“พิพัฒน์” ยืนยันไม่แก้สัญญาไฮสปีด 3 สนามบิน หวั่นถูกฟ้อง จากเอกชนลำดับ 2-3 เร่งรัฐดัน “แลนด์บริดจ์” พร้อมผุด “ดิสนีย์แลนด์-สนามกีฬา” ดึงคนเข้า EEC
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ยืนยันหนักแน่นว่าจะไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง – สุวรรณภูมิ – อู่ตะเภา) มูลค่า 224,544.36 ล้านบาท ที่ทำกับการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และบริษัทเอเชีย เอราวัน จำกัด (ซีพี) เนื่องจากมองว่าการแก้ไขสัญญาจะนำไปสู่การฟ้องร้องจากเอกชนรายอื่นที่ยื่นซองเสนอราคาในลำดับที่ 2 และ 3
นายพิพัฒน์เน้นย้ำถึงความเป็นธรรมว่า ทุกโครงการที่ได้มีการประมูลไปแล้ว เอกชนผู้ชนะควรต้องเดินหน้าตามสัญญาเดิม แม้จะยอมรับว่าภาวะวิกฤตหลังโควิด-19 อาจส่งผลให้จำนวนผู้เดินทางลดลง หรือการประเมินผู้โดยสารก่อนหน้านี้อาจสูงเกินไป อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะมุ่งหาวิธีการเพิ่มจำนวนผู้โดยสารมาใช้บริการรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน และสนามบินอู่ตะเภาให้มากขึ้น แทนการแก้ไขสัญญา โดยจะเพิ่มเติมการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ด้วยการเชิญชวนเอกชนมาลงทุนในโครงการสนามกีฬาขนาดใหญ่และสวนสนุกขนาดใหญ่ เพื่อเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวและเพิ่มปริมาณผู้โดยสารสนามบิน
สำหรับแผนกระตุ้นเศรษฐกิจและการเดินทาง นายพิพัฒน์กล่าวว่า หลังจากนายกรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเรียบร้อยแล้ว กระทรวงคมนาคมจะเร่งหารือและเชิญชวนนักลงทุนที่สนใจเข้ามาลงทุนทั้งสวนสนุกและสนามกีฬาในพื้นที่ EEC โดยมีเป้าหมายที่จะผลักดันโครงการสวนสนุกระดับโลก เช่น ดิสนีย์แลนด์ หรือสวนสนุกอื่น ๆ ให้เกิดขึ้นจริง เพื่อเติมเต็มกิจกรรม กระตุ้นให้เกิดการเดินทางให้ได้มากที่สุด จนกว่าผู้ประกอบการจะสามารถเริ่มก่อสร้างได้
ในส่วนของโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของกระทรวงคมนาคมภายใต้รัฐบาลชุดปัจจุบัน นายพิพัฒน์เปิดเผยว่า มี 6 โครงการสำคัญ วงเงินรวมประมาณ 1.96 ล้านล้านบาท โดยโครงการแรกคือ โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (แลนด์บริดจ์) มูลค่า 997,000 ล้านบาท ยังคงเป็นนโยบายเรือธงของรัฐบาลที่สืบเนื่องมาจากรัฐบาลชุดก่อนหน้า โดยยืนยันว่าโครงการนี้มีความคุ้มค่าต่อการลงทุน จะช่วยสร้างงานเพิ่มขึ้นกว่าแสนอัตรา และเป็นโอกาสสำคัญในการเชื่อมมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิกเข้าด้วยกัน โดยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 6 เดือนในการจัดทำเอกสารประกวดราคา และจะเริ่มเปิดประมูลได้ในช่วงปลายปี 2570 ก่อนเริ่มดำเนินการก่อสร้างเฟสแรกได้ภายในปี 2571 ซึ่งใช้เวลาก่อสร้าง 4 ปี ก่อนเปิดให้บริการต่อไป
โครงการที่สองคือ โครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเชื่อมโยงภูมิภาค ช่วงกรุงเทพฯ-หนองคาย ระยะ (เฟส) ที่ 2 ช่วงนครราชสีมา-หนองคาย วงเงิน 340,000 ล้านบาท ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ให้ความเห็นชอบแล้ว ขณะนี้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) อยู่ระหว่างจัดทำขอบเขตของงาน ราคาและรายละเอียดสัญญา ก่อนเปิดประมูลงานโยธาต่อไป
นอกจากนี้ ยังมี โครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 สายใต้ ประกอบด้วย 3 ช่วง ได้แก่ ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 168 กม. วงเงิน 30,422 ล้านบาท, ช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา ระยะทาง 321 กม. วงเงิน 66,270 ล้านบาท และช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 45 กม. วงเงิน 7,772 ล้านบาท
นายพิพัฒน์ยังได้กล่าวถึงนโยบายผลักดันโครงการ Entertainment Complex ด้านกีฬา และโครงการสวนสนุกขนาดใหญ่ในพื้นที่ EEC อีกครั้ง โดยมีวงเงินประมาณ 300,000 ล้านบาท เพื่อจูงใจนักท่องเที่ยวระดับโลกให้เดินทางมายังสนามบินอู่ตะเภามากขึ้น โดยจะเน้นโครงการดึงดูดนักท่องเที่ยวระดับโลก เช่น การสร้างสนามกีฬาแบบครบวงจร (Compact) ที่มีลักษณะของความบันเทิงแต่ไม่มีคาสิโน
ในภาพรวม นายพิพัฒน์ระบุว่าแนวทางการขับเคลื่อนโครงการเหล่านี้คือ หลังจากนายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเสร็จสิ้น จะเชิญสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EEC และรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแล มาร่วมหารือเพื่อเดินหน้าเชิญชวนนักลงทุนอย่างเป็นทางการ โดยมีเป้าหมายหลักคือการเติมผู้ใช้บริการเข้าไปในพื้นที่ EEC ให้มากที่สุด เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้ประกอบการสามารถเริ่มต้นการก่อสร้างโครงการต่าง ๆ ได้ตามแผนที่วางไว้




