News Logo
หน้าแรก
‘บางจาก’ โชว์ไตรมาส 1 ปี 69 มีกำไร 6.14 พันล้าน เพิ่มกว่าเท่าตัว

‘บางจาก’ โชว์ไตรมาส 1 ปี 69 มีกำไร 6.14 พันล้าน เพิ่มกว่าเท่าตัว

14 พ.ค. 2569 19:45
ผู้ชม 12 คน

‘บางจาก’ เผยไตรมาสแรกปี69 กวาดกำไร 6.14 พันล้านเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว แต่เตรียมรับต้นทุนทยอยเพิ่มตั้งแต่ไตรมาส 2

สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กลุ่มบริษัทบางจาก รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 มีรายได้จากการขายและการให้บริการ 142,528 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกีบปีก่อน มี EBITDA 17,795 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 94% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 40% เมื่อเทียบกับปีก่อน มีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ(ที่ไม่รวมรายการพิเศษ) 953 ล้านบาท ทั้งนี้ หากรวมรายการพิเศษที่เกิดขึ้นในไตรมาส บริษัทมีกำไรส่วนของบริษัทใหญ่ 6,144 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนและปีก่อน คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 4.17 บาท

นายชัยวัฒน์กล่าวว่า บริษัทฯ สามารถบริหารการดำเนินงานและห่วงโซ่อุปทานภายใต้สถานการณ์ตลาดพลังงานโลกที่ผันผวนตามความตึงตัวของอุปทานและความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทำสถิติการผลิตเฉลี่ยที่ระดับ 279,800 บาร์เรลต่อวัน และมีปริมาณการจำหน่ายน้ำมันรวม 3,700 ล้านลิตร ซึ่งเป็นระดับสูงสุด

อย่างไรก็ตาม ยังมีความไม่แน่นอนของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก ซึ่งบริษัทฯ ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อปรับแผนธุรกิจให้เหมาะสม

นายชัยวัฒน์กล่าวอีกว่า ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงานโลกตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 กลุ่มบริษัทบางจากยังคงทำหน้าที่สนับสนุนความต่อเนื่องในการจัดหาและส่งมอบพลังงานของประเทศ และจัดหาน้ำมันดิบที่จากหลายภูมิภาคทั่วโลก ส่งผลให้ในไตรมาส 1 ปี 2569 บริษัทฯได้รับผลกระทบในระดับที่จำกัด อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวและความไม่แน่นอนในการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ต้นทุนน้ำมันดิบ ส่วนต่างราคาน้ำมันดิบ (Crude Premium) ต้นทุนค่าขนส่งและประกันภัยปรับตัวสูงขึ้น สะท้อนความเสี่ยงจากภาวะสงคราม (War Risk Premium) ซึ่งบริษัทฯ จะทยอยรับรู้ผลกระทบตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป

นายชัยวัฒน์กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทฯ ยังรับรู้ผลจากความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง (Recurring Synergy) และรับรู้ผลประโยชน์จากการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานของโรงกลั่นน้ำมัน 2 แห่ง รวมประมาณ 2,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่ 1,800 ล้านบาท จากการบริหารการจัดหาและสั่งซื้อน้ำมันดิบ รวมถึงการบริหารกำลังการกลั่นของโรงกลั่นน้ำมันบางจากศรีราชา พร้อมทั้งขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศ ผ่านการเข้าทำสัญญา ซื้อขายหุ้น Chevron Hong Kong Limited (“CHK”) ในสัดส่วน 100% ซึ่งประกอบไปด้วยสถานีบริการน้ำมัน 31 แห่ง พร้อมคลังน้ำมันและท่าเทียบเรือ เพื่อสนับสนุนการบริหารธุรกิจโรงกลั่น การค้าน้ำมัน และธุรกิจการตลาดในระยะยาว ตลอดจนรองรับการพัฒนาธุรกิจน้ำมันเรือเดินสมุทรแบบครบวงจร คาดว่าธุรกรรมดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายในกลางปี 2569

นางสาวภัทร์ภูรี ชินกุลกิจนิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานบัญชีและการเงิน รายงานผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกของปี 2569 และปัจจัยบวกสำคัญของแต่ละกลุ่มธุรกิจ ว่า กลุ่มธุรกิจโรงกลั่น มี EBITDA 10,245 ล้านบาท ปรับสูงขึ้นมากกว่า 100% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนและปีก่อน จากปัจจัยต่างๆ ทั้งการเพิ่มกำลังการผลิตเฉลี่ยสูงสุดอยู่ที่ระดับ 279,800 บาร์เรลต่อวัน ค่าการกลั่นพื้นฐานที่ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 18.57 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ตาม Crack Spread ในกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำมันดีเซลและน้ำมันอากาศยานที่ปรับเพิ่มขึ้น อันเป็นผลจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมทั้งการรับรู้ Inventory Gain ของกลุ่มธุรกิจโรงกลั่น การตลาด และพลังงานชีวภาพ เทียบเท่า 8,299 ล้านบาท ตามทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นในเดือนมีนาคม

นางสาวภัทร์ภูรีกล่าวว่า ธุรกิจการตลาด มี EBITDA 1,563 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โดยมีปริมาณการจำหน่ายน้ำมันรวมสูงสุด 3,700 ล้านลิตร จากการขยายตัวของธุรกิจค้าปลีกตามความต้องการใช้น้ำมันที่เร่งตัวขึ้นจากความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ราคาน้ำมันและภาวะขาดแคลนน้ำมัน ณ สิ้นไตรมาส มีสถานีบริการ 2,217 สถานี จุดชาร์จ EV 592 สถานี มีส่วนแบ่งทางการตลาดผ่านสถานีบริการ 27.7% และยังมุ่งนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงทั้ง Premium 97 และ Premium Diesel โดยมีส่วนแบ่งการตลาดในตลาดน้ำมันพรีเมี่ยมกว่า 18.6% นอกจากนี้ ยังเริ่มจำหน่ายน้ำมันดีเซล B20 ผ่านเครือข่ายสถานีบริการ 40 สถานี

นางสาวภัทร์ภูรี กล่าวต่อว่า ธุรกิจพลังงานชีวภาพ มี EBITDA 408 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 68% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และ 42% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากปริมาณการจำหน่ายเอทานอลและไบโอดีเซลที่เพิ่มขึ้น รวมถึงมาตรการภาครัฐในการปรับเพิ่มสัดส่วนผสมน้ำมันดีเซลพื้นฐานจาก B5 เป็น ส่วนกลุ่มธุรกิจการค้าน้ำมัน มี EBITDA 266 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และ 33 % เมื่อเทียบกับปีก่อน

นางสาวภัทร์ภูรี ระบุด้วยว่า กลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ มี EBITDA 4,308 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่า 100% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน จากราคาขายเฉลี่ยน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ปรับเพิ่มขึ้น ตามสถานการณ์พลังงานโลกและความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นในช่วงฤดูหนาว กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน มี EBITDA 1,396 ล้านบาท ลดลง 12% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน แต่เพิ่มขึ้น 55% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ และธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานลม Monsoon ใน สปป. ลาว ได้รับผลกระทบจากปัจจัยด้านฤดูกาล ด้านโครงการคลังน้ำมันและท่าเทียบเรือในประเทศไทย มีปริมาณการใช้ถังเก็บน้ำมันเทียบเท่ากับไตรมาสก่อนจากสัญญาเช่าแบบคงที่ ขณะที่ปริมาณการใช้ท่อเพื่อขนถ่ายน้ำมันลดลงจากการใช้บริการขนถ่ายน้ำมันของลูกค้าลดลง

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวเศรษฐกิจ
บางจาก



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'สรรเพชญ' เร่ง SRTA พัฒนาที่ดินการรถไฟฯสร้างรายได้-ลดภาระ
'สรรเพชญ' เร่ง SRTA พัฒนาที่ดินการรถไฟฯสร้างรายได้-ลดภาระ