สมาคมโคนมก้าวหน้า ระบุว่า สาเหตุที่เกษตรกรต้องเทน้ำนมดิบทิ้งวันละ 484 ตัน เพราะมีการล็อกปริมาณน้ำนมดิบให้กับ 26 โรงงาน สัดส่วน 70:30 ซึ่งกำหนดไว้ในร่างหลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินงานโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ประจำปี 2569 ที่กำลังอยู่ระหว่างการทำประชาพิจารณ์ แต่ผู้ประกอบการรายย่อยกลับได้รับโควต้านมในปริมาณที่ลดลง
สมาคมโคนมก้าวหน้าได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 หัวข้อ [แฉใบเสร็จความอำมหิต] 484 ตันที่ต้องเททิ้ง... แลกกับการอุ้ม "26 โรงงานอภิสิทธิ์ชน" ให้ลอยตัว!

สมาคมโคนมก้าวหน้าได้ทำอินโฟกราฟิกประกอบการโพสต์ข้อความสะท้อนปัญหาการบริหารจัดการน้ำนมดิบ
เนื้อหาระบุว่า ทำไมกติกาชุดนี้ถึงถูกเรียกว่า #ฮั้วแห่งชาติ? วันนี้ผมกางตัวเลขให้ดูชัดๆ ว่าใคร ‘รอด และใคร ‘ตาย’ จากร่างประกาศฉบับนี้ (ร่างหลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินงานโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ประจำปีการศึกษา 2569) ครับ!
เมื่อความต้องการนมโรงเรียนจริงมีแค่ 950 ตันต่อวัน แต่ร่างเกณฑ์ใหม่กลับล็อกสัดส่วน 70:30 ผลลัพธ์ที่ได้คือโศกนาฏกรรมของคนทำนมส่วนใหญ่ครับ
กลุ่มเอกชน (ท่อส่งนมของเกษตรกร): ถูกฆ่า 63%!
• เอกชนช่วยรับซื้อนมจากเกษตรกรไว้ใน MOU ถึง 769 ตัน
• ความจริงที่ต้องรู้: ในตัวเลข 769 ตันนี้ มีน้ำนมของพี่น้องเกษตรกรฝั่งสหกรณ์รวมอยู่ด้วยมหาศาล เพราะสหกรณ์ที่ไม่มีโรงงาน แต่อยากส่งนมคุณภาพ ต้องพึ่งพิงท่อส่งของเอกชนเป็นหลัก
• แต่ร่างเกณฑ์ใหม่ (ข้อ 12.3) สั่งตัดสิทธิเอกชนให้เหลือโควตาแค่ 285 ตัน
• ผลคือ: น้ำนมดิบ 484 ตันต่อวัน จะไม่มีที่ไปและต้องถูกเททิ้งทันที!
กลุ่ม 26 โรงงานอภิสิทธิ์ชน: ลอยตัวเหนือปัญหาบนคราบน้ำตาเพื่อนร่วมอาชีพ!
• กลุ่มนี้ได้โควตาไปเต็มๆ 665 ตัน (70% ของ 950 ตัน)
• ในขณะที่น้ำนมฝั่งเอกชนและสหกรณ์รายย่อยถูกตัดทิ้งถึง 63% แต่กลุ่มอภิสิทธิ์ชนกลับได้รับสิทธิพิเศษที่ทำให้พวกเขาเจ็บตัวน้อยที่สุด!
• นี่คือ #นมชนชั้น2: พี่น้องเกษตรกร ไม่ว่าจะสังกัดสหกรณ์รายย่อยหรือเป็นเกษตรกรอิสระ ถ้าท่านไม่ได้อยู่ใน 26 โรงงานมาเฟีย ท่านจะถูกจัดเป็นพลเมืองชั้นสองที่รัฐพร้อมจะประหารทิ้งก่อนใครเพื่อน!
คำถามถึงผู้มีอำนาจ:
1. ถ้าจะให้แฟร์... ทำไมไม่สั่งให้กลุ่ม 26 โรงงานอภิสิทธิ์ชนออกมาช่วย "รับซื้อนมส่วนเกิน" ให้มีสัดส่วนการแบกรับเท่ากับคนอื่น?
2. นมทุกลิตรมาจากแม่วัวตัวเดียวกัน กินหญ้าบนแผ่นดินไทยเหมือนกัน แต่ทำไมในสายตาคนร่างกติกา นมของเกษตรกรส่วนใหญ่ถึงกลายเป็นนมขยะที่ไม่มีค่า?
หน้า 4 ในเอกสารของท่านเตือนแล้วว่า การอุ้มบางกลุ่มทำให้นมล้นและระบบพัง แต่ท่านก็ยังกล้าเซ็นกติกา "ฮั้วแห่งชาติ" ฉบับนี้ออกมาฆ่าพวกเราซ้ำอีก!
สำหรับ สมาคมโคนมก้าวหน้า มี นายนที โดดสูงเนิน ทำหน้าที่เป็นนายกสมาคม โดยนายนที เปิดเผยกับ Next News ว่า ทางคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน ได้กำหนดให้จัดทำประชาพิจารณ์ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินงานโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ประจำปีการศึกษา 2569 ขึ้นระหว่างวันที่ 4-19 มีนาคม 2569 ซึ่งมีเนื้อหาเอื้อประโยชน์ให้กับ 26 สหกรณ์รายใหญ่ ที่ได้โควต้านมโรงเรียน 58% เมื่อรวมกับรัฐวิสาหกิจ และสถาบันการศึกษา สัดส่วนโควต้ากลุ่มนี้จะเพิ่มเป็น 70% ทำผู้ประกอบการที่เป็นเอกชนรายย่อยอื่นๆ กว่า 100 ราย ได้โควต้าเพียง 30%
นอกจากนี้ นายนที ระบุด้วยว่า ร่างประชาพิจารณ์หลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินงานโครงการนมโรงเรียนฉบับที่กำลังทำประชาพิจารณ์อยู่ในขณะนี้ ยังมีการล็อกสเปกให้กับ 10 โรงงานในการผลิตนมกล่อง UHT อีกด้วย
นายนที กล่าวว่า ปัญหานมล้นตลาดที่เกิดขึ้นมีสาเหตุจากการบริหารจัดการที่มีปัญหา โดยเฉพาะโครงสร้างระบบริหารโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ที่มีกรมปศุสัตว์ทำหน้าที่เป็นเลขานุการคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน นอกจากนั้น อธิบดีกรมปศุสัตว์ยังเป็นประธานอนุกรรมการและเลขานุการคณะอนุกรรมการบริหารกลางโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน รวมทั้งยังทำหน้าที่เลขานุการคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน ระดับกลุ่มพื้นที่ทั้ง 7 พื้นที่
อย่างไรก็ตาม Next News ได้ตรวจสอบจากหนังสือด่วนที่สุด ที่กษ 1107/12559 ลงวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ทำหนังสือขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2567 และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2568 โดยเนื้อหาตอนหนึ่งระบุว่า การบริหารจัดการโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์อาจมิได้เป็นการส่งเสริมสหกรณ์โคนมในภาพรวมให้มีความเข้มแข็ง
ในปัจจุบันมีสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรโคนมจำนวนทั้งสิ้น 92 แห่ง เป็นสหกรณ์ที่มีโรงงานแปรรูปและเข้าร่วมโครงการฯ 26 แห่ง ขณะที่อีก 66 แห่ง เป็นสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรที่มีเพียงศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ โดยปริมาณน้ำนมดิบที่ยื่นเข้าร่วมโครงการฯ ประจำปีการศึกษา 2568 จำนวนทั้งสิ้นประมาณ 1,700 ตันต่อวัน เป็นน้ำนมดิบจากระบบสหกรณ์ จำนวน 1,000 ตันต่อวัน ซึ่งจำหน่ายให้สหกรณ์ที่มีโรงงานแปรรูปและเข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 700 ตัน อ.ส.ค. จำนวน 150 ตัน และผู้ประกอบการนมโรงเรียนภาคเอกชน จำนวน 150 ตัน คิดเป็นร้อยละ 70 และร้อยละ 15 และร้อยละ 15 ของปริมาณน้ำนมดิบที่เข้าร่วมโครงการฯ ทั้งหมดจากระบบสหกรณ์ตามลำดับ
ดังนั้น การหนดหลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินงานโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน จึงต้องคำนึงถึง อ.ส.ค. และผู้ประกอบการภาคเอกชนด้วย ซึ่งจากผลการจัดสรรสิทธินมโรงเรียน ปีการศึกษา 2568 พบว่า ผู้ประกอบการภาคสหกรณ์ได้รับการจัดสรรสิทธิในภาพรวมเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 2.54 เมื่อเทียบกับปีการศึกษา 2567 โดยเป็นผู้ประกอบการภาคสหกรณ์ที่ได้รับจัดสรรสิทธิเพิ่มขึ้น จำนวน 12 แห่ง ได้รับจัดสรรสิทธิเท่าเดิม จำนวน 2 แห่ง และได้รับจัดสรรสิทธิลดลง จำนวน 12 แห่ง
ทั้งนี้ การจัดสรรสิทธิให้สหกรณ์ที่มีโรงงานผลิตนมโรงเรียนเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้สหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรที่ส่งนมให้ อ.ส.ค. และผู้ประกอบการนมโรงเรียนภาคเอกชนจำหน่ายนมได้ลดลง เนื่องจาก อ.ส.ค. และผู้ประกอบการนมโรงเรียนภาคเอกชนที่รับซื้อนมได้รับการจัดสรรสิทธิลดลงเช่นกัน จึงเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของปัญหาน้ำนมดิบภาคสหกรณ์เกินความต้องการของตลาด




