ในบรรดาพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่มีกระจายอยู่ทั่วประเทศมากกว่า 40 แห่ง ‘อาคารเครื่องทองอยุธยา’ ของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา ถือว่าน่าตื่นตาตื่นใจในระดับต้น ๆ เนื่องจากมีการจัดแสดงเครื่องทองโบราณจากกรุวัดดังสมัยอยุธยามากที่สุดในประเทศไทย
เครื่องทองภายในอาคารแห่งนี้มีความน่าสนใจหลายแง่มุม ทั้งที่เกี่ยวกับความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ ศิลปวัฒนธรรม เทคโนโลยี และความเชื่อ ของคนในกรุงศรีอยุธยา
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นจากเหตุการณ์โจรกลุ่มหนึ่งลักลอบขุดเข้าไปในปรางค์ประธานของวัดราชบูรณะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ช่วงปลายปี พ.ศ. 2499 นำวัตถุมีค่าที่คนยุคกรุงศรีอยุธยาฝังไว้ออกมาจำนวนมาก จนเดือนกันยายน พ.ศ. 2500 มีข่าวใหญ่พาดหัวหนังสือพิมพ์ทุกฉบับว่ากรุสมบัติวัดราชบูรณะแตก
เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมคนร้ายและยึดของกลางกลับคืนมาได้จำนวนหนึ่ง เป็นเครื่องทองน้ำหนักรวม 19,104.5 กรัม ซึ่งคาดว่าไม่ถึง 1 ใน 10 ส่วนของสมบัติทั้งหมดที่ถูกลักลอบขนออกไป โดยจำนวนมากถูกขายในตลาดมืด และกระจายไปในกลุ่มนักสะสมทั้งในและต่างประเทศไป บางส่วนถูกผู้รับซื้อหลอมแปลงสภาพไปแล้ว
ของกลางที่ยึดได้ส่วนมากเป็นเครื่องทองขนาดใหญ่ เช่น พระแสงขรรค์ชัยศรีจำลอง เครื่องราชกกุธภัณฑ์จำลอง และเครื่องประดับทองชิ้นสำคัญ ที่ยังไม่ทันแปลงสภาพ
เหตุการณ์นี้ทำให้กรมศิลปากรเข้าทำการสำรวจในเวลาต่อมา จนพบโบราณวัตถุประเภททอง นาก เงิน และเพชรนิลจินดา รวมทั้งสิ้น 2,121 ชิ้น เฉพาะเครื่องทองมีน้ำหนักรวม 10,919.5 กรัม (ประมาณ 10.9 กิโลกรัม)
เมื่อพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ในหลวงรัชกาลที่ 9) เสด็จพระราชดำเนินมาทอดพระเนตรโบราณวัตถุที่พบ ทรงมีพระราชดำริว่าสมควรจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ขึ้นในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อเก็บรักษาและจัดแสดงทรัพย์สมบัติเหล่านี้ให้คนในท้องถิ่นได้ชื่นชม ไม่ควรนำไปเก็บไว้ที่อื่น
ต่อมาปลายปี พ.ศ. 2501 กรมศิลปากรเจาะอุโมงค์ลงไปสำรวจเพิ่มเติมพบภาพจิตรกรรมฝาผนังสมัยอยุธยาตอนต้นที่ประดับอยู่ภายในผนังกรุ พระพุทธรูปอีกจำนวนหนึ่ง กับพระพิมพ์นับแสนองค์ รัฐบาลในเวลานั้นจึงอนุมัติโครงการขอรับเงินบริจาคจากประชาชนเพื่อสร้างพิพิธภัณฑ์ โดยมอบพระพิมพ์จากกรุดังกล่าวเป็นของตอบแทน ได้เงินมากกว่า 3.5 ล้านบาท
รัฐบาลนำเงินบริจาคทั้งหมดสร้างอาคารจัดแสดงที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยได้รับพระราชทานนามว่า "พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา" มีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2504
ยุคนั้นเป็นที่รับรู้กันว่าถ้ามาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ห้องจัดแสดงที่ต้องไม่พลาดคือห้องแสดงเครื่องทองจากกรุวัดราชบูรณะ และกรุวัดมหาธาตุ ที่มีชิ้นงานทองคำที่วิจิตรชนิดหาดูได้ยากจากที่อื่น
แต่น่าเสียดายที่พื้นที่มีจำกัดทำให้แต่ละห้องมีขนาดพื้นที่แค่ 25 ตารางเมตรเท่านั้น ในปี พ.ศ. 2557 กรมศิลปากรจึงมีนโยบายรวบรวมเครื่องทองโบราณอยุธยาจากกรุวัดสำคัญมาจัดแสดงในอาคารเดียวกัน ด้วยรูปแบบที่ทันสมัยและสามารถให้ข้อมูลเพื่อการเรียนรู้แก่ประชาชนได้ดีขึ้น
จนเกิดเป็น ‘อาคารเครื่องทองอยุธยา’ สถานที่จัดแสดงเครื่องทองโบราณที่ใหญ่ที่สุดของไทย ด้วยพื้นที่ราว 3,000 ตารางเมตร โดยมีเครื่องทองหลักมาจากกรุวัดราชบูรณะ กรุวัดมหาธาตุ และกรุวัดพระราม เปิดให้ประชาชนเข้าชมอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2565 เป็นต้นมา
อาคารเครื่องทองอยุธยา ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา ประกอบด้วยโครงสร้าง 3 ส่วน แบ่งออกตามประเภทและคติการสร้างสรรค์สิ่งของโบราณ
ส่วนที่ 1 จัดแสดงเครื่องทองประเภทเครื่องทรงของพระมหากษัตริย์ เครื่องประดับ และเครื่องใช้ในราชสำนัก ได้แก่ เครื่องราชกกุธภัณฑ์ เครื่องสูง เครื่องราชูปโภค และเครื่องถนิมพิมพาภรณ์ มีโบราณวัตถุสำคัญที่น่าชม อาทิ พระแสงขรรค์ชัยศรี พระคชาธารจำลอง จุลมงกุฎ และศิราภรณ์ทองคำต่างๆ จากกรุวัดราชบูรณะ
โมเดลจำลองพระปรางค์วัดราชบูรณะแหล่งที่พบเครื่องทองโบราณจำนวนมาก
ส่วนที่ 2 จัดแสดงโบราณวัตถุที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นพุทธบูชาและสืบทอดพระพุทธศาสนา ประกอบด้วยเครื่องพุทธบูชา เครื่องอุทิศ และพระบรมสารีริกธาตุ จากกรุวัดมหาธาตุ อาทิ พระเจดีย์ทองคำบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระพุทธรูปทองคำ และตลับทองคำประดับอัญมณีรูปสัตว์ต่างๆ
สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษของส่วนนี้ คือ การจำลองรูปแบบกรุวัดราชบูรณะ ทำให้ผู้ชมเห็นภาพว่าสมบัติล้ำค่าในปรางค์ประธานวัดราชบูรณะ ที่ถูกกลุ่มคนร้ายลักลอบขุดเมื่อ 70 ปีก่อน มีลักษณะเป็นเช่นไร เพราะปัจจุบันกรุของจริงไม่เปิดให้ลงไปชมแล้ว
แสดงโครงสร้างภายในปรางค์ประธานของวัดราชบูรณะที่มี 3 ชั้น เรียงซ้อนกันลงไปตามแนวดิ่ง
ส่วนที่ 3 เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับคติการฝังสิ่งของลงในกรุ การบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งสะท้อนถึงคติความเชื่อเรื่องจักรวาลวิทยา การอุทิศถวายสิ่งของเป็นพุทธบูชา และแสดงเทคโนโลยีการทำเครื่องทองโบราณในสมัยอยุธยา
เครื่องทองอยุธยาไม่ได้เป็นเพียงวัตถุโบราณที่ดูสวยงามเท่านั้น แต่บอกเล่าให้เรารู้ว่าในสมัยกรุงศรีอยุธยามีความเจริญรุ่งเรืองและมั่งคั่งขนาดไหนจากการมีทองคำจำนวนมาก นำมาทำเป็นสิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน และสร้างวัตถุสำหรับเป็นพุทธบูชา
พระแสงขรรค์ชัยศรี ดาบทองคำจำลองตามขนาดจริง เป็น 1 ใน 5 เครื่องราชกกุธภัณฑ์สำคัญในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
สิ่งของเหล่านี้ยังแสดงให้เห็นเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าจากการผลิตชิ้นงานขึ้นจากทองคำด้วยเทคนิคที่หลากหลายและซับซ้อน มีทั้งการหล่อ ตี และฉลุ จนได้ผลงานที่วิจิตรบรรจง แสดงถึงฝีมืออันประณีตของช่างโบราณ ตลอดจนสะท้อนความเชื่อต่าง ๆ
ในการปรับปรุงและออกแบบการจัดแสดงแบบใหม่ยังทำให้ได้เรียนรู้ว่างานเครื่องทองแต่ละยุคสมัยแตกต่างกันอย่างไร เนื่องจากกรุสำคัญทั้งสามสร้างขึ้นต่างสมัยกัน คือ ‘กรุวัดพระราม’ สร้างในสมัยพระราเมศวร (พ.ศ. 1912) ‘กรุวัดมหาธาตุ’ สร้างสมัยขุนหลวงพะงั่ว (พ.ศ. 1917) ส่วน ‘กรุวัดราชบูรณะ’ สร้างขึ้นสมัยเจ้าสามพระยา (พ.ศ. 1967)
อยากรู้ว่าพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ดีขนาดไหนต้องไปสัมผัสด้วยตัวเอง ส่วนผู้เขียนมีประสบการณ์ได้ชมทั้งการจัดแสดงในอดีตและรูปแบบใหม่ในปัจจุบัน ยังคิดว่าคงต้องหาเวลาไปชมอีก




