News Logo
หน้าแรก
ราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 110 ดอลลาร์ พิษสงครามสหรัฐ-อิหร่านยืดเยื้อ

ราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 110 ดอลลาร์ พิษสงครามสหรัฐ-อิหร่านยืดเยื้อ

9 มี.ค. 2569 09:52
ผู้ชม 69 คน

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งทะลุ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทะยานขึ้นสูงสุด 19.8% จากพิษสงครามสหรัฐ-อิหร่านยืดเยื้อ ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกั้น ส่งผลกระทบอุปทานน้ำมันโลกและกดดันเศรษฐกิจทั่วโลกให้เผชิญเงินเฟ้อรุนแรง

เช้าวันจันทร์ที่ 9 มีนาคม 2569 ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) พุ่งขึ้นอย่างรุนแรง แตะระดับสูงสุด 111.04 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 18.35 ดอลลาร์ หรือประมาณ 19.8% จากราคาปิดก่อนหน้า ก่อนจะปรับตัวลงมาเคลื่อนไหวที่ราว 107-108 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งยังคงสูงกว่าระดับวันศุกร์อย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางความกังวลว่าสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน อาจทำให้อุปทานน้ำมันโลกตึงตัวมากขึ้น

ข้อมูลการซื้อขายระบุว่า สัญญาน้ำมันเบรนท์ส่งมอบเดือนพฤษภาคม 2569 พุ่งขึ้นแตะ 111.04 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงเปิดตลาดเอเชีย ก่อนอ่อนตัวลงเล็กน้อย โดยยังเพิ่มขึ้นราว 15-16% จากราคาปิดวันศุกร์ที่ 92.69 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตามรายงานของ Xinhua และ MarketWatch

ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันราคาน้ำมันคือสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งยังคงถูกปิดกั้น ทำให้การขนส่งน้ำมันจากประเทศผู้ผลิตหลักในอ่าวเปอร์เซียหยุดชะงัก ช่องแคบแห่งนี้เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบประมาณ 20% ของทั้งโลก ส่งผลให้ตลาดกังวลอย่างหนักต่อความเสี่ยงการขาดแคลนอุปทานในระยะยาว โดยข้อมูลจาก Reuters และ Trading Economics ระบุว่า ราคาเบรนท์พุ่งขึ้นรวมแล้วราว 25-27% ในวันเดียวกัน

ขณะเดียวกัน สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ได้เข้าสู่วันที่ประมาณ 10-11 วัน หลังการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่อเป้าหมายในอิหร่านช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ โดยอิหร่านยังคงตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและโจมตีฐานทัพในภูมิภาค ขณะที่ความพยายามเจรจาเพื่อคลี่คลายความขัดแย้งยังไม่เห็นความคืบหน้า

การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันครั้งนี้ทำให้ราคาเบรนท์ทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปีครึ่ง นับตั้งแต่ปี 2565

นักวิเคราะห์พลังงานหลายแห่งเตือนว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อ ราคาน้ำมันอาจปรับตัวสูงขึ้นอีก บางการประเมินมองว่าอาจพุ่งไปถึง 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากการผลิตน้ำมันในประเทศอ่าวเปอร์เซียต้องหยุดชะงักในวงกว้าง

ด้านราคาน้ำมันเวสต์เท็กซัส อินเตอร์มีเดียต (WTI) ของสหรัฐฯ ก็ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน โดยแตะระดับใกล้ 111 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นมากกว่า 20% จากราคาปิดก่อนหน้า สะท้อนแรงกดดันต่ออุปทานพลังงานในตลาดโลก

ผลกระทบเริ่มขยายวงกว้างไปสู่เศรษฐกิจโลก โดยตลาดหุ้นหลายแห่งปรับตัวลดลง ท่ามกลางความกังวลว่า ราคาพลังงานที่สูงขึ้นจะกระตุ้นเงินเฟ้อและกดดันกำลังซื้อของผู้บริโภค ขณะเดียวกัน ราคาก๊าซธรรมชาติในยุโรปและเอเชียก็ปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายปี

ช่องแคบฮอร์มุซยังคงเป็นจุดเสี่ยงสำคัญของวิกฤตครั้งนี้ หลังอิหร่านประกาศว่าจะไม่อนุญาตให้เรือผ่าน หากไม่ได้รับการรับประกันความปลอดภัย ทำให้เรือบรรทุกน้ำมันจำนวนมากต้องหยุดเดินทางหรือเปลี่ยนเส้นทาง

ระดับสูงสุดของราคาเบรนท์ที่ 111.04 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันนี้ ถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2565 แม้ราคาจะอ่อนตัวลงเล็กน้อยในภายหลัง แต่ก็ยังสูงกว่าระดับก่อนเกิดสงครามอย่างมาก

ความขัดแย้งนี้ยังส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศนำเข้าน้ำมันเช่นไทย ที่อาจเผชิญราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินปรับสูงขึ้นตามราคาตลาดโลกในช่วงนี้

ทั้งนี้ ตลาดพลังงานทั่วโลกยังคงจับตาสถานการณ์ทางทหารและท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ และอิหร่านอย่างใกล้ชิด หากความขัดแย้งยังไม่คลี่คลายในเร็ววัน ราคาน้ำมันมีแนวโน้มผันผวนและอาจทรงตัวในระดับสูงต่อไป

อ้างอิง:  

Xinhua: Int'l oil futures rise above 100 USD amid Middle East conflicts  

MarketWatch: Brent Crude Oil Continuous Contract

Trading Economics: Brent crude oil - Price - Chart - Historical Data - News

Reuters: Oil jumps 10% on Iran conflict and could spike to $100 a barrel, analysts say

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ปลัดพลังงานแย้มใช้ค่าการกลั่น2.43บ.เป็นเกณฑ์ดึงกำไรส่วนเกินลดค่าน้ำมัน
ปลัดพลังงานแย้มใช้ค่าการกลั่น2.43บ.เป็นเกณฑ์ดึงกำไรส่วนเกินลดค่าน้ำมัน