News Logo
หน้าแรก
'ศุภจี' แจงรัฐสภา ยัน รบ.แก้หลายวิกฤต ทั้งเรื่องนอมินี พลิกโฉมภาคเกษตร

'ศุภจี' แจงรัฐสภา ยัน รบ.แก้หลายวิกฤต ทั้งเรื่องนอมินี พลิกโฉมภาคเกษตร

9 เม.ย. 2569 23:18
ผู้ชม 56 คน

'ศุภจี' แจงรัฐสภา ยันรัฐบาลมุ่งแก้หลายวิกฤตซับซ้อนทั้งเศรษฐกิจ-ภูมิรัฐศาสตร์ พร้อมลดค่าครองชีพและเพิ่มรายได้ให้ประชาชน. เดินหน้าดูแลสินค้าจำเป็น, ยกระดับภาคเกษตร-SMEs, ปราบปรามนอมินี และเร่งขยายตลาดการค้าใหม่ทั่วโลก

สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมรัฐสภา ในระหว่างการแถลงนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี โดยนางศุภจีได้ย้ำถึงความตระหนักของรัฐบาลต่อวิกฤตการณ์หลากหลายมิติที่กำลังเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อภูมิเศรษฐศาสตร์ สภาวะความตึงเครียดด้านโครงสร้าง ระบบ ดิสรัปชัน สภาพภูมิอากาศ ไปจนถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ซึ่งล้วนมีความซับซ้อน รัฐบาลจึงต้องพยายามดำเนินงานทุกอย่างไปพร้อมกัน โดยมีเป้าหมายหลักในการลดภาระค่าครองชีพ เพิ่มรายได้ และพัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

เร่งดูแลค่าครองชีพ: โครงการ "ไทยช่วยไทย" และ "ธงฟ้า" สู่ประชาชน

รัฐมนตรีพาณิชย์ได้กล่าวถึงมาตรการเร่งด่วนที่รัฐบาลได้ริเริ่มขึ้นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการ "ไทยช่วยไทย" ที่ได้ประกาศและเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน โดยความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับผู้ประกอบการรายใหญ่ ผู้ผลิตรายใหญ่ ไปจนถึงร้านค้าปลีกค้าส่งรายย่อยกว่า 300 แห่งทั่ว 77 จังหวัดครอบคลุมทั้งประเทศ ได้มีการนำเสนอสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นกว่า 3,000 รายการ ด้วยส่วนลดสูงสุดถึง 58% ซึ่งมาตรการนี้จะดำเนินไปตลอดทั้งปี พร้อมกันนี้ ยังเร่งยกระดับมาตรฐานสินค้าชุมชนและ SME ทั่วประเทศ ด้วยการหารือกับกระทรวงอุตสาหกรรมในเรื่องมาตรฐาน มอก. และกระทรวงสาธารณสุขในเรื่อง อย. เพื่อนำสินค้าคุณภาพเหล่านี้เข้าสู่แพลตฟอร์มออนไลน์และร้านค้าทั่วไป

นอกจากนี้ โครงการ "ธงฟ้า" ซึ่งหลายฝ่ายอาจมองว่าเป็นแนวคิดเดิมๆ นางศุภจีชี้แจงว่า ได้มีการปรับกลยุทธ์เพื่อส่งตรงสินค้าลดราคาถึงประชาชนกลุ่มเปราะบางอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีทั้งจุดจำหน่ายถาวร และโครงการ "ธงฟ้าโมบาย" หรือรถพุ่มพวงเคลื่อนที่ ที่จะเข้าถึงชุมชนห่างไกลที่ไม่สามารถเดินทางมายังจุดจำหน่ายได้สะดวก โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนที่มีรถยนต์เข้ามาลงทะเบียนเป็นส่วนหนึ่งของผู้ขับรถพุ่มพวง เพื่อสร้างอาชีพและกระจายสินค้าไปยังพื้นที่ต่างๆ อีกด้วย พร้อมทั้งมีการเชื่อมโยงสินค้าเกษตรและชุมชนผ่าน "ตลาดนัดปันแท็ก" ทั่วประเทศ และใช้ปั๊มน้ำมันภายใต้สังกัดกระทรวงพลังงานเป็นจุดนัดพบในการจำหน่ายสินค้าเหล่านี้ เพื่อช่วยเหลือผู้ปกครองในช่วงเปิดเทอมเดือนพฤษภาคม กระทรวงพาณิชย์ยังเตรียมลงพื้นที่ ณ โรงเรียนและสถานศึกษากว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ เพื่อจัดหาสินค้านักเรียน เครื่องเขียน และอุปกรณ์การเรียนในราคาพิเศษ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว

บริหารสินค้าควบคุม: ชี้แจงบทบาทกระทรวง พร้อมรับมือปุ๋ย น้ำมันปาล์ม และเม็ดพลาสติก

ในประเด็นการบริหารจัดการสินค้าควบคุม ซึ่งมักก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน นางศุภจีได้ชี้แจงว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการควบคุมราคาสินค้าและบริการมีมาตั้งแต่ปี 2542 และมีสินค้าควบคุมกว่า 59 รายการมาตั้งแต่ปี 2543 ซึ่งรวมถึงสินค้าสำคัญอย่างน้ำมันเชื้อเพลิง ยา เวชภัณฑ์ บริการขนส่ง และน้ำตาลทราย โดยสินค้าเหล่านี้มีกฎหมายและหน่วยงานเฉพาะดูแลอยู่แล้ว หน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์จึงไม่ใช่การกำหนดราคา แต่เป็นการตรวจสอบการปฏิบัติตามราคาที่ประกาศ และปริมาณที่ถูกต้อง

สำหรับกรณีน้ำมันปาล์มที่เคยมีข่าวว่ามีการห้ามส่งออก รัฐมนตรีพาณิชย์ยืนยันว่าไม่มีการห้ามส่งออก แต่ผู้ประกอบการต้องขออนุญาตก่อน เพื่อให้รัฐบาลสามารถรักษาสมดุลอุปทานในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการใช้ในโครงการไบโอดีเซล และชี้แจงว่าราคาผลปาล์มในปัจจุบันอยู่ในช่วงขาขึ้นที่ 5.56 – 8.10 บาท ไม่ได้ตกต่ำอย่างที่กังวล และในส่วนของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้ถูกเพิ่มเป็นสินค้าควบคุมเพื่อดูแลด้านปริมาณ ไม่ใช่ราคา เพื่อป้องกันการขาดแคลนซึ่งจะส่งผลกระทบต่อราคาอาหารสัตว์และเนื้อสัตว์ และเม็ดพลาสติกก็ถูกเพิ่มเป็นสินค้าควบคุมในลักษณะเดียวกัน โดยมีการตั้งคณะทำงานข้ามกระทรวง ประกอบด้วย พาณิชย์ อุตสาหกรรม สาธารณสุข อว. และมหาดไทย เพื่อพุ่งเป้าไปที่เม็ดพลาสติกที่จำเป็นต่อบรรจุภัณฑ์อาหารและยา พัฒนางานวิจัยเพื่อลดความซับซ้อนในการใช้พลาสติก และถือโอกาสนี้ลดปริมาณขยะพลาสติกในระยะยาว ซึ่งปัจจุบันมีมากถึง 2.7 ล้านตันต่อปี แต่สามารถรีไซเคิลได้เพียง 25% เท่านั้น

ประเด็นสำคัญที่น่ากังวลคือสถานการณ์ปุ๋ยยูเรีย ซึ่งเป็นปุ๋ยที่พึ่งพาวัตถุดิบจากแหล่งที่มีปัญหาถึง 36% ของการใช้ในประเทศ นางศุภจีระบุว่า แม้สต็อกปุ๋ยยูเรียในประเทศรวมกับการนำเข้าในเดือนเมษายนคาดว่าจะเพียงพอถึงกลางเดือนพฤษภาคม แต่ก็เป็นเรื่องที่น่ากังวลทั้งด้านราคาและการขาดแคลน โดยยืนยันว่ายังไม่มีผู้ประกอบการรายใดส่งเรื่องขอขึ้นราคา เนื่องจากปุ๋ยยังอยู่ในหมวดควบคุมเบ็ดเสร็จ มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรจึงประกอบด้วย โครงการ "ธงเขียว" ที่ช่วยค่าปุ๋ย 300 บาทต่อกระสอบ (สูงสุด 50 กระสอบต่อครัวเรือน) พร้อมเพิ่มอีก 1 กระสอบสำหรับผู้มีบัตรยินดี และเตรียมโครงการ "แม่ปุ๋ยคนละครึ่ง" ร่วมกับ ธ.ก.ส. และกระทรวงเกษตรฯ เพื่อให้เกษตรกรสามารถผสมปุ๋ยให้ตรงกับความต้องการของดินในพื้นที่ของตน เพื่อการใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมกันนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังอยู่ระหว่างการเจรจากับมาเลเซียและบรูไนเพื่อนำเข้าแม่ปุ๋ยได้แล้วกว่า 60,000 ตัน และรองนายกรัฐมนตรีสีหศักดิ์ก็กำลังเจรจาเพื่อให้เรือปุ๋ย 5 ลำที่ติดค้างอยู่ในช่องแคบฮอร์มุซสามารถเดินทางมาถึงไทยได้ นอกจากนี้ กระทรวงยังคงดำเนินคดีกับผู้ประกอบการ 48 ราย ที่ขึ้นราคาโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ได้ปิดป้ายราคา และเชิญชวนประชาชนแจ้งเบาะแสผ่านสายด่วน 1569

รับมือการไต่สวน 301 สหรัฐฯ และปราบปรามนอมินี

เกี่ยวกับกรณีที่ไทยถูกไต่สวนตามมาตรา 301 ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม ในสองประเด็นหลักคือ กำลังผลิตส่วนเกินในภาคยานยนต์ ชิ้นส่วน ยาง และยา รวมถึงประเด็นการใช้แรงงานบังคับ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสินค้าทุกประเภท นางศุภจีกล่าวว่า รัฐบาลได้ตั้งคณะทำงาน "Team Thailand" ตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม โดยระดมความร่วมมือจากทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชน เพื่อรวบรวมข้อมูลและจัดส่งให้สหรัฐฯ ภายในวันที่ 15 เมษายน พร้อมทั้งมีการนัดหมายหารือทางเทคนิคกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ในวันที่ 13 พฤษภาคม และรัฐมนตรีพาณิชย์เองก็จะเดินทางไปยังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม เพื่อเจรจาในประเด็นดังกล่าว เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทย

ในด้านการส่งเสริมและปกป้อง SMEs ซึ่งคิดเป็น 99% ของบริษัททั้งหมดในประเทศ และสร้างรายได้คิดเป็น 35% ของ GDP รัฐบาลได้ดำเนินการอย่างจริงจัง โดยเฝ้าระวังสินค้านำเข้าที่ผิดปกติร่วมกับกรมศุลกากรและภาคเอกชน พร้อมใช้มาตรการตอบโต้ (เซฟการ์ด) ในลักษณะ Fast-track ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการไต่สวน 1 กรณี และยังจัดหาที่ปรึกษากฎหมายให้ SMEs ฟรีในการต่อสู้คดี นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมโครงการ "Made in Thailand First" โดยให้แต้มต่อในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

ส่วนการปราบปรามนอมินีและบัญชีม้า รัฐมนตรีพาณิชย์ชี้แจงว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ลดระยะเวลาในการขอใบอนุญาตจาก 60 วัน เหลือเพียง 30 วัน และบูรณาการข้อมูลกับ BOI เพื่ออำนวยความสะดวกในการลงทุน ขณะเดียวกัน ก็ได้เพิ่มความเข้มงวดในการจดทะเบียนบริษัท ทำให้จำนวนบริษัทที่เข้าข่ายนอมินีลดลงถึง 60% ในไตรมาสแรกของปีนี้ และลดลงอย่างมีนัยสำคัญในเดือนเมษายนหลังจากใช้มาตรการเข้มข้นขึ้น รวมถึงการปราบปรามบัญชีม้าที่ลดลงอย่างมากจาก 549 บริษัท เหลือเพียง 10 บริษัท หลังการออกมาตรการของขวัญปีใหม่ของรัฐบาล โดยมีการส่งคดีดำเนินงานไปยัง ป.ป.ช., DSI และกรมสรรพากร พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมแจ้งเบาะแสเพื่อการปราบปรามที่เข้มแข็ง

พลิกโฉมภาคเกษตร: มะพร้าว ทุเรียน ข้าว มุ่งตลาดโลก

นางศุภจีกล่าวถึงภาพยุทธศาสตร์การค้าและบริการในคลัสเตอร์ที่ 2 ซึ่งมุ่งลดภาระ เพิ่มรายได้ และพัฒนาโครงสร้างอย่างยั่งยืน โดยเน้นหลัก "Issue-based" ในการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคเกษตร ที่ต้องดูแลทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ รวมถึงการแปรรูปและการตลาด

สำหรับ มะพร้าวน้ำหอม ซึ่งประสบปัญหาผลผลิตเกินและคุณภาพตกต่ำในบางช่วง รัฐบาลได้ใช้มาตรการเร่งด่วนโดยการดูดซับอุปทานออกจากตลาดแล้วกว่า 10 ล้านลูก ผ่านโมเดิร์นเทรดและปั๊มน้ำมัน ควบคุมการนำเข้ามะพร้าวให้เป็นไปตามพันธะกรณี FTA และ WTO รณรงค์บริโภคในประเทศ พร้อมเปิดตลาดต่างประเทศใหม่ๆ เช่น ยุโรปและตะวันออกกลาง แม้จะเผชิญความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์ สำหรับระยะกลาง จะพัฒนา "ล้งชุมชน" ในจังหวัดสำคัญเพื่อช่วยเกษตรกรรวบรวม ดูแลคุณภาพ และหาตลาด ส่วนระยะยาวจะส่งเสริมการพัฒนาทักษะการผลิต การแปรรูปเพิ่มมูลค่า การสร้างนวัตกรรม และแบรนด์สินค้า รวมถึงการทำ Zoning และ Contract Farming เพื่อยกระดับคุณภาพผลผลิต

ในส่วนของ ทุเรียน ซึ่งมีการส่งออกไปจีนกว่า 90% รัฐบาลตระหนักถึงความเสี่ยง จึงมีเป้าหมายที่จะขยายตลาดรองในจีน และเปิดตลาดใหม่ในประเทศอื่นๆ รวมถึงการให้ความรู้แก่ตลาดต่างประเทศว่าทุเรียนลูกเล็กก็มีรสชาติดีไม่แพ้ลูกใหญ่ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาด พร้อมส่งเสริมการแปรรูปทุเรียนเพื่อเพิ่มมูลค่า

สำหรับ ข้าว รัฐบาลมุ่งผลักดันข้าวคุณภาพ เช่น ข้าวหอมมะลิ ข้าวรักษ์โลก ข้าว GI และข้าวสุขภาพ โดยดูแลตั้งแต่การพัฒนาเมล็ดพันธุ์ การดูแลการผลิตให้ถูกต้องตามสภาพดิน และควบคุมตลาดข้าวขาวโดยการซื้อนำตลาดและกระจายไปยังหน่วยงานภาครัฐ เช่น กรมราชทัณฑ์ กระทรวงกลาโหม เพื่อไม่ให้ราคาตกต่ำเกินไป พร้อมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนในการแปรรูป และเปิดตลาดส่งออกใหม่ๆ โดยเฉพาะข้าว G2G กับจีนที่ได้ส่งมอบไปแล้ว 40,000 ตัน และยังคงเจรจานำสินค้าเกษตรอื่นๆ เข้าเป็นส่วนหนึ่งของการเจรจาการค้ากับต่างประเทศ

ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการค้าบริการและการท่องเที่ยว

ในด้านยุทธศาสตร์การค้า รัฐมนตรีพาณิชย์กล่าวถึงความจำเป็นในการจัดการกับ ตลาดหลัก อย่างสหรัฐอเมริกา โดยเร่งเจรจาเรื่อง Section 301 และ ARTEX ให้สำเร็จ และ ตลาดยุโรป ที่จะเร่งสรุปการเจรจา FTA รอบที่ 9 ในเดือนมิถุนายน รวมถึงมองหาโอกาสจาก ยุทธศาสตร์ 5 ปีใหม่ของจีน ที่หันมาเน้นการลงทุน เทคโนโลยี AI และไบโอเทคโนโลยีมากขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสให้ไทยสามารถปรับตัวและร่วมเป็นพันธมิตรได้ ส่วน ตลาดใหม่ ได้แก่ อินเดีย ซึ่งจะมีการแต่งตั้งผู้แทนการค้าเพื่อดูแลตลาดนี้โดยเฉพาะ ลาตินอเมริกา และแอฟริกา ซึ่งมีศักยภาพในการเป็นคู่ค้าแต่ยังต้องแก้ไขปัญหาด้านการชำระเงิน

นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับ เศรษฐกิจสุขภาพและการดูแล (Health and Care Economy) โดยใช้จุดแข็งของไทยในการบริการ เพื่อพลิกโอกาสจากสังคมสูงวัย และยกระดับ โครงสร้างพื้นฐานและการท่องเที่ยว โดยปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในเมืองรอง และสร้าง "ปฏิทินประเทศไทย 365 วันเที่ยวได้" เพื่อกระจายนักท่องเที่ยวไปยังภูมิภาคต่างๆ ตามฤดูกาลและกิจกรรมที่เหมาะสมตลอดทั้งปี"

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวดีสงกรานต์ หั่นดีเซล-เบนซิน 1- 6 บาท
ข่าวดีสงกรานต์ หั่นดีเซล-เบนซิน 1- 6 บาท