ศูนย์นมดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี ส่งหนังสือถึงผู้บริหารโฟร์โมสต์ขอทราบสาเหตุการยกเลิกรับซื้อน้ำนมดิบตามสัญญา MOU ทวงถามทำไมไม่มีหนังสือแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรตามประกาศหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และขั้นตอนการจัดทำบันทึกข้อตกลงการซื้อขายน้ำนมโค ปี 2568/2569 และการยกเลิกก็ไม่ผ่านการพิจารณาของมิลค์บอร์ด
นายบุญฤทธิ์ โจสรรค์นุสนธิ์ ผู้จัดการกลุ่มผู้เลี้ยงโคนมดำเนินสะดวก อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี เปิดเผย Next News ว่า เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 กลุ่มผู้เลี้ยงโคนมดำเนินสะดวก -จอมบึง ต.แพงพวย อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี ได้ทำหนังสือถึงกรรมการผู้จัดการบริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) สอบถามสาเหตุที่บริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า ไม่รับน้ำนมตามสัญญา MOU (ลงวันที่ 24 ก.ย. 2568)
หนังสือ ระบุว่า เนื่องจากทางศูนย์โคนมดำเนินสะดวกได้รับผลกระทบจากการที่บริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า ไม่รับน้ำนมมาตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นมา โดยไม่มีหนังสือแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรและสาเหตุที่แท้จริงในการไม่รับน้ำนมดิบของเกษตรกร
ทั้งนี้ ศูนย์โคนมดำเนินสะดวกเพียงได้รับแจ้งจากทางเจ้าหน้าที่ของบริษัทฯ ว่าทางบริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า ไม่สามารถรับน้ำนมดิบของทางศูนย์โคนมดำเนินสะดวกได้ ตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 แต่ระหว่างรับแจ้งทางโทรศัพท์นั้น รถนมได้เดินทางออกไปแล้วและใกล้ถึงโรงงาน จึงได้เข้าไปส่งตามปกติตามที่เคยส่งของโรงงานโฟร์โมสต์ ที่ จ.สมทรปราการ แต่มีเจ้าหน้าที่ไม่ทราบชื่อและตำแหน่งลงมาขับไล่ให้รถนมของทางศูนย์ออกจากโรงงานโดยไม่ทราบสาเหตุ
อย่างไรก็ดี จากเหตุการณ์นี้ทำให้ทราบแน่ชัดว่า ทางบริษัทฯ ปฏิเสธการรับซื้อน้ำนมดิบของทางศูนย์นมดำเนินสะดวก และทำให้ทางศูนย์และเกษตรกรไม่มีที่ขายนม ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายเป็นอย่างมากจากข้อตกลง MOU ที่กำหนดส่งนมวันละ 13.83 ตัน
"ทางเราจะส่งทุกวัน วันละประมาณ 14.5 ตัน โดยเฉลี่ย ทำให้ต้องทิ้งน้ำนมดิบ เพราะน้ำนมดิบไม่สามารถเก็บได้นาน จนทุกวันนี้ยังไม่สามารถหาที่ส่งนมได้ ดังนั้น ทางศูนย์โคนมดำเนินสะดวกต้องการคำยืนยืนยันจากทางบริษัทฯ ถึงสาเหตุของการไม่รับซื้อน้ำนมดิบเป็นลายลักษณ์อักษร จะได้แจ้งสมาชิกและส่วนราชการเพื่อหาทางแก้ไขต่อไป" หนังสือระบุ
นายบุญฤทธิ์ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมานอกจากทางบริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า เจ้าของผลิตภัณฑ์นมยี่ห้อ 'โฟร์โมสต์' ไม่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนการยกเลิกการรับซื้อน้ำนมดิบตามสัญญาในบันทึกข้อตกลง (MOU) และไม่มีการส่งหนังสือแจ้งการยกเลิกมาเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว ยังไม่มีการเจรจาพูดคุยในฐานะคู่ค้าด้วยกันถึงสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้น ที่ผ่านมาแจ้งแค่ว่ามีพนักงานทุจริต
อีกทั้งการยกเลิกการรับซื้อก็ไม่ได้แจ้งล่วงหน้าตามประกาศหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และขั้นตอนการจัดทำบันทึกข้อตกลง (MOU) การซื้อขายน้ำนมโค ปี 2568/2569 ซึ่งลงนามโดยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะประธานคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม หรือมิลค์บอร์ด เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 ที่ระบุไว้ในข้อ
นายบุญฤทธิ์ กล่าวอีกว่า ภายใต้ประกาศดังกล่าวการจะยกเลิกสัญญาจึงควรทำหนังสือแจ้งไปยังมิลค์บอร์ดเพื่อพิจารณาและอนุมัติ เพราะมิลค์บอร์ดคือหน่วยงานกำกับด้านนโยบายที่กำหนดให้มีการทำ MOU ขึ้น เพื่อเป็นหลักประกันและคุ้มครองความมั่นคงด้านรายได้แก่เกษตรกร
"เวลาเกษตรกรมาส่งนมให้ศูนย์นมก็มีการตรวจมาตรฐานก่อนทุกครั้ง เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ก็มาตรวจเดือนละครั้ง ก่อนนมออกไปยังโรงงานก็มีการซีลวาล์วเพื่อป้องกันการปลอมปนหรือการทุจริต พอรถไปถึงหน้าโรงงาน ทางบริษัทฯ ก็จะเห็นว่ามีการซีลมาอย่างดี พร้อมระบุรายละเอียดไปในใบส่งของชัดเจน จริงๆ ไม่ใช่เป็นการสุ่มตรวจแค่บางช่อง แต่เขาตรวจทุกช่อง (รถส่งน้ำนมดิบจะบรรจุ 3 ช่องเพื่อสะดวกในการขนส่ง) ถ้าหาว่ามีการผสมน้ำก็ต้องตรวจสอบว่าผสมตอนไหน ไม่ผสมจากต้นทางแน่นอน พราะก่อนออกจากศูนย์ไปได้มาตรฐานหมด" นายบุญฤทธิ์ ระบุ
ผู้จัดการกลุ่มผู้เลี้ยงโคนมดำเนินสะดวก มั่นใจว่าการยกเลิก MOU ที่เกิดขึ้นกับศูนย์นมดำเนินสะดวกไม่น่าจะทำได้ เพราะการบริหารจัดการน้ำนมดิบเป็นนโยบายนมแห่งชาติหรือมิลค์บอร์ดที่มีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน ดังนั้น การจะยกเลิก MOU จะต้องได้รับการพิจารณาอนุมัติโดยมิลค์บอร์ด ไม่ใช่เอกชนสามารถยกเลิกได้ด้วยตัวเองเมื่อใดก็ได้
"เหตุผลการยกเลิกถ้าจะมี อย่างเช่น คู่ค้าขาดสภาพคล่อง ไม่มีนมให้ส่ง เอกชนไม่มีเงินจ่ายค่านม หรือถ้ามีการทุจริตในขั้นตอนไหนก็ต้องตรวจสอบตามขั้นตอน จะมายกเลิกโดยพลการไม่ได้ เพราะ MOU ที่ทำขึ้นก็เพื่อคุ้มครองเกษตรกร จะมาลัดขั้นตอนไม่ได้ ซึ่งเรื่องนี้จะมีผลต่อโควต้านมผงในปี 2570" นายบุญฤทธิ์ กล่าว

ถังน้ำนมดิบของกลุ่มเกษตรกรโคนมดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี
ผู้สื่อข่าว Next News รายงานว่า ประกาศคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม เรื่อง หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และขั้นตอนการจัดทำบันทึกข้อตกลง (MOU) การซื้อขายน้ำนมโค ปี 2568/2569 ระบุว่า อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 10 (1) (2) และ (8) แห่งพ.ร.บ.โคนมและผลิตภัณฑ์นม 2551 คณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม หรือมิลค์บอร์ดได้ออกประกาศ หลักการและแนวคิด 4 ข้อ ดังนี้
1) หลักความถูกต้อง ผู้ที่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขต้องได้รับประโยชน์ และผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามต้องได้รับบทลงโทษ
2) หลักความเป็นธรรม ผู้ได้รับสิทธิประโยชน์ต้องร่วมรับผิดชอบปริมาณน้ำนมโคของเกษตรกรตามสัดส่วนสิทธิประโยชน์ที่ตนได้รับ
3) หลักความมั่นคง เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมที่ขึ้นทะเบียนกับทางราชการต้องได้รับการดูแลให้มีแหล่งจำหน่ายน้ำนมโค
4) หลักความรับผิดชอบ มีความไว้วางใจและเคารพในสิทธิหน้าที่ระหว่างผู้ซื่อและผู้ขาย นอกจากนั้น ประกาศดังกล่าวยังได้กำหนดมาตรการควบคุมกำกับดูแลไว้ในข้อที่ 7 และบทลงโทษ ข้อที่ 8 มีรายละเอียด ดังนี้
มาตรการควบคุมกำกับดูแล (ข้อ 7)
7.1 ผู้ซื้อและผู้ชายจะต้องปฏิบัติตามมติ คำสั่ง หรือประกาศของคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม หรือคณะอนุกรรมการ หรือคณะทำงานที่คณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นมแต่งตั้งตั้งตั้งและมอบหมายโดยเคร่งครัด
7.2 ผู้ชื่อและผู้ชายต้องปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลง (MOU) โดยรับชื่อขายหรือขายน้ำนมโคให้คู่ค้าตามข้อตกลง ทั้งนี้ต้องรายงานข้อมูลตามข้อเท็จจริงตามเวลาที่กำหนด
7.3 กรณีผู้ขายรายใดแจ้งว่า ปริมาณน้ำนมโคเพิ่มขึ้นหรือลดลงภายหลังการทำข้อตก หากผู้ขายมีผู้ซื้อหลายรายให้ผู้ซื้อเฉลี่ยซื้อน้ำนมโคเพิ่มหรือลดตามสัดส่วนของบันทึกข้อตกลง (MOU) และต้องเสนอข้อเท็จจริงต่อคณะอนุกรรมการบริหารนมทั้งระบบ ภายใน 7 วัน เพื่อแสดงเหตุผลที่มาที่ไป พร้อมหลักฐานประกอบว่าเกิดจากแม่โคนมที่มีอยู่เดิมในฟาร์มและเพิ่มหรือลดตามธรรมชาติ
7.4 กรณีผู้ขายรายใดแจ้งว่า ปริมาณน้ำนมโคเพิ่มขึ้นภายหลังการทำข้อตกลงแล้ว แต่ไม่สามารถชี้แจงแสดงเหตุผลที่มาที่ไปพร้อมหลักฐานประกอบได้หรือมีหลักฐานเพียงพอควรเชื่อได้ว่าผู้ขายรายนั้นได้ใช้วิธีการต่าง ๆ ซึ่งเป็นการแสดงพฤติกรรมฉกฉวยโอกาสเอารัดเอาเปรียบผู้ขายรายอื่นที่ร่วมอยู่ในบันทึกข้อตกลง (MOU) ฉบับนี้ เพื่อให้ได้มาซึ่งสมาชิกและ/หรือปริมาณน้ำนมโคของผู้ขายรายอื่นมาเป็นของตนเพิ่มขึ้น หรือมีการเพิ่มจำนวนแม่โคนมโดยซื้อมาจากแหล่งอื่นในภายหลังให้ผู้ขายน้ำนมโครายนั้นต้องรับผิดชอบแก้ปัญหาด้วยตัวเอง
7.5 กรณีมีการตั้งศูนย์รวบรมน้ำนมดิบ หรือจุดรับซื้อน้ำนมขึ้นใหม่ โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นมและไม่มีรายชื่อเป็นผู้ขายในบันทึกข้อตกลง (MOU) แล้วผู้ซื้อน้ำนมโครายใดที่อยู่ในบันทึกข้อตกลง (MOU) ไปให้การสนับสนุนหรือรับซื้อน้ำนมโคจากศูนย์รวบรวมน้ำนนมดิบดังกล่าวและก่อให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายแก่คู่ค้าหรือผู้ที่อยู่ในบันทึกข้อตกลง (MOU) ผู้ซื้อที่รับซื้อน้ำนมโครายนั้นต้องยินยอมให้คณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นมพิจารณาตามบทลงโทษ
7.6 ในการซื้อขายจริง สามารถซื้อขายได้มากกว่าหรือน้อยกว่า (MOU) ไม่เกินร้อยละ 7 ต่อปี
7.7 กรณีผู้ซื้อหรือผู้ขายรายใดมีความประสงค์ขอยกเลิกบันทึกข้อตกลง (MOU) การซื้อขายน้ำนมโคระหว่างปี จะต้องชี้แจงเหตุผลและต้องได้รับการยินยอมจากทั้งสองฝ่ายเป็นลายลักษณ์อักษรร่วมกัน แจ้งรายชื่อผู้ซื้อหรือผู้ขายที่จะมารับผิดชอบปริมาณน้ำนมดิบแทนตนเองให้คณะอนุกรรมการทั้งระบบพิจารณาเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อรวบรวมเอกสารเสนอคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม พิจารณายกเลิกบันทึกข้อตกลง (MOU) การซื้อขายน้ำนมโคปีปัจจุบันตามความประสงค์
7.8 ผู้ซื้อและผู้ขายไม่สามารถนำปริมาณน้ำนมดิบที่ได้จัดทำบันทึกข้อตกลง (MOU) ตามประกาศฯ ไปรับรองหรือจัดทำสัญญาทับซ้อนกับผู้ประกอบการรายอื่น เว้นแต่ได้รับคำยินยอมจากทั้งสองฝ่ายเป็นลายลักษณ์อักษร โดยต้องแจ้งคณะอนุกรรมการบริหารนมทั้งระบบพิจารณาเป็นลายลักษณ์อักษร
บทลงโทษ (ข้อ 8)
8.1 กรณีมีการร้องเรียนเป็นลายลักษณ์อักษจากผู้ซื้อหรือผู้ขายไม่ปฏิบัติมติ คำสั่ง หรือประกาศคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์ณฑ์นม เรื่อง หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และขั้นตอนการจัดทำบันทึกข้อตกลง (MOU) การซื้อขายน้ำนมโคปีปัจจุบัน ในข้อ 7 โดยผ่านการตรวจสอบจากคณะอนุกรรมการบริหารนมทั้งระบบบแล้ว ให้คณะอนุกรรมการแจ้งเป็นหนังสือแก่ผู้ซื้อหรือผู้ขายให้ดำเนินการแก้ไขให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ฯ ตามข้อ 7 ภายใน 15 วันทำการ นับแต่วันที่ผู้ซื้อหรือผู้ขายได้รับแจ้ง และรายงานให้คณะอนุกรรมการบริหารนมทั้งระบบทราบ
8.2 หากไม่ดำเนินการตามระยะเวลาที่กำหนดในข้อ 8.1 ให้พิจารณาโทษ ดังนี้
(1) กรณีกระทำความผิดใดๆ เป็นครั้งแรก ให้คณะอนุกรรมการบริหารนมทั้งระบบแจ้งตักเตือนผู้ซื้อหรือผู้ขายที่ได้รับร้องเรียนว่าไม่ปฏิบัติตามมติ คำสั่ง หรือประกาศคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม เรื่อง หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และขั้นตอนการจัดทำบันทึกข้อตกลง (MOU) การซื้อขายน้ำนมโคปีปัจจุบันเป็นลายลักษณ์อักษร และให้ผู้ซื้อหรือผู้ขายดังกล่าวดำเนินการแก้ไขให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ฯ ข้อ 8 ภายใน 15 วันทำการ นับแต่วันที่ผู้ซื้อหรือผู้ขายได้รับแจ้ง และรายงานให้คณะอนุกรรมการบริหารนมทั้งระบบทราบ
(2) หากไม่ดำเนินการตามระยะเวลาที่กำหนด ในข้อ 8.2 (1) ให้ถือว่าเป็นการกระทำความผิดเป็นครั้งที่ 2 และให้ดำเนินการเรียกเบี้ยปรับให้เป็นไปตามประกาศคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม ซึ่งอาศัยระเบียบคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นมว่าด้วยเบี้ยปรับ พ.ศ. 2567
8.3 ผู้ซื้อหรือผู้ขายที่ถูกพิจารณาโทษตามข้อ 8.2 มีสิทธิอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม โดยให้ทำเป็นหนังสือระบุข้อเท็จจริงข้อโต้แย้ง หรือข้อกฎหมายอ้างอิงยื่นต่อประธานคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้ง และคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นมพิจารณาอุทธรณ์ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ประธานคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์ได้รับแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้ซื้อหรือผู้ขาย หากพิจารณาไม่แล้วเสร็จภายใน 30 วัน ให้ขยายระยะเวลาพิจารณาอุทธรณ์ออกไปได้ไม่เกิน 30 วัน และแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ให้แก่ผู้ซื้อหรือผู้ขายภายใน 7 วัน นับแต่วันพิจารณาอุทธรณ์เสร็จสิ้น
ทั้งนี้ ท้ายประกาศ ข้อ 9 ระบุว่า ในกรณีที่มีปัญหาใดเกี่ยวกับการปฏิบัติตามประกาศฉบับนี้ให้คณะกรรมการโคนและผลิตภัณฑ์นมเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด คำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นมให้ถือเป็นที่สุด
ประกาศ ณ วันที่ 24 กันยายน 2568
นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานมิลค์บอร์ด (ในขณะนั้น)
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 กลุ่มชุมนุมสหกรณ์นมโคแห่งประเทศไทยจำกัด นำโดยนายสุบิน ป้อมโอชา ประธานกรรมการชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย จำกัด ได้นำเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมเข้ายื่นหนังสือต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้แก้ปัญหาราคาน้ำนมดิบ เนื่องจากมีเกษตรกรได้รับผลกระทบมากถึง 15,000 คน และน้ำนมดิบที่ไม่มีการรับซื้อมาราว 211 ตันต่อวัน เป็นระยะเวลา 3 เดือนตั้งแต่เดือนมกราคมเป็นต้นมา
นายสุบิน กล่าวด้วยว่า ขอให้ชะลอการนำเข้านมผงซึ่งส่งผลกระทบกับปริมาณน้ำนมดิบ การอนุญาตให้นำเข้านมผงที่ราคาต่ำกว่าน้ำนมดิบทำให้ผู้ประกอบการหันมาซื้อนมผงแทน จึงให้ภาครัฐพิจารณาซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรให้หมดก่อนแล้วค่อยนำเข้านมผง
นายสุบิน กล่าวว่า ปัจจุบันนมผง 1 กิโลกรัม ต้นทุนอยู่ที่ประมาณ 12 - 13 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนน้ำนมดิบอยู่ที่ 23 บาท (ราคากลางทั่วประเทสอยู่ที่ 22.75 บาทต่อกิโลกรัม) โดยข้อเสนอ 6 ข้อ ประกอบด้วย ดังนี้
1. ชะลอการนำเข้านมและผลิตภัณฑ์นม ตามข้อตกลงการค้าเสรีไทย นิวซีแลนด์ หรือ TNZCEP และไทย-ออสเตรเลียหรือ TAFTA ในปี 2569 จนกว่าปัญหาจำหน่ายน้ำนมดิบเกษตรกรไทยขายได้ทุกหยด
2. เร่งดำเนินการขายน้ำนมดิบตามบันทึกข้อตกลง MOU ปี 2568-2569 ขององค์กรเกษตรกรผู้ขายน้ำนมดิบที่ยังไม่มี ผู้ประกอบการซื้อน้ำนมดิบของภาคสหกรณ์ 24 แห่ง และภาคเอกชน 4 แห่ง ปริมาณน้ำนมดิบ 211.686 ตัน/วัน ให้แล้ว เสร็จทันที
3. ช่วยระบายนมกล่อง UHT นมพาณิชย์และนมโรงเรียนที่แก้ไขปัญหาน้ำนมดิบไม่มีที่จำหน่าย โดยการไปบรรจุนมกล่องไว้จำนวนมาก เพื่อได้ค่าน้ำนมดิบมาจ่ายให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม
4. ทบทวนเรื่องการแสดงฉลากผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะส่วนประกอบที่ต้องระบุให้ชัดเจน น้ำนมโคสดจากเกษตรกรไทย หรือนมผงละลายน้ำจากต่างประเทศ และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ เพื่อเกิดความเป็นธรรมและความถูกต้องกับผู้บริโภค
5. โครงการอาหารเสริม (นม)โรงเรียน ในปีการศึกษา 2569 ขอให้เด็กนักเรียนได้ดื่มนมให้ครบ 365 วัน
6. ของบประมาณเร่งด่วนมาจ่ายชำระค่าน้ำนมดิบของพี่น้องเกษตรกร ที่องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย ติดค้างกับเกษตรกรตั้งแต่เดือนกันยายน 2568 จนถึงปัจจุบัน
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า รับข้อเสนอของเกษตรกร โดยก่อนหน้านี้ได้มีการประชุมเตรียมแผนในการกระจายนมกล่องของสหกรณ์เข้าสู่ตลาดภายในประเทศ ไม่ว่ากระจายผ่านห้างโมเดิร์นเทรดและอุตสาหกรรมที่ใช้น้ำนมดิบเป็นวัตถุดิบหลัก รวมถึงกระจายผ่านเครือข่ายร้านค้าธงฟ้าทั่วประเทศ 169,138 ร้าน และนำไปจำหน่ายในงานธงฟ้าที่จัดขึ้นในจังหวัดต่างๆ




