ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งทะลุ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทะยานขึ้นสูงสุด 19.8% จากพิษสงครามสหรัฐ-อิหร่านยืดเยื้อ ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกั้น ส่งผลกระทบอุปทานน้ำมันโลกและกดดันเศรษฐกิจทั่วโลกให้เผชิญเงินเฟ้อรุนแรง
เช้าวันจันทร์ที่ 9 มีนาคม 2569 ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) พุ่งขึ้นอย่างรุนแรง แตะระดับสูงสุด 111.04 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 18.35 ดอลลาร์ หรือประมาณ 19.8% จากราคาปิดก่อนหน้า ก่อนจะปรับตัวลงมาเคลื่อนไหวที่ราว 107-108 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งยังคงสูงกว่าระดับวันศุกร์อย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางความกังวลว่าสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน อาจทำให้อุปทานน้ำมันโลกตึงตัวมากขึ้น
ข้อมูลการซื้อขายระบุว่า สัญญาน้ำมันเบรนท์ส่งมอบเดือนพฤษภาคม 2569 พุ่งขึ้นแตะ 111.04 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงเปิดตลาดเอเชีย ก่อนอ่อนตัวลงเล็กน้อย โดยยังเพิ่มขึ้นราว 15-16% จากราคาปิดวันศุกร์ที่ 92.69 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตามรายงานของ Xinhua และ MarketWatch
ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันราคาน้ำมันคือสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งยังคงถูกปิดกั้น ทำให้การขนส่งน้ำมันจากประเทศผู้ผลิตหลักในอ่าวเปอร์เซียหยุดชะงัก ช่องแคบแห่งนี้เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบประมาณ 20% ของทั้งโลก ส่งผลให้ตลาดกังวลอย่างหนักต่อความเสี่ยงการขาดแคลนอุปทานในระยะยาว โดยข้อมูลจาก Reuters และ Trading Economics ระบุว่า ราคาเบรนท์พุ่งขึ้นรวมแล้วราว 25-27% ในวันเดียวกัน
ขณะเดียวกัน สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ได้เข้าสู่วันที่ประมาณ 10-11 วัน หลังการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่อเป้าหมายในอิหร่านช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ โดยอิหร่านยังคงตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและโจมตีฐานทัพในภูมิภาค ขณะที่ความพยายามเจรจาเพื่อคลี่คลายความขัดแย้งยังไม่เห็นความคืบหน้า
การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันครั้งนี้ทำให้ราคาเบรนท์ทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปีครึ่ง นับตั้งแต่ปี 2565
นักวิเคราะห์พลังงานหลายแห่งเตือนว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อ ราคาน้ำมันอาจปรับตัวสูงขึ้นอีก บางการประเมินมองว่าอาจพุ่งไปถึง 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากการผลิตน้ำมันในประเทศอ่าวเปอร์เซียต้องหยุดชะงักในวงกว้าง
ด้านราคาน้ำมันเวสต์เท็กซัส อินเตอร์มีเดียต (WTI) ของสหรัฐฯ ก็ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน โดยแตะระดับใกล้ 111 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นมากกว่า 20% จากราคาปิดก่อนหน้า สะท้อนแรงกดดันต่ออุปทานพลังงานในตลาดโลก
ผลกระทบเริ่มขยายวงกว้างไปสู่เศรษฐกิจโลก โดยตลาดหุ้นหลายแห่งปรับตัวลดลง ท่ามกลางความกังวลว่า ราคาพลังงานที่สูงขึ้นจะกระตุ้นเงินเฟ้อและกดดันกำลังซื้อของผู้บริโภค ขณะเดียวกัน ราคาก๊าซธรรมชาติในยุโรปและเอเชียก็ปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายปี
ช่องแคบฮอร์มุซยังคงเป็นจุดเสี่ยงสำคัญของวิกฤตครั้งนี้ หลังอิหร่านประกาศว่าจะไม่อนุญาตให้เรือผ่าน หากไม่ได้รับการรับประกันความปลอดภัย ทำให้เรือบรรทุกน้ำมันจำนวนมากต้องหยุดเดินทางหรือเปลี่ยนเส้นทาง
ระดับสูงสุดของราคาเบรนท์ที่ 111.04 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันนี้ ถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2565 แม้ราคาจะอ่อนตัวลงเล็กน้อยในภายหลัง แต่ก็ยังสูงกว่าระดับก่อนเกิดสงครามอย่างมาก
ความขัดแย้งนี้ยังส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศนำเข้าน้ำมันเช่นไทย ที่อาจเผชิญราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินปรับสูงขึ้นตามราคาตลาดโลกในช่วงนี้
ทั้งนี้ ตลาดพลังงานทั่วโลกยังคงจับตาสถานการณ์ทางทหารและท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ และอิหร่านอย่างใกล้ชิด หากความขัดแย้งยังไม่คลี่คลายในเร็ววัน ราคาน้ำมันมีแนวโน้มผันผวนและอาจทรงตัวในระดับสูงต่อไป
อ้างอิง:
Xinhua: Int'l oil futures rise above 100 USD amid Middle East conflicts
MarketWatch: Brent Crude Oil Continuous Contract
Trading Economics: Brent crude oil - Price - Chart - Historical Data - News
Reuters: Oil jumps 10% on Iran conflict and could spike to $100 a barrel, analysts say




