News Logo
หน้าแรก
‘ดิทโต้’ จ่อขาย Blu Green Token ไตรมาส 3 ระดมทุน 480 ล. ปลูกป่าชายเลน

‘ดิทโต้’ จ่อขาย Blu Green Token ไตรมาส 3 ระดมทุน 480 ล. ปลูกป่าชายเลน

27 พ.ค. 2569 11:25
ผู้ชม 12 คน

‘ดิทโต้’ จ่อขาย Blu Green Token ไตรมาส 3 ปีนี้ระดมทุน 480 ล้านบาทปลูกป่าชายเลน สร้างคาร์บอนเครดิต เป็นโทเคนด้านสิ่งแวดล้อมรายแรกของไทย อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฯ ชี้ ร่างกม.ลดโลกร้อน ช่วยดันไทยสู่ฮับคาร์บอนเครดิต เทรดดิ้ง พลิกโฉมประเทศ

สำนักข่าว Next News รายงานว่า บริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DITTO แถลงเปิดตัว Blu Green Token ซึ่งเป็นโทเคนการลงทุนเพื่อสิ่งแวดล้อมรายแรกของไทย ที่โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพ เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคมที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม หรือกรมลดโลกร้อน บรรยายถึงสถานการณ์โลกร้อนและความคืบหน้าของร่างพ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ว่า เศรษฐกิจสีเขียวจะเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ของไทย เครื่องยนต์เศรษฐกิจเดิมที่เราใช้ขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศมาจนถึงปัจจุบันประสิทธิภาพถดถอย และจากสงครามในตะวันออกกลางทุกประเทศทั่วโลกได้รับผลกระทบหมด ทำให้เกิดคำถามในหลายประเทศ รวมทั้งไทยว่า ถ้าเรายังพึ่งพาพลังงานฟอสซิลต่อไป ในอนาคตจะคุ้มค่าหรือไม่

ดร.พิรุณกล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีเรื่องสงครามการค้า การนำเรื่องสิ่งแวดล้อมมาเป็นกำแพงภาษี ที่สหภาพยุโรป(อียู) เริ่มบังคับใช้ CBAM การนำสินค้าไปขายในอียูต้องดีแคลร์เรื่องการปล่อยคาร์บอน และจะเก็บค่าธรรมเนียมคาร์บอนส่วนเพิ่ม

ดร.พิรุณกล่าวว่า เครื่องมือใหม่ที่เรากำลังทำคือร่างพ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือพ.ร.บ.ลดโลกร้อน จะกำหนดเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคอุตสาหกรรมบางประเภท และบังคับรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตอนนี้มีข้อมูลแล้วกว่า 4,000 บริษัท ช่วงแรกจะทดลองใช้ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือ ETS ที่จะแจกสิทธิฟรีก่อน จากนั้นจะเข้าสู่เฟสการชำระเงินจริง

ดร.พิรุณกล่าวว่า นอกจากนี้ในร่างกฎหมายจะมีเรื่องภาษีคาร์บอน และเรื่องคาร์บอนเครดิต อีกทั้งจะนำมาตรการ CBAM ของไทยมาใช้ โดยปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดนสำหรับสินค้าที่จะนำเข้ามา ที่ปล่อยคาร์บอนสูงกว่าเรา เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมในประเทศ และป้องกันการดัมพ์สินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ โดยรายได้ทั้งหมดจะเข้าสู่กองทุนสภาพภูมิอากาศ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่คาร์บอนต่ำ

“สำหรับป่าชายเลนเป็นคาร์บอนเครดิตที่มีคุณค่า มีราคาสูง พอเราโทเคนไนซ์ ก็จะมีความโปร่งใส ที่สำคัญเอื้อให้คนเข้ามาลงทุนได้ง่าย ให้คนเล็กคนน้อยซื้อได้ ต่อไปถ้าลิงก์เข้ากับระบบ ETS ซึ่งน่าจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้ ความต้องการก็จะชัดเจน จะเอาตลาดที่เป็นภาคบังคับมาบวกกับตลาดที่เป็นภาคสมัครใจ โดยกำหนดความต้องการที่ชัดเจน และมีการแมชชิ่งกันระหว่างผู้ซื้อผู้ขาย จะทำให้ประเทศไทยมีฐานอำนาจให้เกิดคาร์บอนเครดิต เทรดดิ้ง ฮับ สิ่งนี้จะเป็นการพลิกโฉมประเทศไทย ขอให้ช่วยกันสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่กับประเทศ"ดร.พิรุณกล่าว

ดร.พิรุณให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า ขณะนี้คณะกรรมกฤษฎีกากำลังเร่งพิจารณาร่างพ.ร.บ.ลดโลกร้อนเพื่อให้เสร็จโดยเร็ว ก่อนจะส่งกลับครม.แล้วเสนอเข้าสภา คาดคาดว่ากฎหมายจะบังคับใช้ช่วงไตรมาส 3 ปี 2570 ส่วนเรื่องกฎหมายลูกมีการเตรียมพร้อมไว้แล้ว

ต่อมา นายฐกร รัตนกมลพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (DITTO) กล่าวถึงที่มาโครงการปลูกป่าชายเลนเพื่อประโยชน์คาร์บอนเครดิต ว่า จุดเริ่มต้นโครงการนี้มาจากบริษัท สยาม ทีซี เทคโนโลยี จำกัด หรือ STCT ซึ่งเป็นบริษัทลูก ได้ทำโครงการพิพิธภัณฑ์ป่าชายเลนมานานจนมีความรู้ ความเชี่ยวชาญทำให้รู้ว่าป่าชายเลนมีประโยชน์ในด้านการดูดซับคาร์บอนได้เป็นอย่างดี ประกอบกับในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาภาวะโลกร้อนทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เกิดภัยพิบัติต่างๆ ตามมามากมาย

นายฐกรกล่าวว่า DITTO ในฐานะที่เป็นบริษัทของคนไทยจึงน่าจะเข้ามามีส่วนในการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน อีกทั้งในช่วง 2 ปีที่แล้ว กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) มีนโยบายเปิดให้เอกชนเข้าร่วมโครงการปลูกป่าชายเลนเพื่อประโยชน์คาร์บอนเครดิต โดยปัจจุบัน STCT ได้รับสิทธิในการดูแลพื้นที่ป่าชายเลนรวมทั้งสิ้นกว่า 175,196.05 ไร่

โครงการปลูกป่าชายเลนเพื่อประโยชน์คาร์บอนเครดิตจึงเป็นโอกาสทางธุรกิจและจะเป็น New S Curve ของ STCT ในอนาคต เนื่องจากจะเป็นแหล่งสร้างรายได้ในระยะยาวและยั่งยืน ขณะเดียวกันก็มีส่วนในการช่วยแก้ปัญหาโลกร้อน และผลที่ตามมาคือได้ฟื้นฟูสภาพป่าชายเลนจะทำให้ระบบนิเวศชายฝั่งและสิ่งแวดล้อมในชุมชนกลับมามีความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งรายได้ส่วนหนึ่งจาการขายคาร์บอนเครดิตจะนำมาใช้สำหรับในการดูแลรักษาป่าชายเลน ให้ชุมชนมีแหล่งสร้างอาชีพ โดยได้มีการว่าจ้างคนในชุมชนเพื่อดูแลรักษาป่า โครงการนี้จึงไม่ใช่แค่การทำ CSR แต่เป็นโครงการที่สร้างความยั่งยืนให้กับป่าชายเลนและชุมชนไปพร้อมๆ กัน

นายฐกรกล่าวว่า สำหรับตลาดคาร์บอนเครดิตในประเทศตอนนี้ยังเป็นแบบภาคสมัครใจ แต่กำลังเดินไปสู่ภาคบังคับในอนาคตอันใกล้หลังจาก พ.ร.บ.โลกร้อนฯ มีผลบังคับใช้ ที่ผ่านมากฎหมายนี้ได้ผ่านร่างต่อคณะรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้วเตรียมนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ ต่อไป เหตุที่ต้องเป็นภาคบังคับเพราะประเทศไทยต้องทำการค้ากับต่างประเทศทั่วโลกซึ่งหลายภูมิภาคได้เข้าสู่ภาคบังคับแล้ว จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ประเทศไทยต้องมีภาคบังคับเช่นเดียวกันเพื่อจะสามารถส่งสินค้าเข้าไปแข่งขันได้ ซึ่ง พ.ร.บ. โลกร้อนฯ มีความสำคัญกับการค้าอย่างมาก ฉะนั้นโครงการปลูกป่าชายเลนเพื่อประโยชน์คาร์บอนเครดิต นอกจากช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนแล้วยังมีส่วนช่วยให้ภาคธุรกิจของไทยสามารถแข่งขันกับนานาชาติได้ รวมถึงเรื่องของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะทำให้สินค้าของไทยมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับทั่วโลก

นายฐกรกล่าวว่า ขณะเดียวกันเมื่อประเทศไทยมีภาคบังคับ จะส่งผลให้ปริมาณความต้องการคาร์บอนเครดิตมากขึ้น ปัจจุบันประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกปีละ 380 ล้านตันคาร์บอน แต่คาร์บอนเครดิตที่ได้จากโครงการปลูกป่าชายเลนของบริษัทคาดว่าจะได้เพียงแค่ปีละประมาณ 1 ล้านตัน ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับความต้องการของตลาด ดังนั้น เมื่อถึงจุดที่ตลาดมีความต้องการมากกว่าคาร์บอนเครดิตที่ผลิตได้ ราคาคาร์บอนเครดิตก็จะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้ กรณี CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ที่เป็นมาตรการที่ทางสหภาพยุโรปบังคับใช้สำหรับสินค้าที่ส่งออกไปในตลาดยุโรปเป็นตัวเร่งแล้ว ยังมีปัจจัยจากแรงกดดันของผู้บริโภคสินค้าในยุโรปที่ต้องการสนับสนุนสินค้าที่มีส่วนในการช่วยลดโลกร้อน และให้ความสำคัญกับสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เท่ากับช่วยกระตุ้นให้ความต้องการคาร์บอนเครดิตเพิ่มมากขึ้น

ด้านนายชัยทัด กุลโชควนิช รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตามที่ STCT ได้สิทธิในการปลูกและดูแลรักษาพื้นที่ป่าชายเลนรวมกว่า 1.7 แสนไร่ เป็นระยะเวลา 30 ปี STCT ได้ทำการจัดสรรพื้นที่ป่าปลูกใหม่ 17,531.04 ไร่ ระยะเวลา 7 ปี มาเป็นโครงการอ้างอิงสำหรับการออกและเสนอขายโทเคนดิจิทัล ซึ่งจะเป็นโทเคนดิจิทัลเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโครงการแรกของไทย โดยที่โครงการมีสินทรัพย์ที่เป็นคาร์บอนเครดิตจากพื้นที่ป่าดังกล่าวรองรับจำนวน 4 แสนตัน

นายชัยทัดกล่าวว่า จุดเด่นของโครงการนี้ คือ การบริหารความเสี่ยงด้านปริมาณ ซึ่งพื้นที่ป่าชายเลน 17,531.04 ไร่ คาดว่าจะสามารถผลิตคาร์บอนเครดิตได้เกิน 1 ล้านตันคาร์บอน ภายในระยะเวลา 7 ปี โดย STCT นำคาร์บอนเครดิต 4 แสนตัน มาอ้างอิงสำหรับโครงการโทเคนดิจิทัล ส่วนที่เหลือจะเก็บสำรองไว้ในกรณีเกิดเหตุสุดวิสัย ผู้ที่ถือโทเคนดิจิทัลจะได้รับผลตอบแทนจากการขายคาร์บอนเครดิต หรือ ได้รับผลตอบแทนทบต้นสะสม 3% ต่อปีพร้อมเงินลงทุนเริ่มต้นคืน หากผู้ออกโทเคนดิจิทัลไม่สามารถขายคาร์บอนเครดิตอ้างอิงได้

เมื่อถามว่า ทำไมต้องเป็น Blu Green Token นายชัยทัดกล่าวว่า เนื่องจากคาร์บอนเครดิตที่ได้มาจากป่าชายเลนมีคุณสมบัติสามารถดูดซับคาร์บอนมากกว่าป่าบกถึงกว่า 10 เท่า และยังช่วยรักษาระบบนิเวศน์ ลดการกัดเซาะชายฝั่ง ช่วยให้แหล่งที่อยู่ของสัตว์น้ำมีความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งความอุดมสมบูรณ์ของป่ายังช่วยให้คนในชุมชนมีอาชีพ เช่น ประมงพื้นบ้าน ชาวบ้านมีชีวิตที่ดีขึ้น จากคุณสมบัติดังกล่าว คาร์บอนเครดิตจากป่าชายเลนจึงถูกยกให้เป็นประเภท Blue Carbon แต่ที่ใช้ชื่อ Blu โดยไม่มีตัว e ถือเป็นลูกเล่นการตลาด ส่วน Green Token เป็นประเภทของโทเคนดิจิทัลที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม ดังนั้น การที่ทุกคนเข้ามาลงทุนกับ Blu Green Token เท่ากับได้สนับสนุนชุมชนและช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมไปด้วย

นายชัยทัดกล่าวอีกว่า Blu Green Token คาดว่ากำหนดการเปิดจองซื้อและเข้าจดทะเบียนซื้อขายในศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Exchange) ภายในไตรมาสที่ 3 ปีนี้ ซึ่งโดยปกติจะสามารถซื้อขายเปลี่ยนมือได้ตลอด 24 ชั่วโมงหากสามารถเข้าจดทะเบียนซื้อขายได้แล้วเสร็จ

“เพื่อสร้างความมั่นใจกับผู้ลงทุน เราขอยืนยันว่าสถานะของ DITTO ในฐานะถือหุ้นใหญ่ของ STCT (ผู้ออกโทเคนดิจิทัล) และเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ผลประกอบการปีล่าสุดมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 3 พันล้านบาท กำไรสุทธิราว 600 ล้านบาท บริษัทแทบไม่มีเงินกู้ บวกกับมี Backlog โครงการ และสถานะเงินสดที่แข็งแกร่ง ทำให้เชื่อมั่นว่าจะสามารถให้การสนับสนุนทางการเงินเท่าที่จำเป็นแก่ STCT ได้ กรณีมีเหตุสุดวิสัยที่อาจเกิดขึ้นกับโครงการโทเคนดิจิทัลในอนาคต” นายชัยทัด กล่าว

ด้านนายวันรบ บุญธรรม ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน (CIO) บริษัท โทเคน เอกซ์ จำกัด (Token X) ในฐานะผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัล (ICO Portal) กล่าวว่า Blu Green Token เป็นตัวอย่างที่ดีมากในการผสานโครงการด้านสิ่งแวดล้อม เข้ากับ Tokenization เกิดเป็นโครงการ Real-World Assets (RWA) Tokenization ที่มีสินทรัพย์หรือโครงการอ้างอิงอยู่จริง ออกและเสนอขายโดยบริษัทที่มีความน่าเชื่อถือ ที่สำคัญคือเงินระดมทุนจะถูกใช้ไปกับโครงการสีเขียว ตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาระดับสากลที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะส่งผลต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์ในภายภาคหน้าอย่างแน่นอน

นายวันรบกล่าวว่า Blu Green Token ถือเป็นนวัตกรรมด้านเงินทุนสีเขียว (Green Financing) แบบหนึ่งในลักษณะของ Investment Token ประเภทกลุ่มโทเคนดิจิทัลกลุ่มความยั่งยืนภายใต้กฎระเบียบของสำนักงาน ก.ล.ต. โดยรูปแบบของกฎเกณฑ์เองได้มีการนำ Framework สำหรับ Green Financing ระดับสากลมาใช้ ทั้งนี้ ปัจจุบัน Blu Green Token ได้รับการอนุญาตโดยสำนักงาน ก.ล.ต. ให้สามารถออกและเสนอขายได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นายวันรบกล่าวว่า เป็นจุดเริ่มต้นของนวัตกรรมด้าน Green Financing ระดับภูมิภาค ที่ไม่เพียงแต่การนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้กับโครงการที่มีประโยชน์ต่อโลก แต่ยังเป็นการออกแบบโครงสร้างการระดมทุนให้เหมาะสมกับรูปแบบของกิจการ ขณะที่ยังคำนึงถึงโอกาสในการได้รับผลตอบแทนและกลไกปกป้องดูแลผู้ลงทุนควบคู่กันไป จุดเด่นของ Blu Green Token คือการเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนมีส่วนร่วมในโครงการฟื้นฟูป่าชายเลน พร้อมกับโอกาสรับผลตอบแทนแบบไม่จำกัด Upside ขึ้นอยู่กับภาวะตลาดคาร์บอนเครดิตในอนาคต ซึ่งอ้างอิงจากราคาขายคาร์บอนเครดิตสุทธิจำนวน 4 แสนตัน ที่จะเริ่มทยอยจำหน่ายตั้งแต่ปีที่ 5 ของโครงการเป็นต้นไป ขณะที่มียังมีกลไกปกป้องเงินลงทุนเริ่มต้นพร้อมผลตอบแทนทบต้นสะสม 3% ต่อปี

“เราเชื่อว่า Blu Green Token จะช่วยยกระดับบทบาทของสินทรัพย์ดิจิทัลในตลาดทุนไทย จากเครื่องมือทางการเงินรูปแบบใหม่ ไปสู่กลไกที่สามารถเชื่อมโยงเงินทุนจากผู้ลงทุนเข้ากับโครงการที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนได้รับผลตอบแทนจากมูลค่าของคาร์บอนเครดิตที่มีแนวโน้มเติบโตในอนาคต” นายวันรบกล่าว

รายงานข่าวแจ้งว่า บริษัท สยาม ทีซี เทคโนโลยี จำกัด ในเครือ DITT ริเริ่มโครงการฟื้นฟูป่าชายเลนเพื่อตอบโจทย์ทั้งการอนุรักษ์ธรรมชาติและการสร้างโอกาสทางธุรกิจรูปแบบใหม่ โดยมุ่งเน้นการแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งควบคู่ไปกับการผลิตคาร์บอนเครดิตเพื่อรับมือกับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทางบริษัทได้ร่วมมือกับ Token X เพื่อนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้แปลงสิทธิในคาร์บอนเครดิตให้กลายเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล หรือการทำ Tokenization ซึ่งช่วยเพิ่มความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ช่วยเปิดโอกาสให้นักลงทุนรายย่อยสามารถเข้าถึงการลงทุนในด้านสิ่งแวดล้อมได้ง่ายขึ้นผ่านการแบ่งสัดส่วนโครงการขนาดใหญ่ให้เล็กลง

รายงานข่าวแจ้งว่า โครงการดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่กว่าแสนไร่ โดยมีการจัดสรรสิทธิการดูแลระยะยาวและแบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกับภาครัฐอย่างเป็นระบบ ถือเป็นการผสานนวัตกรรมทางการเงินเข้ากับการฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างยั่งยืนและมีมาตรฐานสากลรองรับ

รายงานข่าวแจ้งว่า “Blu Green Token” 1.20 บาทต่อ 1 โทเคน จำนวน 400 ล้านโทเคน รวมมูลค่า 480 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาโครงการปลูกป่าชายเลน โดยมีคาร์บอนเครดิต 4 แสนตันเป็นสินทรัพย์อ้างอิง

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวเศรษฐกิจ



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'อนุทิน-เอกนิติ' หารือปธน.ฝรั่งเศส ยกระดับลงทุน ดันไทยฮับศก.อาเซียน
'อนุทิน-เอกนิติ' หารือปธน.ฝรั่งเศส ยกระดับลงทุน ดันไทยฮับศก.อาเซียน