให้ Claude Coworker ช่วยสรุปเป็นภาษาไทยนะพี่ มันยอดเยี่ยมมากเลย อ่านครบทั้ง 300 หน้า
แล้วยังสรุปออกมาได้สละสลวย มีภาพประกอบ แถมเพิ่มภาคผนวกประวัติของแม่ให้อีกต่างหาก”

ผมตอบกลับไปตามตรงว่า “ยังไม่มีเวลาอ่านเลย” แต่พยายามใส่น้ำเสียงตื่นเต้นให้เข้ากับบรรยากาศ ทั้งที่ในใจยังงุนงงอยู่ไม่น้อยว่า “เจ้า Claude Coworker” ที่ว่านี้คืออะไร จะถามต่อ
ก็เกรงใจ กลัวทำลายจังหวะความภูมิใจของน้องชายไปเสียก่อน

พอวางสาย ผมไม่รอช้า รีบไปค้นคว้าจากรายการวิทยุที่น้องจัดอยู่เป็นประจำทุกสัปดาห์
จนได้คำตอบว่า Claude Coworker คือ AI ระดับก้าวล้ำขั้นเทพ ที่สามารถทำงานแทนมนุษย์
ในสำนักงานได้แทบทุกบทบาท ตั้งแต่งานสารบรรณ งานสถิติ งานวิเคราะห์ ไปจนถึงงานด้านฎหมาย มันไม่ได้แค่ “ช่วย” แต่ทำได้ครบกระบวนการ ตั้งแต่รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ สรุปผล จัดทำสไลด์
ไปจนถึงเขียนรายงานด้วยภาษาของตนเอง เรียกได้ว่าเป็น AI Agent ที่กำลังก้าวข้ามซอฟต์แวร์แบบเดิม ๆ และแตกต่างจาก AI ที่เราใช้ถามตอบกันในชีวิตประจำวันอย่างสิ้นเชิง ถ้าเปรียบให้เห็นภาพ
นี่ไม่ใช่แค่คลื่นทะเลธรรมดา ๆ แต่มันคือ “สึนามิของ AI” ที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาอย่างเงียบเชียบ และรวดเร็วเกินกว่าจะกะพริบตาทัน

อย่างไรก็ตาม เรื่องเล่าข้างต้น ไม่ได้มีเจตนาจะพาไปทำความเข้าใจวิวัฒนาการของ AI มากนัก หากแต่เป็นความรู้สึก “ทึ่ง” ที่ผมมีต่อน้องชายของตัวเอง

แม้อายุจะล่วงเลยเข้าสู่เลขหกแล้ว แต่น้องชายยังคงก้าวทันโลกเทคโนโลยีไม่แพ้คนรุ่นใหม่ แถมยังเปี่ยมไปด้วยพลังในการทำงานอย่างน่าประหลาดใจ นอกจากบทบาทผู้อำนวยการสถาบันไอเอ็มซี องค์กรที่เขาก่อตั้งขึ้นเพื่อพัฒนาทักษะบุคลากรด้านไอทีให้สอดรับกับเศรษฐกิจดิจิทัล เขายังดำรงตำแหน่งกรรมการในสภามหาวิทยาลัย สถาบันการเงิน และบริษัทเอกชนอีกหลายแห่ง ควบคู่ไปกับการเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ และจัดรายการวิทยุเป็นประจำทุกสัปดาห์ หากผมซึ่งขึ้นชื่อว่า “อยู่นิ่งไม่เป็น” ยังต้องยอมรับว่า เมื่อเทียบกับน้องชายแล้วผมคงต้องขอยกธงขาวแต่โดยดี

ย้อนกลับไปในวัยเด็ก เราสองคนแทบจะแยกจากกันไม่ออก ใช้คำเรียกแทนกันง่าย ๆ ว่า “พี่” กับ “น้อง” โดยไม่มีชื่อเล่นใด ๆ มาคั่นกลาง เราเติบโตมาด้วยกัน เล่นด้วยกัน เรียนด้วยกัน และร่วมกันสร้างสรรค์กิจกรรมแปลก ๆ เข้าบ้านอยู่เสมอ ตั้งแต่เอาลูกปิงปองมาเตะเป็นฟุตบอล พับกระดาษพาดหนังสติ๊ก แข่งกันเหมือนขึ้นเวทีมวย ไปจนถึงการลุยหิมะยามค่ำคืนเพื่อไปดูฮอกกี้น้ำแข็ง บางช่วงเราถึงขั้นตั้ง “ห้องทดลองเคมี” เล็ก ๆ ในบ้าน ขณะที่ช่วงใกล้สอบก็ผลัดกันรับบทเป็นอาจารย์
ออกข้อสอบให้กันและกันอย่างเอาจริงเอาจัง แน่นอนว่าในความเป็นลูกผู้ชายย่อมมีการทะเลาะเบาะแว้ง
กันบ้างเป็นเรื่องธรรมดา แต่ไม่ว่าอย่างไรเราก็กลับมาคืนดีกันได้เสมอ

แม้จะเติบโตมาด้วยกัน แต่ความแตกต่างก็เริ่มฉายชัดขึ้นเรื่อย ๆ น้องชายเป็นคนเรียนเก่ง
อย่างสม่ำเสมอ สอบได้ที่ 1-3 ทุกปี ขณะที่ผมต้องพยายามประคองตัวเองให้ผ่านไปได้ในแต่ละเทอม น้องเป็นคนพูดเก่ง แสดงความคิดเห็นได้ในแทบทุกเรื่อง ส่วนผมมักรับบทเป็น “ผู้ฟังที่ดี” เสียมากกว่า



พี่น้องสมัยเรียนอนุบาล



ถ่ายร่วมกับพ่อแม่


ถ่ายร่วมกับน้าแถมสร้อย รัตนพันธุ์ (น้องสาวแม่) และครอบครัวสองพี่น้อง


         เส้นทางชีวิตเริ่มแยกจากกัน เมื่อแม่พาผมไปเรียนต่อมัธยมปลายในสหรัฐอเมริกา ขณะที่น้องชายสอบเทียบเข้าเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ก่อนจะได้รับทุนไปศึกษาต่อจนจบปริญญาเอกที่ประเทศนิวซีแลนด์ ได้คำนำหน้าว่า “ดอกเตอร์” เดินตามรอยแม่ จากวันนั้น
ได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางสายเทคโนโลยีอย่างเต็มตัว กลายเป็นหนึ่งในนักโปรแกรมเมอร์ภาษา Java
รุ่นบุกเบิกของไทย กลับมาสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ก่อนจะลาออกมาเป็นผู้อำนวยการ เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งประเทศไทย (Software Park) และมาจัดตั้งสถาบันไอเอ็มซีในปัจจุบัน

ทำให้ผมตระหนักอยู่เสมอว่า ความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ของตัวเองยังอยู่ในระดับ “อนุบาล” เท่านั้น1/

สัปดาห์หน้า ผมจะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับน้องชายคนนี้ให้ลึกยิ่งขึ้น ทั้งแรงบันดาลใจ
วิธีคิดและเคล็ดลับที่ทำให้เขายังคงโลดแล่นอยู่ในโลกเทคโนโลยีที่หมุนเร็วขึ้นทุกวัน และที่สำคัญ
พวกเราควรปรับตัวอย่างไร เพื่อจะไม่ถูกคลื่นดิจิทัลลูกใหญ่นี้พัดพาไปโดยไม่ทันตั้งตัว

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

วิกฤตซ้ำ “ตั๋วแพง” เที่ยวบินยกเลิก เบรกขึ้นค่าธรรมเนียม
วิกฤตซ้ำ “ตั๋วแพง” เที่ยวบินยกเลิก เบรกขึ้นค่าธรรมเนียม