ตลอดระยะเวลากว่า 11 ปี แดน บุทเนอร์ ใช้ชีวิตราวกับนักสำรวจ เขาเดินทางข้ามทวีปเพื่อพูดคุยกับผู้คนที่มีอายุเกิน 100 ปี ในชุมชนที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น “ดินแดนแห่งคนอายุยืน” ตั้งแต่เกาะซาร์ดิเนียของอิตาลี เกาะโอกินาวาของญี่ปุ่น เมืองโลมา ลินดา ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ไปจนถึงคาบสมุทรนิโคยาในคอสตาริกา
สิ่งที่เขาค้นพบกลับไม่ใช่สูตรลับมหัศจรรย์ ไม่ใช่เทคโนโลยีทางการแพทย์ล้ำสมัย และไม่ใช่อาหารเสริมราคาแพง แต่เป็นความจริงที่เรียบง่ายอย่างน่าประหลาดใจว่า ปัจจัยสำคัญของการมีอายุยืนไม่ได้อยู่ที่ “พันธุกรรม” หากแต่อยู่ที่ “ลีลาการใช้ชีวิต” ในแต่ละวัน
ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ ผู้คนเหล่านี้ไม่ได้มีชีวิตที่สมบูรณ์แบบ พวกเขาเคยผ่านสงคราม
ความยากจน โรคภัย การสูญเสีย และความผิดหวังไม่ต่างจากคนทั่วไป แต่สิ่งที่ช่วยให้ยืนหยัด
ผ่านกาลเวลามาได้คือ พลังชีวิต 9 ประการ ที่หล่อเลี้ยงพวกเขาจากภายใน
พลังชีวิตทั้ง 9 ประกอบด้วย 1. เคลื่อนไหวอย่างเป็นธรรมชาติ 2. กินอาหารอย่างมีสติ
3. กินผักให้มาก 4. ดื่มไวน์แดงในปริมาณพอเหมาะ 5. มีจุดมุ่งหมายในการตื่นขึ้นมาทุกวัน 6. เข้าเกียร์ต่ำ
ใช้ชีวิตให้ช้าลง 7. มีส่วนร่วมกับชุมชน 8. ให้คนที่รักมาก่อน และ 9. อยู่ในกลุ่มคนที่ส่งเสริมกันในทางที่ดี
หากมองผิวเผิน พลังชีวิตทั้ง 9 ข้อนี้อาจไม่ใช่เรื่องใหม่ หลายข้อเป็นสิ่งที่เรารับรู้กันอยู่แล้วว่าเป็นพื้นฐานของสุขภาพที่ดี แต่โจทย์สำคัญไม่ได้อยู่ที่การ “รู้” หากอยู่ที่การ “ทำ” ให้สิ่งเหล่านี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เป็นนิสัยที่ทำอย่างเป็นธรรมชาติไม่ใช่ทำเป็นครั้งคราว
แล้วเลิกราไป
บุทเนอร์จึงไม่ได้ชวนให้เราเลียนแบบวิถีชีวิตของคนอายุร้อยปีทั้งหมด เพราะคนส่วนใหญ่
คงไม่ได้เป็นคนเลี้ยงแกะบนภูเขา เดินวันละหลายกิโลเมตร หรือปลูกผักกินเองเหมือนชาวโอกินาวา เขากลับเสนอแนวคิดง่าย ๆ ว่าให้เริ่มจากการปรับสภาพแวดล้อมรอบตัว เพื่อให้พฤติกรรมที่ดีเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ
ตัวอย่างเช่น การเคลื่อนไหวอย่างเป็นธรรมชาติ เริ่มจากการลดความสะดวกสบายลงเล็กน้อย ลุกไปเปลี่ยนช่องโทรทัศน์แทนการใช้รีโมต เดินขึ้นบันไดแทนการใช้ลิฟต์ หรือทำสวนและออกไปทำกิจกรรมกับเพื่อนฝูง สิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้ช่วยเพิ่มการเคลื่อนไหวของร่างกายโดยที่เราแทบไม่รู้ตัว1/
ส่วนเรื่องอาหารนั้น หลายคนมักปลอบใจตัวเองด้วยคำว่า “นาน ๆ ที” ทั้งที่ความจริงแล้ว “นาน ๆ ที” กลายเป็นข้ออ้างที่เกิดขึ้นแทบทุกสัปดาห์ เราถูกล้อมรอบด้วยสิ่งเร้าที่ชักชวนให้กินมากขึ้น ทั้งขนาดจานชาม รูปทรงบรรจุภัณฑ์ กลิ่น สีสัน หรือแม้แต่การพบปะสังสรรค์กับคนรอบตัว
ตรงกันข้ามกับชาวโอกินาวาที่มีคำกล่าวว่า “ฮาระ ฮาจิ บุ” ซึ่งหมายถึงการหยุดกินเมื่ออิ่มประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ พวกเขาใช้คำนี้เตือนสติตัวเองก่อนรับประทานอาหารทุกมื้อจนกลายเป็น
ส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการกิน
บุทเนอร์เสนอเคล็ดลับง่าย ๆ ว่า เมื่อจัดอาหารใส่จานแล้วให้เก็บอาหารส่วนที่เหลือออกไปเลย งานวิจัยพบว่า วิธีนี้ช่วยให้คนกินน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับการตักเพิ่มหลายครั้ง นอกจากนี้ การใช้จานชามขนาดเล็กลง กินอาหารช้าลง และให้ความสำคัญกับมื้อเช้าก็ล้วนช่วยควบคุมปริมาณอาหาร
ได้โดยไม่รู้สึกว่ากำลังอด2/
หากยังรู้สึกว่าควบคุมตัวเองได้ยาก บุทเนอร์ยังแนะนำวิธีที่ตรงไปตรงมานั่นคือ วางเครื่องชั่งน้ำหนักไว้ในจุดที่มองเห็นทุกวันเพราะการได้รับข้อมูลย้อนกลับอย่างสม่ำเสมอ ช่วยให้เราตระหนักถึงพฤติกรรมของตัวเองมากขึ้นซึ่งมีงานศึกษาชิ้นหนึ่งติดตามข้อมูลผู้หญิง 3,026 คน ที่พยายาม
ลดน้ำหนัก พบว่าหากผู้หญิงที่ชั่งน้ำหนักทุกวันสามารถลดน้ำหนักได้เฉลี่ย 5.44 กิโลกรัม เทียบกับผู้หญิงที่ไม่ได้ชั่งน้ำหนัก กลับมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น 2.3 กิโลกรัม3/
สำหรับข้อที่อาจสร้างประเด็นถกเถียงมากที่สุด คงเป็นเรื่องการดื่มไวน์แดงวันละหนึ่งถึงสองแก้ว บุทเนอร์อธิบายว่า ไวน์แดงมีสารโพลีฟีนอลที่อาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและลดการอักเสบเรื้อรังได้ อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ยังเป็นเรื่องของความเชื่อและการพิจารณาในบริบทสุขภาพของ
แต่ละคน แต่สำหรับชาวซาร์ดิเนีย พวกเขาจะดื่มไวน์แดงหนึ่งแก้วกับอาหารทุกมื้อและทุกครั้ง
ที่ไปสังสรรค์กับเพื่อนฝูง4/

ให้ AI แต่งกลอนสุภาพ พลังชีวิต 9 ประการ

แต่ไม่ว่าจะแข็งแรงเพียงใด ออกกำลังกายมากแค่ไหนหรือรับประทานอาหารดีเพียงใด ชีวิตก็อาจ
ขาดพลังสำคัญที่สุดไปหากปราศจาก “เหตุผลที่จะตื่นขึ้นมาในตอนเช้า”
ผู้คนจำนวนมากที่มีอายุเกิน 100 ปี ยังมีสิ่งที่อยากทำ มีคนที่อยากพบ หรือภารกิจเล็ก ๆ
ที่รอคอยอยู่ในแต่ละวัน บางคนดูแลต้นไม้ บางคนอ่านหนังสือ บางคนช่วยเลี้ยงหลาน สิ่งเหล่านี้
อาจดูธรรมดา แต่กลับเป็นพลังที่ทำให้ชีวิตมีทิศทาง ชีวิตที่มีเป้าหมายเปรียบเสมือนเรือที่มีเข็มทิศ
แม้คลื่นลมจะพัดแรงเพียงใดก็ยังรู้ว่าควรมุ่งหน้าไปทางไหน
ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งพลังที่ขาดไม่ได้คือ “ความสัมพันธ์” มนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อใช้ชีวิตตามลำพัง งานวิจัยจำนวนมากพบว่า ความโดดเดี่ยวส่งผลเสียต่อสุขภาพไม่ต่างจากพฤติกรรมเสี่ยงหลายชนิด ในทางกลับกัน การมีครอบครัว เพื่อนฝูง หรือชุมชนที่คอยสนับสนุนกันกลับช่วยให้เรามีความสุขและมีสุขภาพที่ดีขึ้นอย่างน่าทึ่ง
และพลังข้อสุดท้ายที่ผมชอบเป็นพิเศษ คือการ “เข้าเกียร์ต่ำ” ในโลกที่ทุกคนเร่งรีบ เรามักเชื่อว่าความสำเร็จต้องแลกมาด้วยการวิ่งเร็วขึ้น ทำมากขึ้น และยุ่งมากขึ้น แต่คนอายุร้อยปีจำนวนมาก
กลับสอนบทเรียนอีกแบบหนึ่ง ชาวซาร์ดิเนียจะออกมาพบปะพูดคุยกันหลังเลิกงาน ชาวนิโคยา
มีช่วงเวลาพักผ่อนในตอนบ่ายเพื่อพบปะเพื่อนฝูง ส่วนโกชัย ชินซาโตะ ชาวโอกินาวา มักหยุดงานตรงหน้าไว้ชั่วครู่เพียงเพื่อมองท้องฟ้ายามเย็น ขณะที่โทนิโน โทลา คนเลี้ยงแกะชาวซาร์ดิเนีย ใช้เวลาชื่นชม
ทุ่งหญ้าสีเขียวเบื้องล่างเป็นกิจวัตรมานานเกือบ 80 ปี พวกเขาเข้าใจบางสิ่งที่คนยุคใหม่มักหลงลืม นั่นคือ เวลาที่มีค่าที่สุดในชีวิตกำลังผ่านไปในทุกขณะ และบางครั้งการหยุดมองความงดงามรอบตัว อาจสำคัญ
ไม่แพ้การมุ่งหน้าสู่เป้าหมาย5/
เมื่ออ่านหนังสือ “ขอบฟ้าแห่งอายุร้อยปี” จบ ผมพบว่าพลังชีวิตทั้ง 9 ข้อ ไม่ได้เป็นเพียงสูตรสำหรับการมีอายุยืน หากเป็นแนวทางสำหรับการมี “ชีวิตที่มีความหมาย” เพราะท้ายที่สุดแล้ว
สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่ว่าเรามีชีวิตอยู่กี่ปี แต่อยู่ที่ว่าในทุกวันที่มีอยู่เราได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มคุณค่าเพียงใด และบางที ขอบฟ้าแห่งอายุร้อยปีอาจไม่ได้อยู่ไกลสุดสายตา หากแต่อยู่ในวิธีที่เราเลือกใช้ชีวิตตั้งแต่วันนี้เอง




