สนค. กระทรวงพาณิชย์ประเมินสถานการณ์ตะวันออกกลางเดือด ดันราคาน้ำมันโลกพุ่ง ต้นทุนผลิตสูง ท่องเที่ยวไทยส่อวูบ เอกชนต่างชาติชะลอลงทุน รัฐบาลเตรียมพร้อมรับมือวิกฤตพลังงาน สั่งระงับส่งออกน้ำมัน-เพิ่มผลิตก๊าซ พร้อมตั้งวอร์รูมดูแลเศรษฐกิจ แรงงานไทยในพื้นที่เสี่ยง แม้ส่งออกไทยไปอิสราเอล-อิหร่านจะกระทบน้อย แต่ภาพรวมส่อเจอแรงกดดันจากเงินเฟ้อ ความผันผวนค่าเงิน การชะลอลงทุนในระยะยาว
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 2 มีนาคม สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ได้สรุปสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางจากการสู้รบระหว่างอิสราเอลและสหรัฐฯ กับอิหร่าน โดยระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อโลกและประเทศไทย แม้ว่าการส่งออกของไทยไปยังอิสราเอลและอิหร่านจะได้รับผลกระทบน้อย แต่ก็มีความกังวลเกี่ยวกับต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้นจากราคาน้ำมันโลก และการชะลอการลงทุนจากภาคเอกชนต่างชาติ รวมถึงการลดลงของนักท่องเที่ยวต่างชาติ
ในส่วนของสถานการณ์ด้านพลังงานตลาดโลก เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2569 กลุ่ม OPEC+ ได้จัดการประชุมประเมินสถานการณ์และมีมติเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบขึ้น 206,000 บาร์เรลต่อวัน เริ่มตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 เพื่อรักษาเสถียรภาพและลดความร้อนแรงของราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ยังคงกังวลว่าปริมาณที่เพิ่มขึ้นอาจไม่เพียงพอ หากการปิดช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อ สำหรับประเทศไทย กระทรวงพลังงานได้ยกระดับมาตรการรับมือเพื่อป้องกันวิกฤตพลังงาน โดยสั่งการให้ระงับการส่งออกน้ำมันไปต่างประเทศชั่วคราวเพื่อสำรองใช้ภายในประเทศให้ได้นานที่สุด ณ วันที่ 1 มีนาคม 2569 ประเทศไทยมีน้ำมันสำรองรวมประมาณ 7,660 ล้านลิตร ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งานได้ประมาณ 60 วัน นอกจากนี้ ยังมีแผนสำรองก๊าซธรรมชาติโดยให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติเพิ่มการผลิตก๊าซในอ่าวไทย และเลื่อนแผนการซ่อมบำรุงแหล่งผลิตออกไป เพื่อลดการนำเข้า LNG จากต่างประเทศ ในด้านการผลิตไฟฟ้า ได้สั่งให้โรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงไฟฟ้าพลังน้ำเดินเครื่องเต็มกำลังการผลิต เพื่อเตรียมพร้อมในกรณีที่การนำเข้าก๊าซธรรมชาติหยุดชะงัก โดยในปี 2568 ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศมูลค่า 912,913 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (43%) ซาอุดีอาระเบีย (12%) และกาตาร์ (3%)
ราคาน้ำมันดิบเบรนด์ได้ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ 79.25 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเพิ่มขึ้นประมาณ 9% จากวันศุกร์ และนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าหากสถานการณ์ไม่คลี่คลาย ราคาอาจพุ่งแตะ 90 ดอลลาร์ได้ภายในสัปดาห์นี้ ในสถานการณ์เลวร้ายที่สุด หากการปิดช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อและมีการทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมัน ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าราคาอาจพุ่งสูงเกิน 100-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ในระยะเวลาอันสั้น
หน่วยงานภาครัฐได้เตรียมพร้อมรับมือ กระทรวงการคลังได้จัดตั้งศูนย์ติดตามและประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง (Economic War Room) โดยมีสำนักงานเศรษฐกิจการคลังเป็นหน่วยงานประสานงานหลัก เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงที่อาจกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด กระทรวงการต่างประเทศจัดตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์ (War Room) เพื่อติดตามและประเมินสถานการณ์ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตฯ ในภูมิภาค โดยสถานเอกอัครราชทูตฯ ทุกแห่งได้เตรียมการช่วยเหลือที่จำเป็นแก่คนไทยในพื้นที่ รวมถึงเตรียมแผนอพยพ และได้จัดตั้งศูนย์ 24 ชั่วโมงของกรมการกงสุลเพื่อรับความช่วยเหลือเร่งด่วน กระทรวงแรงงานได้ตั้งศูนย์วอร์รูมติดตามสถานการณ์และประสานการช่วยเหลือแรงงานไทยในตะวันออกกลาง หากสถานการณ์รุนแรงถึงขั้นอพยพ ปัจจุบันมีแรงงานไทยอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานแรงงาน 3 แห่ง รวมทั้งสิ้น 77,495 คน โดยส่วนใหญ่อยู่ที่กรุงเทลอาวีฟ อิสราเอล (58,921 คน)
ในด้านการเดินทาง บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) รายงานว่า สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2569 ส่งผลให้สายการบินบางส่วนที่ให้บริการ ณ ท่าอากาศยานภายใต้การบริหารของ AOT จำนวน 6 แห่ง ปรับแผนการบินเพื่อความปลอดภัยสูงสุดในการปฏิบัติการบิน มีสายการบินหลายสายยกเลิกเที่ยวบินเส้นทางระหว่างประเทศไทยกับภูมิภาคตะวันออกกลาง หรือผ่านน่านฟ้าใกล้เคียง เช่น El Al Israel, Air Arabia, Emirates, Qatar Airways, Etihad, Gulf Air, World2fly และ Thai Air Asia X โดยท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมีเที่ยวบินยกเลิก 59 เที่ยวบิน ท่าอากาศยานภูเก็ต 36 เที่ยวบิน ท่าอากาศยานเชียงใหม่ 2 เที่ยวบิน และท่าอากาศยานดอนเมือง 2 เที่ยวบิน ขณะที่ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย และท่าอากาศยานหาดใหญ่ ไม่ได้รับผลกระทบ ผู้โดยสารบางส่วนที่ใช้เส้นทางตะวันออกกลางเป็นเส้นทางเปลี่ยนถ่ายได้เปลี่ยนเที่ยวบินไปยังเส้นทางที่ไม่ได้รับผลกระทบแทน
โดยรวมแล้ว สถานการณ์ขณะนี้ถือเป็น Negative Supply Shock ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมัน 20% ของโลก แม้ OPEC+ จะเพิ่มกำลังการผลิต แต่ก็อาจไม่สามารถชดเชยปริมาณที่หายไปจากระบบได้ทันที ซึ่งจะกดดันให้อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกและในไทยเร่งตัวขึ้นผ่านราคาค่าขนส่ง ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง และค่าไฟฟ้า
ด้านการท่องเที่ยว กลุ่มนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและมักเดินทางมาไทยเพื่อพักผ่อนและรับบริการทางการแพทย์ อาจชะงักจากข้อจำกัดในการเดินทางและความกังวลเรื่องความปลอดภัย นอกจากนี้ ความไม่สงบระดับโลกอาจทำให้นักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอื่นเกิดความกังวลในการเดินทางระยะไกล ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในช่วงไตรมาสแรกของปี
ด้านแรงงานและการบริโภคภายในประเทศ หากแรงงานไทยกว่า 77,000 คนในพื้นที่เสี่ยงต้องอพยพกลับประเทศ จะส่งผลให้รายได้เงินโอนระหว่างประเทศที่ส่งกลับมาจุนเจือครอบครัวในภาคเกษตรและท้องถิ่นลดลง และเพิ่มภาระด้านการจัดหางานภายในประเทศของภาครัฐ นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์อาจทำให้ภาคครัวเรือนชะลอการตัดสินใจซื้อสินค้าคงทน หรือสินค้าฟุ่มเฟือย เพื่อเก็บเงินสดไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน
ด้านบรรยากาศการลงทุนและเสถียรภาพตลาดเงิน ความตึงเครียดที่พุ่งสูงขึ้นอาจส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติเคลื่อนย้ายเงินทุน ทำให้ค่าเงินบาทมีความผันผวนสูง ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการบริหารจัดการความเสี่ยงของผู้นำเข้าและส่งออก ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ยังอาจทำให้โครงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่อยู่ในขั้นตอนการตัดสินใจถูกชะลอออกไปเพื่อประเมินสถานการณ์ ซึ่งจะส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในระยะยาวหากสถานการณ์ยืดเยื้อ
ส่วนภาพรวมมูลค่าการค้าระหว่างประเทศของไทยกับประเทศคู่ขัดแย้งหลัก ได้แก่ อิหร่าน อิสราเอล และสหรัฐอเมริกาในปี 2568 พบว่า สหรัฐอเมริกาเป็นคู่ค้าสำคัญลำดับต้นของไทย มีสัดส่วนต่อการส่งออกไทยในระดับสูงและไทยเกินดุลการค้าอย่างต่อเนื่อง แต่ยังต้องติดตามความเสี่ยงจากมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ และประเด็นการตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าอย่างใกล้ชิด ส่วนอิสราเอลมีมูลค่าการค้าอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับคู่ค้าหลักของไทย ขณะที่อิหร่านมีสัดส่วนการค้าอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับการค้ารวมของไทย โดยไทยเกินดุลการค้าเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม อิหร่านมีการนำเข้าสินค้าไทยบางส่วนผ่านประเทศที่สาม เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมถึงผ่านผู้ค้าคนกลางจากอินเดีย จึงมีข้อจำกัดในการแสดงมูลค่าการค้าบางส่วนที่อาจไม่สะท้อนอยู่ในสถิติการค้าโดยตรงที่เป็นทางการระหว่างไทยกับอิหร่าน โดยสรุปแล้ว ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างต่อการค้าของไทยอยู่ที่ตลาดสหรัฐอเมริกา ขณะที่อิหร่านและอิสราเอลมีผลกระทบโดยตรงค่อนข้างจำกัด




