ไทยติดอันดับ 38 ดัชนีซอฟต์พาวเวอร์โลกปี 69 ขยับขึ้นหนึ่งอันดับหากเทียบปี 68 ติดอันดับ 12 ด้านการเป็นสถานที่ที่น่าเยี่ยมชม ติดอันดับ 7 ด้านอาหารและความสนุกสนาน ติดอันดับ 18 ด้านความง่ายการทำธุรกิจ ส่วนในอาเซียน ไทยติดอันดับ 3 เป็นรองแค่สิงคโปร์ -มาเลเซีย ส่วนสหรัฐฯ ยังรั้งอันดับ 1
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 บริษัท Brand Finance ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาอิสระระดับโลกที่เชี่ยวชาญด้านการประเมินมูลค่าแบรนด์และการวางกลยุทธ์แบรนด์ จากกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ได้มีการจัดทำดัชนีซอฟต์พาวเวอร์โลก (Global Soft Power Index) ประจำปี 2569 โดยประเทศไทยได้รับการจัดอันดับที่ 38 ของโลก ด้วยคะแนน 45.0/100 เพิ่มขึ้นหนึ่งอันดับจากปี 2568 ซึ่งอยู่อันดับที่ 39.
สำหรับประเทศอื่นในกลุ่มประเทศอาเซียน ที่นอกเหนือจากประเทศไทย มีอันดับดังนี้ สิงคโปร์อยู่ในอันดับที่ 21 ด้วยคะแนน 54.5, มาเลเซียอยู่ในอันดับที่ 36 ด้วยคะแนน 45.8, อินโดนีเซียอยู่ในอันดับที่ 45 ด้วยคะแนน 42.0, เวียดนามอยู่ในอันดับที่ 52 ด้วยคะแนน 40.4, และฟิลิปปินส์อยู่ในอันดับที่ 54 ด้วยคะแนน 40.0 นอกจากนี้ กัมพูชาอยู่ในอันดับที่ 115 ด้วยคะแนน 32.1, บรูไนดารุสซาลามอยู่ในอันดับที่ 120 ด้วยคะแนน 31.8, และลาวอยู่ในอันดับที่ 148 ด้วยคะแนน 28.8
รายงานระบุว่าสิ่งที่ทำให้ประเทศไทยมีความโดดเด่นคือการได้รับอันดับที่ 7 ของโลกสำหรับหมวด 'อาหารที่คนทั่วโลกชื่นชอบ' (food the world loves) และ 'ความสนุกสนาน' (fun) ซึ่งเน้นย้ำถึงการเข้าถึงวัฒนธรรมและความน่าดึงดูดใจในชีวิตประจำวันที่นำไปสู่ความชื่นชอบ การบอกต่อ และการกลับมาเยือนประเทศไทยซ้ำ.
รายงานระบุอีกว่าประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่สำคัญ โดยได้รับการจัดอันดับที่ 12 ของโลกในหมวด 'เป็นสถานที่ที่ยอดเยี่ยมในการเยี่ยมชม' (great place to visit) ซึ่งปรับตัวดีขึ้นสองอันดับจากปี 2568. ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 33 ล้านคน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากการจัดกิจกรรมสำคัญและมาตรการอำนวยความสะดวกสำหรับนักเดินทาง. ผลลัพธ์เหล่านี้สะท้อนถึงแบรนด์ประเทศที่สร้างขึ้นจากประสบการณ์ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง แบ่งปันได้ง่าย และได้รับการเสริมสร้างอย่างต่อเนื่องผ่านการเดินทางและการพักผ่อน
นอกจากนี้ ผลงานของประเทศไทยยังสะท้อนถึงความเชื่อมั่นทางธุรกิจที่เพิ่มขึ้น โดยได้รับการจัดอันดับที่ 18 สำหรับ 'ความง่ายในการทำธุรกิจ' (ease of doing business) ในหมวดธุรกิจและการค้า (Business & Trade pillar) ซึ่งปรับตัวดีขึ้นสามอันดับจากปี 2568. และยังได้รับการจัดอันดับที่ 21 สำหรับ 'ศักยภาพการเติบโตในอนาคต' (future growth potential) เพิ่มขึ้นสองอันดับ ซึ่งแสดงถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นในศักยภาพการแข่งขันและโอกาสระยะยาวของประเทศไทย.
นายอเล็กซ์ เฮก กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ Brand Finance ให้ความเห็นว่าซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศไทยแสดงให้เห็นว่าอิทธิพลมักจะถูกสร้างขึ้นจากประสบการณ์มากกว่าการสื่อสาร เมื่อประเทศเป็นที่รู้จักทั่วโลกในเรื่องของสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ อาหารที่คนทั่วโลกชื่นชอบ และความรู้สึกสนุกสนานที่ชัดเจน สิ่งเหล่านี้จะสร้างความคุ้นเคยที่ขยายไปไกลกว่าการสื่อสารแบบดั้งเดิม.
ในภาพรวมทั่วโลก รายงาน Global Soft Power Index ชี้ให้เห็นถึงการลดลงของภาพลักษณ์แบรนด์ประเทศทั่วโลก ซึ่งมีสาเหตุมาจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และแรงกดดันทางสังคม. อย่างไรก็ตาม สหรัฐอเมริกายังคงรักษาอันดับ 1 โดยรวมไว้ได้ แม้จะมีการลดลงของคะแนนโดยรวมมากที่สุดในบรรดาแบรนด์ประเทศที่ได้รับการจัดอันดับ. ญี่ปุ่นก้าวขึ้นสู่อันดับ 3 แซงหน้าสหราชอาณาจักร โดยสร้าง Soft Power ผ่านประสบการณ์โดยตรงของแบรนด์ประเทศ เช่น ความแข็งแกร่งด้านธุรกิจและการค้า (อันดับ 1) และการท่องเที่ยวที่ส่งเสริมความคุ้นเคยและคุณลักษณะที่เกี่ยวข้อง. จีนได้รวมตำแหน่งที่ 2 ไว้ได้ โดยเป็นแบรนด์ประเทศเดียวใน 10 อันดับแรกที่คะแนน ซอฟพาวเวอร์ที่เพิ่มขึ้นในปีนี้ ขณะที่ประเทศเซเชลส์ (Seychelles) รั้งท้ายตารางอยู่ในอันดับที่ 150 ด้วยคะแนน 28.7
อนึ่งดัชนีซอฟต์พาวเวอร์โลกจัดทำขึ้นโดย Brand Finance ซึ่งอ้างอิงจากการสำรวจผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 150,000 คนจากกว่า 100 ประเทศทั่วโลก เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับมุมมองทั่วโลกของประเทศสมาชิกสหประชาชาติทั้งหมด 193 ประเทศ โดยซอฟต์พาวเวอร์ถูกนิยามว่าเป็นความสามารถของประเทศในการมีอิทธิพลต่อความพึงพอใจและพฤติกรรมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียระหว่างประเทศ (รัฐ บริษัท ชุมชน ประชาชน ฯลฯ) ผ่านการดึงดูดใจและการโน้มน้าวใจ แทนที่จะเป็นการบีบบังคับ แต่ละประเทศจะได้รับคะแนนจาก 55 ตัวชี้วัดที่แตกต่างกัน เพื่อให้ได้คะแนนรวมเต็ม 100
ที่มา https://static.brandirectory.com/reports/brand-finance-soft-power-index-2026-digital.pdf




