News Logo
หน้าแรก
บทวิเคราะห์ คดีภาษีหุ้นชินฯ1.7หมื่นล้าน  ชนวนฟ้องล้มละลาย‘ทักษิณ’

บทวิเคราะห์ คดีภาษีหุ้นชินฯ1.7หมื่นล้าน ชนวนฟ้องล้มละลาย‘ทักษิณ’

19 ต.ค. 2569 10:28
ผู้ชม 14 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

คดีภาษีหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มูลค่ากว่า 1.7 หมื่นล้านบาท กำลังก้าวเข้าสู่โค้งสุดท้ายที่สำคัญที่สุดทางกฎหมาย เมื่อกรมสรรพากรส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นฟ้อง นายทักษิณ ชินวัตร เป็นบุคคลล้มละลาย ก่อนที่อายุความการบังคับคดี 10 ปีจะหมดลงในเดือนพฤศจิกายน 2578

เรื่องราวทั้งหมดมีที่มาที่ไปอย่างไร? ข้อกฎหมายและกลยุทธ์การต่อสู้ทางคดีของทั้งสองฝ่ายเป็นอย่างไร? บทความนี้ได้รวบรวมประเด็นสำคัญทั้งหมดมาสรุปไว้อย่างครบถ้วน

1. จุดเริ่มต้นและชนวนเหตุแห่งหนี้ภาษี 1.7 หมื่นล้าน

• ธุรกรรมขายหุ้นราคาต่ำกว่าตลาด: จุดเริ่มต้นเกิดจากการที่ บริษัท แอมเพิล ริช อินเวสท์เมนท์ จำกัด ขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ให้แก่นายพานทองแท้ และนางสาวพินทองทา ชินวัตร เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2549 จำนวนคนละ 164.6 ล้านหุ้น ในราคาเพียง หุ้นละ 1 บาท ทั้งที่ราคาตลาดบนกระดานซื้อขายรายใหญ่ขณะนั้นอยู่ที่ 49.25 บาท

• การประเมินของกรมสรรพากร: กรมสรรพากรชี้ว่า บุตรทั้งสองถือหุ้นแทนนายทักษิณ ส่วนต่างราคาหุ้นละ 48.25 บาท (รวมมูลค่า 15,883.9 ล้านบาท) จึงถือเป็น เงินได้พึงประเมินของนายทักษิณ เจ้าพนักงานจึงประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม รวมเป็นเงิน 17,629,554,158 บาท

2. คำพิพากษาศาลฎีกา: ปิดฉากคดีภาษี หนี้เด็ดขาดถึงที่สุด

กระบวนการสู้คดีในศาลภาษีอากรยาวนานสิ้นสุดลงเมื่อ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร ได้อ่านคำพิพากษา (เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568) โดยมีสาระสำคัญดังนี้:

1)ผู้มีเงินได้ที่แท้จริง (Beneficial Owner): ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า นายทักษิณเป็นผู้มีเงินได้ที่แท้จริง การโอนหุ้นผ่านบริษัท แอมเพิล ริชฯ ให้บุตรเป็นการถือแทน ส่วนต่างราคาหุ้นจึงเป็นเงินได้ที่ต้องนำมาคำนวณภาษี

2) พิพากษากลับให้ยกฟ้อง: ศาลฎีกาตัดสินว่า การออกหมายเรียกและการแจ้งประเมินภาษีของกรมสรรพากร ชอบด้วยกฎหมายแล้ว (ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่เคยสั่งเพิกถอนการประเมิน)

3) ไม่มีเหตุงด/ลดเบี้ยปรับ: พฤติการณ์การปกปิดการถือหุ้นมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีและกระทบต่อการจัดเก็บภาษีของรัฐอย่างร้ายแรง จึงไม่มีเหตุงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

4) ผลในทางกฎหมาย: ส่งผลให้หนี้ภาษีอากร 1.76 หมื่นล้านบาท กลายเป็น หนี้เด็ดขาดและเป็นที่สุดตามกฎหมาย ทันที

3. การติดตามบังคับคดี และมาตรการฟ้องล้มละลายของสรรพากร

เมื่อคดีถึงที่สุด กรมสรรพากรได้เร่งรัดติดตามยึดและอายัดทรัพย์สินในประเทศ อาทิ:

อายัดบัญชีเงินฝาก นำมาชำระภาษีได้เพียงบางส่วน (ประมาณ 200 ล้านบาท)

ยึดที่ดิน จ.เชียงใหม่ และ ที่ดิน น.ส.3 ก. จ.ลำพูน

อายัดรถยนต์หรู 5 คัน (เช่น Rolls-Royce Cullinan, Mercedes-Maybach, Porsche Cayenne ฯลฯ) มูลค่ารวมราว 66.6 ล้านบาท รวมถึงหุ้นในนิติบุคคลอีก 5 แห่ง

ทำไมต้องฟ้องล้มละลาย?

เนื่องจากยอดหนี้ยังเหลือค้างอีกกว่า 1.7 หมื่นล้านบาท และกรมสรรพากรได้ส่งหนังสือเตือนทางไปรษณีย์ตอบรับถึงภูมิลำเนาแล้ว 2 ครั้ง (ห่างกันเกิน 30 วัน) แต่ยังไม่มีการชำระหนี้ให้เสร็จสิ้น

เข้าเงื่อนไข ข้อสันนิษฐานตามกฎหมายว่าเป็นบุคคลผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว และมีหนี้กำหนดจำนวนได้แน่นอนเกินกว่า 1 ล้านบาท (ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 8 (9) และมาตรา 9) กรมสรรพากรจึงส่งสำนวนขอให้อัยการสูงสุดพิจารณาฟ้องนายทักษิณเป็นบุคคลล้มละลาย เพื่อขยายขอบเขตในการสืบหาและรวบรวมทรัพย์สินก่อนหมดอายุความบังคับคดี 10 ปี (พฤศจิกายน 2578)

4. ข้อโต้แย้งและกลยุทธ์ต่อสู้คดีของฝ่าย "ทักษิณ ชินวัตร"

ฝ่ายนายทักษิณ โดยทีมทนายความ ได้ยื่นฟ้องกรมสรรพากรต่อศาลภาษีอากรกลาง (เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569) เพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งอายัดทรัพย์และคุ้มครองชั่วคราว โดยชูข้อโต้แย้งหลัก 3 ประการ:

1)การยึดทรัพย์ซ้ำซ้อน: โต้แย้งว่า เงินจากการขายหุ้นชินคอร์ปฯ ถูกศาลพิพากษาให้ตกเป็นของแผ่นดินไปแล้วกว่า 46,373 ล้านบาท ในคดีจัดการทรัพย์สินเดิม การที่สรรพากรตามมายึดทรัพย์เก็บภาษีเพิ่มอีกจึงเป็นการ บังคับคดีซ้ำซ้อนและเกินกว่าความรับผิด

2) ผลไม้พิษจากการรัฐประหาร: อ้างว่ากระบวนการไต่สวนดั้งเดิมมาจาก คตส. ซึ่งตั้งขึ้นโดยคณะปฏิวัติ (คมช.)

3) การพยายามเข้าเกณฑ์นิรโทษกรรม: มีการพยายามยกประเด็นคดีชินคอร์ปเข้าสู่กระบวนการนิรโทษกรรมทางการเมือง

(หมายเหตุ: ศาลภาษีอากรกลางไต่สวนแล้ว นัดฟังคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2569 และนัดสืบพยานวันที่ 21 ธันวาคม 2569)

5. บทวิเคราะห์และมุมมองเชิงกฎหมาย โดย "แก้วสรร อติโพธิ"

นายแก้วสรร อติโพธิ อดีตสมาชิกวุฒิสภา และอดีตกรรมการ คตส. ได้ให้ความเห็นทางกฎหมายผ่านบทความ ไว้อย่างน่าสนใจในหลายมิติ:

• มุมอับของการสู้คดีล้มละลาย: หากนายทักษิณจะต่อสู้คดีในศาลล้มละลายว่า "ตนไม่ได้มีหนี้สินล้นพ้นตัว" (อ้างอิงความร่ำรวยระดับมหาเศรษฐีจาก Forbes) นายทักษิณจะต้องเปิดเผยและเอาหลักฐานกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินทั้งหมดมาแสดงต่อศาล ซึ่งจะกลายเป็น การเปิดแผลให้สรรพากรตามไปยึดอายัดทรัพย์สินเหล่านั้นทันที

• ข้ออ้างนิรโทษกรรมฟังไม่ขึ้น: กฎหมายนิรโทษกรรม (เช่น พ.ร.บ. สร้างเสริมสันติสุขฯ มาตรา 7) มีไว้เพื่อคุ้มครองการชุมนุมหรือการแสดงออกทางความคิดทางการเมือง แต่คดีขายหุ้นชินคอร์ปฯ เป็นเรื่องธุรกรรมการเงินและการใช้อำนาจหน้าที่ ไม่ใช่ความผิดทางความคิด จึงสวมรอยขอนิรโทษกรรมไม่ได้

• โต้ข้อกล่าวหา คตส. รับสั่ง คมช.: ยืนยันว่า คมช. ไม่เคยสั่งการ คตส. แต่ คตส. ตรวจพบหลักฐานลายมือชื่อนายทักษิณว่ายังถือหุ้นอยู่จริงในเอกสารภาษี นำไปสู่การไต่สวนการใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ 5 มาตรการ และมีมติยึดทรัพย์ด้วยคะแนนเสียง 5 ต่อ 4

• อำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ (จพท.): หากเข้าสู่กระบวนการล้มละลาย จพท. จะมีอำนาจลึกและกว้างกว่าปกติ สามารถตามไปเพิกถอนการโอนทรัพย์สินให้ลูกเมีย (หากเข้าข่ายฉ้อฉล) หรือประสานความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อยึดอายัดทรัพย์สินในต่างแดน เช่น คฤหาสน์หรูในอังกฤษ หรือเครื่องบินเจ็ทส่วนตัว ได้อีกด้วย

บทสรุป: เกมกฎหมายและศักดิ์ศรีทางสังคม

การต่อสู้ในคดีภาษี 1.7 หมื่นล้านบาทนี้ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของ "ตัวเลขเงิน" เท่านั้น แต่สำหรับผู้นำทางการเมืองและนักธุรกิจระดับโลกอย่างนายทักษิณ การถูกตราหน้าหรือถูกศาลสั่งให้เป็น "บุคคลล้มละลาย" ถือเป็นความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อสถานะ ศักดิ์ศรี และภาพลักษณ์ทางสังคม

ทำให้ฝ่ายนายทักษิณจำเป็นต้องใช้ทุกช่องทางทางกฎหมายเพื่อโต้แย้งคำสั่งยึดอายัดทรัพย์ ในขณะที่กรมสรรพากรและรัฐก็ต้องเร่งเดินหน้าคดีล้มละลายตามหน้าที่เพื่อปกป้องประโยชน์ของแผ่นดินก่อนที่อายุความจะขาดลงครับ!

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

รวันดา…เมื่ออดีตไม่อาจลบเลือน แต่อนาคตเลือกได้
รวันดา…เมื่ออดีตไม่อาจลบเลือน แต่อนาคตเลือกได้