'อนุทิน' หยิบยกปัญหาการนำเข้านมผงหารือทูตออสเตรเลีย หลังจากก่อนนี้กลุ่มผู้เลี้ยงโคนมสะท้อนปัญหานมล้นตลาด โดยสาเหตุหนึ่งมาจากการกำหนดโควต้านำเข้านมผงมากถึงปีละ 9 หมื่นตัน
เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเป็นข้อความภาษาอังกฤษ พร้อมภาพถ่ายคู่กับ น.ส.แองเจลา แมคโดนัลด์ เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศ หลังจากมีการหารือกันที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 11 มีนาคม ผ่านมา โดยนายอนุทิน ระบุว่า ได้ให้การต้อนรับ น.ส.แองเจลา แมคโดนัลด์ เอกอัครราชทูตออสเตรเลีย เพื่อหารือกันระหว่างรับประทานอาหารกลางวัน ซึ่งครอบคลุมถึงสถานการณ์ปัจจุบัน การค้า การลงทุน และแนวทางแก้ไขปัญหาที่ค้างอยู่ เช่น ปัญหาการนำเข้านมผงภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีออสเตรเลีย-ไทย แต่ไม่มีการหารือเรื่องการซื้อน้ำมันตามที่ปรากฏในสื่อ

น.ส.แองเจลา แมคโดนัลด์ เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศเข้าหารือกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 11 มี.ค.ผ่านมา

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รับประทานอาหารกลางวันร่วมกับ น.ส.แองเจลา แมคโดนัลด์ เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศ ระหว่างเข้าหารือกันที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 11 มี.ค. ผ่านมา

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สวมกอดกับ น.ส.แองเจลา แมคโดนัลด์ เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศ หลังการหารือกันที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 11 มี.ค. ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ นายสุบิน ป้อมโอชา ประธานกรรมการชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย จำกัด ได้สะท้อนปัญหาของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ระหว่างเข้ายื่นหนังสือขอให้กระทรวงพาณิชย์ชะลอการนำเข้านมผงในปี 2569 ที่มีการอนุมัติโควตาไว้ประมาณ 90,000 ตัน พร้อมกับเสนอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ผลักดันโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ให้เด็กนักเรียนได้ดื่มนมตลอด 365 วันต่อปี จากเดิมที่กำหนดให้ดื่มเพียง 260 วันต่อปี เพื่อช่วยดูดซับน้ำนมดิบในช่วงปิดภาคเรียนซึ่งเป็นช่วงที่นมล้นตลาด
ก่อนหน้านี้ ชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย จำกัด ได้เปิดเผยข้อมูลสถานการณ์ภาพรวมของอุตสาหกรรมโคนมไทย ว่า ปัญหาสำคัญที่เผชิญอยู่คือการนำเข้านมผงเสรี ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่ออุตสาหกรรมน้ำนมดิบในประเทศ ปริมาณคำขอนำเข้านมผงรวมตามข้อตกลง WTO, AFTA, และ TNZCEP อยู่ที่ 91,951 ตันต่อปี ปริมาณผมผงนี้เมื่อคือคืนรูปเทียบเท่ากับน้ำนมดิบได้ประมาณ 2,015 ตันต่อวัน ซึ่งเกินความต้องการบริโภคนมในประเทศ (ทั้งนมพาณิชย์และนมโรงเรียน) ที่บริโภคประมาณ 1,500-1,700 ตันต่อวัน
แบ่งเป็นมีการบริโภคนมในไทย วันละ 3,143.36ตัน/วัน นมโรงเรียนใช้ประมาณ วันละ 1,000 ตัน/วัน คงเหลือขายนมดิบไปให้ตลาดพาณิชย์ (เอกชนซื้อไปทำผลิตนมแปรรูป) 2,000 ตัน/วัน ในราคา 22.75 บาท/กก.
ข้อมูลจากชุมนุมสหกรณ์โคนมฯ ระบุอีกว่า ข้อดีของการใช้นมผงสำหรับผู้ประกอบการคือ ช่วยประหยัดตัดต้นทุนมากกว่า 30% เมื่อเทียบกับการใช้นมดิบ เนื่องจากต้นทุนทำนมผงคืนรูปอยู่ที่ 12-17 บาท /กก. ในขณะที่ต้นทุนทน้ำนมดิบอยู่ที่ 21.25-23.00 บาท/กก. อีกทั้งนมผงยังสามารถเก็บในสต็อกได้นานกว่า (3-6 เดือนในอุณหภูมิปกติ, 1-2 ปีสำหรับนมผงเสรี) ทำให้ต้นทุนการเก็บรักษาต่ำ และสามารถนำมาผสมเมื่อต้องการใช้ได้
ข้อเสียของนมผงคือ นำเงินออกนอกประเทศ มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนสารเคมี เช่น เมลามีน และมีสารอาหารน้อยกว่านมดิบ นอกจากนี้ การนำเข้านมผงไม่ได้สร้างงาน สร้างอาชีพ หรือสร้างเศรษฐกิจในท้องถิ่นเท่ากับนมดิบ ตรงกับข้ามนมดิบของเกษตรกรไทย มีสารอาหารสูง โปรตีนสูง และช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในท้องถิ่น รวมถึงกระจายรายได้สู่เกษตรกรและชุมชน แต่นมดิบมีข้อเสียที่ต้นทุนสูงกว่า อายุจำกัดเพียง 24-48 ชั่วโมง
สำหรับโควต้าการนำเข้านมผง ในการประชุมคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม ครั้งที่ 7/2568 (กรณีพิเศษ) ที่นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2568 ได้รับรองมติกำหนดแนวทางการจัดสรรโควตาและปริมาณการนำเข้านมผงขาดมันเนย ประจำปี 2569 ภายใต้กรอบความตกลงองค์การการค้าโลก (WTO) และกรอบความตกลงการค้าเสรี TAFTA (Thailand-Australia Free Trade Agreement : TAFTA) และ TNZCEP (Thailand – New Zealand Closer Economic Partnership : TNZCEP)
ทั้งนี้ เป็นไปตามมติของคณะอนุกรรมการพิจารณาจัดสรรโควตาและอัตราภาษีนำเข้านมผงขาดมันเนย นมดิบ และนมพร้อมดื่ม ครั้งที่ 3/2568 เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 เพื่อให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์อุตสาหกรรมนมของประเทศ ซึ่งกรอบความตกลง TAFTA และ TNZCEP กำหนดปริมาณจัดสรรนมผงขาดมันเนย รวม 47,576.5 ตัน โดยแบ่งการจัดสรรเป็น 2 รอบ ได้แก่ ครั้งที่ 1 ช่วงเดือนมกราคม–พฤษภาคม 2569 จำนวน 23,788.25 ตัน
ครั้งที่ 2 ช่วงเดือนมิถุนายน–ธันวาคม 2569 ที่ประชุมมีมติให้พิจารณาและติดตามข้อมูลอีกครั้งภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการฯ ในครั้งถัดไป เพื่อให้กรมการค้าต่างประเทศดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
แหล่งข่าวจากผู้ประกอบการนม เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีการนำเข้านมผงมาจาก 2 แหล่งหลัก คือ การนำเข้าภายใต้กรอบ WTO และภายใต้กรอบความตกลงการค้าเสรี TAFTA และ TNZCEP ซึ่งปัจจุบันเอกชนจะนำโควต้าการรับซื้อน้ำนมดิบในประเทศไปเป็นโควต้าการนำเข้านมผงจากสหภาพยุโรป (อียู) ภายใต้กรอบความตกลงลง WTO ซึ่งมีอัตราภาษีนำเข้า และนำเข้าภายใต้ TAFTA และ TNZCEPFTA จากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ที่อัตราภาษีเป็นศูนย์
ที่ผ่านมาเอกชนไม่เลือกนำเข้าจากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อย่างเดียว เพราะต้องการกระจายความเสี่ยง จึงมีการนำเข้านมผงจากอียูที่สามารถส่งออกในปริมาณที่มาก โดยส่วนใหญ่นมผงจะนำเข้ามาเป็นวัตถุดิบในการทำนมเปรี้ยว โยเกิร์ต นมข้นจืด ฯลฯเป็นหลัก
บทความเรื่อง "โคนมและผลิตภัณฑ์นมไทย: ศักยภาพ และความท้าทาย" จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เมื่อเดือนกันยายน 2568 ระบุตอนหนึ่งว่า ปี 2568 ไทยมีประชากรโคนม 560,551 ตัว ลดลง จาก 810,518 ตัว ในปี 2564 โดยมีแม่โครีดนม 242,351 ตัว และมีเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม 15,638 ราย ส่วนใหญ่เป็นรายย่อยกว่าร้อยละ 96
สาเหตุที่ประชากรโคนมและจำนวนเกษตรกรผู้เลี้ยงลดลง เนื่องจากต้นทุนอาหารสัตว์สูงขึ้นจากผลกระทบโควิด-19 และสงครามรัสเซีย–ยูเครน ทำให้ราคากากถั่วเหลืองและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปรับสูงขึ้น ในขณะที่ราคาน้ำนมดิบที่เกษตรกรได้รับยังให้ผลตอบแทนต่ำ โดยเฉพาะกับเกษตรกรรายย่อยรายเล็กทำให้ไม่จูงใจ เกษตรกรจำนวนมากจึงเลิกอาชีพเลี้ยงโคนม เหลือเพียงเฉพาะเกษตรกรที่มีทุนและศักยภาพเพียงพอ
อีกทั้งเกษตรกรส่วนใหญ่สูงอายุ ขาดผู้สืบทอด และคนรุ่นใหม่ไม่นิยมเลี้ยงโคนมเพราะเป็นงานหนักและต้องทำทุกวัน อย่างไรก็ดี เกษตรกรที่เลิกเลี้ยงได้ทยอยขายโคนมระหว่างกันทำให้ขนาดฝูงเฉลี่ยต่อฟาร์มใหญ่ขึ้น
ทีดีอาร์ไอระบุด้วยว่า ข้อมูล ณ เดือนมกราคม 2567 ไทยมีศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบที่ขึ้นทะเบียนแล้ว 205 แห่ง (ผ่านมาตรฐาน GMP 186 แห่ง, และมาตรฐาน GAP 14 แห่ง) รวมน้ำนมดิบเฉลี่ย 2,818 ตัน/วัน แบ่งเป็นสหกรณ์ 81 แห่ง (51%) 1,652.305 ตัน, เอกชน 62 แห่ง (39%) 1,189.596 ตัน, องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) 14 แห่ง (9%) 121.770 ตัน และรัฐและสถาบันการศึกษา 1 แห่ง (1%) 2.114 ตัน
ในปี 2567 ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมนมไทยซึ่งรับซื้อน้ำนมดิบทั้งจากเกษตรกรที่เป็นสมาชิกโดยตรงและรับซื้อจากศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบที่เป็นเครือข่าย เพื่อนำน้ำนมดิบไปผลิตเป็นนมพร้อมดื่ม หรือผลิตภัณฑ์นมอื่นๆ มี 125 แห่ง แบ่งเป็นเอกชน 81 แห่ง (65%) สหกรณ์ 25 แห่ง (20%) รัฐและสถาบันการศึกษา 14 แห่ง (11%) และ อ.ส.ค. 5 แห่ง (4%) โดยในช่วงปี 2562–2568 มีแนวโน้มราคาขายน้ำนมดิบเพิ่มขึ้นจาก 18.29 บาทต่อลิตร ในปี 2562 เพิ่มขึ้นเป็น 21.17 บาทต่อลิตร ในเดือนกุมภาพันธ์ 2568




