News Logo
หน้าแรก
ครม.สั่งภาครัฐ ทำงานจากบ้าน รับวิกฤตพลังงาน-ร่วมมือญี่ปุ่นแก้ขาดแคลน

ครม.สั่งภาครัฐ ทำงานจากบ้าน รับวิกฤตพลังงาน-ร่วมมือญี่ปุ่นแก้ขาดแคลน

10 มี.ค. 2569 13:51
ผู้ชม 77 คน

 ครม. สั่งภาครัฐ "Work From Home" รับมือวิกฤตพลังงานจากตะวันออกกลาง พร้อมมาตรการประหยัดพลังงาน เข็นความร่วมมือด้านพลังงานกับญี่ปุ่น

สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 หลังจากการประชุมคณะรัฐมนตรี น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา และ น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้ร่วมกันแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) หลังการประชุม โดยมีประเด็นสำคัญหลายเรื่องที่ได้หารือและมีมติร่วมกัน โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องการแก้ปัญหาวิกฤติขาดแคลนพลังงานจากสถานการณ์ตะวันอกกลาง

รับมือวิกฤตพลังงานจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง

น.ส.อัยรินทร์ กล่าวว่าประเด็นหลักที่สำคัญที่สุดของการประชุมในครั้งนี้คือข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี เพื่อรับมือกับสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อวิกฤตพลังงานในประเทศไทย นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจเริ่มดำเนินมาตรการทำงานจากที่บ้าน หรือ Work from Home หรือการทำงานจากที่บ้านในทันที สำหรับส่วนงานที่ไม่กระทบต่องานการให้บริการประชาชน ซึ่งในการดำเนินมาตรการ Work from Home นั้น ให้หน่วยงานสามารถเริ่มดำเนินการได้โดยที่ต้องไม่กระทบกับการบริการของประชาชน นอกจากนี้ ยังให้งดการเดินทางไปศึกษาดูงานและอบรมในต่างประเทศ โดยให้ดำเนินการในประเทศแทน

 

น.ส.อัยรินทร์ ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งถือเป็นแหล่งผลิตและเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันและพลังงานในตลาดโลกมีความผันผวนอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นวาระเร่งด่วนสำหรับการบริหารจัดการพลังงานของประเทศ กระทรวงพลังงานจึงได้จัดตั้งศูนย์ Energy ICS ขึ้น เพื่อติดตามสถานการณ์พลังงานอย่างใกล้ชิด และเตรียมมาตรการรองรับในกรณีที่เกิดผลกระทบต่อการจัดหาพลังงานของประเทศ ปัจจุบันประเทศไทยมีความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปเฉลี่ยประมาณ 124 ล้านลิตรต่อวัน และในช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองรวมทั้งสิ้น 8,05 ล้านลิตร แม้จะมีสำรอง แต่ยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศในสัดส่วนที่สูง โดยเฉพาะจากภูมิภาคตะวันออกกลาง

 

มาตรการประหยัดพลังงานในภาครัฐและประชาชน

น.ส.อัยรินทร์ กล่าวต่อว่ากระทรวงพลังงานได้เสนอมาตรการลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐ เพื่อเน้นการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นตัวอย่างให้กับภาคส่วนอื่นๆ รวมถึงภาคเอกชน โดยมาตรการสำคัญประกอบด้วย การปรับการใช้เครื่องปรับอากาศให้เหมาะสมโดยตั้งอุณหภูมิที่ประมาณ 26-27 องศาเซลเซียส การใส่เสื้อแขนสั้นและงดการใส่สูทผูกไท ยกเว้นในช่วงที่มีงานพิธีการ การลดการใช้ไฟฟ้าในอาคารสำนักงาน เช่น การปิดไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น การใช้ระบบ Energy Saver สำหรับคอมพิวเตอร์ การปิดเปิดเครื่องเมื่อจำเป็นต้องใช้งาน การลดการใช้ลิฟต์และส่งเสริมให้ใช้บันไดในระยะใกล้แทน การลดการใช้กระดาษและเครื่องถ่ายเอกสาร รวมถึงส่งเสริมการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ในการส่งเอกสารแทน และการส่งเสริมการประชุมผ่านระบบออนไลน์และการทำงานในรูปแบบ Work from Home ตามความเหมาะสม ซึ่งสำหรับภาคเอกชนนั้น ยังไม่ได้มีแจ้งให้ดำเนินมาตรการลดใช้พลังงานดังกล่าว โดยหน่วยงานรัฐจะนำร่องไปก่อน และยังไม่มีกำหนดไทม์ไลน์ที่แน่นอน

 

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการด้านการประหยัดพลังงานเชื้อเพลิง เช่น การตรวจสอบสภาพรถยนต์อย่างสม่ำเสมอ การขับรถด้วยความเร็วที่เหมาะสม การใช้รถร่วมกัน และการวางแผนการเดินทางเพื่อลดการใช้พลังงาน กรมประชาสัมพันธ์จะประสานความร่วมมือไปยังสถานีวิทยุโทรทัศน์และสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อร่วมกันรณรงค์ประหยัดพลังงานในทุกภาคส่วนในช่วงสถานการณ์วิกฤต

 

ในกรณีที่สถานการณ์วิกฤตมีความรุนแรงขึ้นจนส่งผลกระทบต่อการจัดหาพลังงาน อาจมีมาตรการบังคับเพิ่มเติม เช่น การหรี่การใช้ไฟฟ้าในป้ายโฆษณาสินค้าหรือบริการ ป้ายชื่อร้าน และป้ายชื่อต่างๆ ตามโรงภาพยนตร์ที่ทำธุรกิจต่างๆ ตั้งแต่ช่วงค่ำเป็นต้นไป รวมถึงการกำหนดระยะเวลาในการเปิดปิดสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงตามเวลาที่เหมาะสม โดยมีข้อยกเว้นสำหรับสถานีบริการบนทางหลวงหลัก หากประชาชนสามารถบังคับตัวเองและร่วมกันประหยัดพลังงาน จะสามารถลดการใช้น้ำมันลงได้ประมาณร้อยละ 5 หรือประมาณ 3.3 ล้านลิตรต่อเดือน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 10.45 ล้านบาทต่อเดือน และหากมีการลดการใช้ไฟฟ้าได้ร้อยละ 5 ก็จะช่วยประหยัดไฟฟ้าได้ประมาณ 3.6 ล้านหน่วยต่อเดือนด้วย

ทั้งนี้มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของภาครัฐ และสร้างต้นแบบการประหยัดพลังงานให้กับภาคส่วนอื่นๆ

 

เดินหน้าความร่วมมือพลังงานระหว่างประเทศ

ด้าน น.ส.ลลิดากล่าวว่าในส่วนความร่วมมือด้านพลังงานกับต่างประเทศ รัฐบาลเดินหน้าสร้างความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบให้กระทรวงพลังงานต่ออายุบันทึกความร่วมมือกับประเทศญี่ปุ่นว่าด้วยการลงทุนในธุรกิจต้นน้ำของก๊าซธรรมชาติเหลว รวมถึงความร่วมมือด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การพัฒนาถังเก็บก๊าซ บันทึกความร่วมมือฉบับนี้ ไทยและญี่ปุ่นได้ลงนามร่วมกันเมื่อหลายปีก่อน และได้หมดอายุลงเมื่อปลายปีที่ผ่านมา โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องการที่จะต่ออายุความร่วมมือออกไปอีกระยะเวลาหนึ่ง การต่ออายุความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยให้ญี่ปุ่นสามารถดำเนินความร่วมมือด้านพลังงานได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการลงทุน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานของทั้งสองประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจะเป็นผู้ลงนามในเอกสารดังกล่าว ในการประชุมรัฐมนตรีและภาคธุรกิจด้านความมั่นคงพลังงานอินโดแปซิฟิก ซึ่งจะจัดขึ้นที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'เรือด่วน' ขอขึ้นค่าโดยสารอีก 2 บาท เริ่ม 7 เม.ย. เหตุดีเซลพุ่งไม่หยุด
'เรือด่วน' ขอขึ้นค่าโดยสารอีก 2 บาท เริ่ม 7 เม.ย. เหตุดีเซลพุ่งไม่หยุด