พันธมิตรผู้เลี้ยงกุ้งไทยร้อง "วุฒิสภา" เร่งแผนกู้อุตสาหกรรมกุ้ง ดันผลผลิต 4 แสนตัน ลดต้นทุน พร้อมตั้งกระทู้จี้รัฐบาลช่วยเกษตรกร ด้าน รอง ปธ.วุฒิฯ ชี้เรื่องนี้ต้องทำอย่างเร่งด่วน เพราะสำคัญต่อ ศก.ไทยไปแข่งบนเวทีโลก
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 น. พันธมิตรผู้เลี้ยงกุ้งไทย นำโดยนายเอกพจน์ ยอดพินิจ นายกสมาคมกุ้งไทย พร้อมด้วยนายอภิชิต วรกิจ เลขาธิการพันธมิตรผู้เลี้ยงกุ้งไทย และนายชูพงษ์ ลือสุขประเสริฐ เลขาธิการสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย ได้เข้ายื่นหนังสือถึงนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เรื่องขอความอนุเคราะห์พิจารณาผลักดันมาตรการแก้ไขปัญหาอุตสาหกรรมกุ้งไทยอย่างเร่งด่วน โดยมี พล.อ. เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่ง เป็นผู้รับเรื่อง ณ โรงแรมไดมอนด์พลาซ่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี ภายในงานสัมมนาเชิงวิชาการที่จัดโดยสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งลุ่มน้ำท่าทองจำกัด การเคลื่อนไหวครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเร่งฟื้นฟูอุตสาหกรรมกุ้งไทยให้สามารถกลับมาแข่งขันในตลาดโลกได้อีกครั้ง ด้วยการเพิ่มผลผลิตกุ้งคุณภาพเพื่อเป็นวัตถุดิบเข้าโรงงานให้ถึง 400,000 ตันตามเป้าหมาย และลดต้นทุนการผลิต ซึ่งเคยเป็นผู้นำและสร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศ
นายเอกพจน์ ยอดพินิจ ย้ำว่า กุ้งไทยยังมีจุดแข็งด้านคุณภาพ ความปลอดภัยอาหาร การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และศักยภาพของห้องเย็นแปรรูปส่งออก ซึ่งสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าได้ดีเยี่ยม อุตสาหกรรมกุ้งไทยเคยเป็นหนึ่งในภาคเกษตรที่สำคัญอย่างยิ่ง เคยเป็นผู้นำอันดับหนึ่งของโลกทั้งด้านการผลิตและการส่งออก โดยในปี 2553 มีผลผลิตสูงสุดถึงกว่า 640,000 ตัน และมีมูลค่าส่งออกกว่า 110,000 ล้านบาทในปี 2554 สร้างงานและรายได้ให้แก่เกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องกว่า 2,000,000 คน ตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรม และใช้วัตถุดิบในประเทศกว่า 90%
อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปี 2555 อุตสาหกรรมกุ้งไทยได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากวิกฤตโรคตายด่วน ส่งผลให้ผลผลิตลดลงเหลือเฉลี่ยเพียง 270,000-280,000 ตัน และมูลค่าส่งออกคงเหลือประมาณ 40,000 ล้านบาท ทำให้ประเทศสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจกว่า 500,000 ล้านบาท ตลอด 13 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันผลผลิตกุ้งขาวและกุ้งกุลาดำในปี 2568 รวมอยู่ที่ 280,000 ตัน โดยปัญหาหลักของเกษตรกรคือเรื่องโรค เช่น โรคตัวแดงดวงขาว โรคตายด่วน โรคขี้ขาว และโรคหัวเหลือง ซึ่งทำให้การเลี้ยงไม่ประสบความสำเร็จและเป็นต้นทุนแฝงที่สูงกว่าคู่แข่ง นอกจากนี้ ปริมาณผลผลิตที่ลดลงยังส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการห้องเย็นและโรงงานแปรรูป ที่ไม่สามารถผลิตและรับคำสั่งซื้อได้เต็มศักยภาพ ขณะที่ราคากุ้งในประเทศก็ลดลง และการบริโภคภายในประเทศก็มีแนวโน้มลดลงจากสถานการณ์โลกและจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง
ก่อนหน้านี้ พันธมิตรผู้เลี้ยงกุ้งไทย ซึ่งรวมตัวกัน 19 องค์กร ได้ยื่นหนังสือเพื่อขอให้มีการดำเนินมาตรการแก้ปัญหาต่อรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายอัครา พรหมเผ่า) ซึ่งได้สั่งการให้กรมประมงจัดทำ (ร่าง) แผนปฏิบัติการเพื่อยกระดับการแก้ไขปัญหากุ้งทะเลเป็นวาระแห่งชาติ พ.ศ. 2569-2573 แผนดังกล่าวประกอบด้วย 11 มาตรการ 38 กิจกรรม วงเงินงบประมาณ 5,537 ล้านบาท ซึ่งทุกฝ่ายหวังว่าจะเป็นทางออกที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ แต่ด้วยความล่าช้าในการผลักดันแผนดังกล่าว จึงนำมาสู่การยื่นหนังสือร้องเรียนต่อวุฒิสภาในครั้งนี้ และจะมีการยื่นหนังสือขอเข้าพบนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องต่อไป เพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมีความกังวลเกี่ยวกับการตรวจพบสารตกค้าง 1 รายการในสินค้ากุ้งไทยที่ส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและตัวเลขการส่งออกในตลาดโลก จึงต้องการให้วุฒิสภาเป็นตัวกลางสะท้อนปัญหานี้ไปยังฝ่ายบริหาร
พล.อ. เกรียงไกร ศรีรักษ์ เปิดเผยภายหลังรับหนังสือว่า วุฒิสภาตระหนักถึงความเดือดร้อนของเกษตรกรและพร้อมทำหน้าที่เป็นตัวกลางประสานงานกับรัฐบาลอย่างเต็มที่ โดยจะใช้กลไกทางนิติบัญญัติที่มีอยู่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการนำเข้าหารือในที่ประชุมวุฒิสภา การตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง และการยื่นญัตติเพื่อเปิดอภิปรายในประเด็นดังกล่าว เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมและรวดเร็วที่สุด พล.อ. เกรียงไกร กล่าวทิ้งท้ายว่า "ปัญหาอุตสาหกรรมกุ้งไทยถือเป็นเรื่องสำคัญที่ผูกติดกับปากท้องของเกษตรกรและโครงสร้างเศรษฐกิจการส่งออกของประเทศ ทุกฝ่ายจำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อเร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่น และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของกุ้งไทยในตลาดโลกให้กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง"




