News Logo
หน้าแรก
'บีซีพีจี' แจงปมซื้อคลังน้ำมันยันไม่แพง 'CEO' บางจากฯ ชี้มีคลื่นใต้น้ำ

'บีซีพีจี' แจงปมซื้อคลังน้ำมันยันไม่แพง 'CEO' บางจากฯ ชี้มีคลื่นใต้น้ำ

27 พ.ค. 2569 16:37
ผู้ชม 11 คน

'บีซีพีจี' แจงยิบปมซื้อคลังน้ำมันเพชรบุรี 9 พันล้านไม่แพง ศึกษามาดีแล้ว 'ชัยวัฒน์' ซีอีโอบางจากฯ ชี้มีคลื่นใต้น้ำ โอดตกเป็นเป้าโจมตี ยันหลังมาเป็นบอร์ด BCP บริษัทอวานการ์ด ไม่เคยเป็นคู่สญญากับกลุ่มบางจาก

สำนักข่าว Next News รายงานความคืบหน้ากรณีบริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG บริษัทลูกของบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เข้าซื้อหุ้นทั้งหมดในบริษัท เอเชียลิงค์ เทอมินัล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท แพนเอเชีย สตอเรจแอนด์เทอร์มินัล จำกัด(กลุ่มของนายสมบูรณ์ สุขเจริญไกรศรี หรือ ‘เสี่ยตือ คอสโม’) จำนวน 40 ล้านหุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท เป็นเงินไม่น้อยกว่า 9,000 ล้านบาท เพื่อลงทุนในธุรกิจคลังน้ำมันและท่าเทียบเรือที่จังหวัดเพชรบุรี โดยมีการตั้งข้อสังเกตในหลายประเด็นตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นายบัณฑิต หรรษาไพบูลย์ รักษาการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการตลาด บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นายรวี บุญสินสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) ร่วมแถลงข่าวเรื่องการลงทุนโครงการคลังน้ำมันเพชรบุรีของบีซีพีจี

นายชัยวัฒน์กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมาหลังจากการประชุมผู้ถือหุ้น มีเหตุการณ์หลายๆ อย่างเกิดขึ้น มาจากกลุ่มที่ไม่สมหวังหรือไม่ ตนไม่แน่ใจ โดยมีสื่อทั้งออนไลน์และทีวี เอาเรื่องคลังที่เพชรบุรีมาพูด เป็น ลักษณะคลื่นใต้น้ำ มันมีแต่ผลเสีย ทุกอย่างที่ผ่านมามีเหตุมีผลในการตัดสินใจ อยากจะชี้แจงว่าคลังกับโรงกลั่น มันเกี่ยวข้องกันยังไง โรงกลั่นพระโขนงเป็นอย่างไรบ้าง รวมถึงการกระบวนการตัดสินใจ การประเมินค่าต่างๆ รวมถึงการลงบัญชี เป็นอย่างไร

ด้านนายบัณฑิตกล่าวว่า เรื่องของคลังน้ำมัน สำหรับธุรกิจโรงกลั่น มีความสำคัญมาก โดยเฉพาะโรงกลั่นบางจากพระโขนง ด้วยจุดที่ตั้งต่างจากโรงกลั่นอื่นที่เขาตั้งอยู่ริมทะเลอ่าวไทย แต่ของบางจากพระโขนงตั้งอยู่ที่กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา โรงกลั่นโดยทั่วไป จำเป็นต้องใช้คลังน้ำมันขนาดใหญ่ที่ต้องรับเรือน้ำมันดิบจากต่างประเทศเป็นหลัก เพราะฉะนั้นคลังน้ำมันข้างนอก สำหรับโรงกลั่นบางจากพระโขนงจึงมีความสำคัญมาก เพราะฉะนั้นทีมงานเรามีการพิจารณาทางเลือกต่างๆ อย่างรอบคอบโดยละเอียดตลอดเวลา

นายบัณฑิตกล่าวว่า ย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2537 ที่โรงกลั่นบางจากพระโขนงยังเป็นโรงกลั่นแบบ simple refinery เราใช้เรือที่เรียกว่า Floating Storage Unit หรือว่า FSU จากปี 2537 ถึง 2542 เราได้การอนุญาตใช้อยู่ 5 ปี มาลอยรับจากเรือน้ำมันดิบจากต่างประเทศ ขณะนั้นเรายังกลั่นไม่เยอะ ต่อมาการได้รับอนุญาตใช้ FSU หมดอายุแล้ว จากนั้นตั้งแต่ปี 2543 เราใช้คลังน้ำมันดิบบนบก ในแถบศรีราชา 2 คลัง ช่วยกันรองรับน้ำมันดิบทางเรือ ภายหลังจากที่เราไม่ได้ใช้เรือ FSU แล้วเราใช้คลังน้ำมันดิบบนบกรับน้ำมันดิบทางเรือมานานประมาณ 16 ปี ช่วงนั้นเราก็หาทางเลือกต่างๆ ต่อมาปี 2560 ถึง ปี 2565 เราได้รับอนุญาตใช้ FSU อีกครั้งหนึ่ง แต่ก็ชั่วคราวเพียง 5 ปี เรือที่ใใช้เปรียบเสมือนคลังน้ำมันลอยน้ำ บริเวณนอกเกาะสีชัง

นายบัณฑิตกล่าวว่า ช่วงระยะเวลานี้ เรายังคงพิจารณาหาทางเลือกอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง จนมาได้ข้อเสนอทางเลือกที่คลังเพชรบุรีที่เราพิจารณาว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด หลังจากที่เราหมดอายุการได้รับอนุญาตใช้เรือ FSU เราก็มาใช้ที่คลังเพชรบุรี ควบคู่กับคลังที่เกาะสีชัง ในการศึกษาเราจ้างที่ปรึกษาทางวิศวกรรม เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างคลังโดยเฉพาะ เขาตีราคาการสร้างคลังขนาด 400-500 ล้านลิตร ใช้เงินลงทุนประมาณ 8,000-10,000 ล้านบาท

ด้านนายรวีกล่าวว่า ช่วงปี 2565-2566 ที่เริ่มไปใช้คลังเพชรบุรีอยู่ในจังหวะเดียวกันที่ BCPG มีการปรับโครงสร้าง หรือพอร์ตการลงทุนเราจะต่อยอดจากธุรกิจพลังงานสะอาด ไปสู่ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การลงทุนในบริษัทเอเชียลิงค์ หรือคลังน้ำมัน ถือเป็นโอกาสอันหนึ่ง ที่สอดคล้องกับกลยุทธ์ของบริษัทในขณะนั้น โดยการพิจารณาการลงทุน ผ่านคณะกรรมการชุดย่อย ตั้งแต่คณะกรรมการความเสี่ยง คณะกรรมการการลงทุน คณะกรรมการการตรวจสอบ แล้วสุดท้ายได้รับอนุมัติโดยคณะกรรมการบริษัท

นายรวีกล่าวว่า ช่วงปี 2553 ถึงวันที่เข้าซื้อคลังน้ำมัน ผ่านไป 13 ปี จำนวนคลังเดิมมีแค่ 16 ถัง เพิ่มเป็น 20 ถัง ความจุน้ำมัน 500 ล้านลิตร เป็น 650 ล้านลิตร ท่อส่งน้ำมันจาก 3 เส้นเป็น 5 เส้น ท่าเรือเดิมเทียบได้ทีละ 2 ลำ ตอนนี้เพิ่มเป็น 6 ลำ ขนาดของเรือที่เทียบท่าได้ เดิมประมาณ 3,000 ตันเท่านั้น ก็ขยายความสามารถในการเทียบท่าได้เป็นเรือขนาด 120,000 ตัน ทั้งหมดนี้มีการประเมิน อ้างอิงจากที่ปรึกษาอิสระว่าถ้าลงทุนเอง ต้องใช้เงินประมาณเท่าไหร่ ถังน้ำมัน ถ้าก่อสร้าง 1 ลิตรตกประมาณ 12 บาท เพิ่มกว่า 200 ล้านลิตร ก็ 2,000 ล้านบาท ท่อใต้ทะเล 2 เส้นตกเส้นหนึ่ง ประมาณเส้นละ 1,500 ล้านบาท ยาว 10 กิโลเมตร ก็ 3,000 ล้านบาท ยังไม่รวมท่าเรือที่ขยายเพิ่ม อีกเป็นพันล้านบาท ประมาณการว่า ถ้าลงทุนส่วนเพิ่ม ต้องใช้เงินเพิ่มขึ้นประมาณ 5,000 ล้านบาท

นายรวีกล่าวว่า ที่เราเข้าไปซื้อคลังน้ำมันเพชรบุรี เราประเมินมูลค่ากิจการ บนความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดของโครงการ ซึ่งมาจากสัญญาเช่า หรือสัญญากรให้บริการที่มีอยู่ แล้วก็ศักยภาพในอนาคตของคลังว่าจะสามารถให้บริการได้อย่างไร โดยเราเชิญผู้ประเมินอิสระ 2 ราย มาช่วยกันดูเรื่องการประเมินมูลค่ากิจการนี้ ภายใต้สมมติฐานคือ อัตราค่าเช่า ที่อยู่ในสัญญาให้บริการ ที่เรามองไปข้างหน้า เป็นอัตราค่าเช่าที่ต่ำกว่าราคาตลาด อยู่ประมาณ 30-50% เนื่องจากเราใช้วิธีการประเมินมูลค่าด้วยการ Discount Cash Flow แปลว่า รีเทิร์นของโปรเจกต์จะสูงกว่าต้นทุนการเงินของเรา ทำให้บริษัทมีกำไรขึ้นมาได้

นายรวีกล่าวว่า เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2565 คณะกรรมการบริษัท BCPG อนุมัติการลงทุน เราตกลงเงื่อนไขกับผู้ขายว่าต้องโอนกิจการที่เกี่ยวข้องกับคลังน้ำมันและท่าเรือมาอยู่บริษัทหนึ่ง ที่ต้องโอน เพราะว่าบริษัทผู้ขายมีการดำเนินธุรกิจอื่นด้วยเหมือนกัน ซึ่งเป็นการแฝงความเสี่ยง เราไม่ต้องการความเสี่ยงใดๆ หรือมีภาระตกค้างเหล่านั้นตามมาด้วย ก็เลยตกลงเงื่อนไขว่า ให้ผู้ขายโอนสินทรัพย์ คือคลัง ที่ดิน ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจคลังน้ำมันและท่าเรือ มาไว้ที่บริษัทใหม่ คือบริษัทเอเชียลิงค์ฯ จะไดเไม่มีภาระ หรือความเสี่ยงใดๆ แอบแฝงอยู่ เป็นบริษัทที่คลีน เพิ่งเปิดใหม่ หลังจากนั้นก็ไปจดทะเบียนกับบริษัทเอเชียลิงค์ฯ กับผู้ขายตามเงื่อนไขที่ตกลงกัน จากนั้นก็มีการลงนามสัญญาซื้อขาย ซึ่งก็มีการเข้าใจว่าการลงนามสัญญาซื้อขายคือการซื้อขายกันแล้ว ความจริงเป็นปกติของการทำธุรกิจซื้อขายกิจการ เมื่อลงนามสัญญาซื้อขาย ต้องมีเงื่อนไขเพิ่มเติมให้ผู้ขายปฏิบัติ เมื่อครบถ้วนเมื่อไหร่ เราถึงชำระเงิน จากวันที่ลงนามสัญญาซื้อขาย ผ่านไปประมาณ 5 เดือนเต็ม ก็เป็นกระบวนการที่ผู้ขายทำการโอนสินทรัพย์ โอนสัญญา โอนไลเซนส์ต่างๆ มาที่บริษัทเอเชียลิงค์ฯ เมื่อตรวจสอบว่าโอนทุกอย่างครบถ้วนแล้ว เราก็ทำสัญญาซื้อขาย เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2566

นายรวีกล่าวว่า เมื่อเราชำระเงินแล้ว เป็นเจ้าของหุ้น 100% ก็ต้องลงบันทึกบัญชี ซึ่งมีความสับสนกันระหว่างมูลค่าซื้อขาย กับมูลค่าทางบัญชี โดยมูลค่าการซื้อขาย คือ 9,000 ล้านบาท การบันทึกบัญชี อาจจะมีความเข้าใจผิดระหว่างงบเดี่ยว คืองบของบริษัทเอเชียลิงค์ฯ กับงบรวมของ BCPG ซึ่งเป็นบริษัทแม่ วันที่เราซื้อเราได้งบเดี่ยวของบริษัทเอเชียลลิงค์ฯ มา ซึ่งผู้ขาย ตอนที่เขาโอนทรัพย์สินมา เขาก็บันทึกเป็นสินทรัพย์ถาวร เขาบุ๊คมาอยู่ในกลุ่มเดียวเลยคือ 9,000 ล้านบาท ซึ่งงบบริษัทเอเชียลิงค์ฯ เขาก็บุ๊คมาอย่างนี้ แต่ BCPG ซึ่งเป็นบริษัทแม่ถือหุ้น 100% ตามหลักการบัญชีต้องบันทึกขึ้นมาสู่งบรวม ซึ่งต้องผ่านกระบวนการที่เรียกว่า Purchase Price Allocation หรือเป็นการปันส่วนทรัพย์สิน ที่ได้มา

นายรวีกล่าวว่า ในงบ BCPG ก็มาดูว่า ทรัพย์สินต่างๆที่ได้มาจากการซื้อบริษัทเอเชียลิงค์ฯ เมื่อจะใส่งบรวม BCPG มันต้องแจกแจงอย่างไร ก็พบว่าสินทรัพย์ถาวร ก็ประเมินโดยที่ปรึกษาอิสระ เขามีความเห็นว่า สินทรัพย์ถาวรจะประมาณ 6,500 ล้านบาท ในขณะเดียวกันเราซื้อธุรกิจมา เราได้สัญญาสิทธิในการให้บริการมาด้วย ที่ปรึกษาอิสระประเมินว่าสัญญาให้บริการมีมูลค่าประมาณ 1,900 ล้านบาท นอกจากนี้ยังเกิดภาษีจากมูลค่าของสัญญาให้บริการ 1,900 ล้านบาท ก็ต้องเสียภาษีตรงนี้ประมาณ 400 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าของสินทรัพย์ถาวรที่หายไป 2,500 ล้านบาท เราสามารถลดหย่อนภาษีได้ประมาณ 500 ล้านบาท สุดท้ายเรามีสิทธิภาษีที่ได้ 100 ล้านบาท ส่วน 61 ล้านบาทเป็นภาระภาษีแวต ที่ผู้ขายให้มา

"จะเห็นได้ว่าในทางบัญชี ถ้าดูบรรทัดรวม มูลค่ากิจการที่งบเดี่ยวบริษัทเอเชียลิงค์ฯ ก็ประมาณ 9,000 ล้านบาท ที่งบรวม BCPG ก็ประมาณ 9,000 ล้านบาท ไม่มีการด้อยค่าแต่ย่างใด สื่ออาจจะมองแค่บรรทัดเดียว คือบรรทัดสินทรัพย์ถาวรครับ แต่จริงๆ มันเป็นแค่การแจกแจง แล้วเรามีตัวที่ได้รับการตีมูลค่าขึ้นมาเพิ่ม คือมูลค่าสัญญาให้บริการ 2,000 ล้านบาท แล้วก็มีตัวที่เหลือเป็นค่ากู๊ดวิว อยากเรียนว่าไม่มีการด้อยค่า เป็นแค่การปันส่วนทางบัญชี"นายรวีกล่าว

นายรวีกล่าวว่า สำหรับที่มาของเงินทุนนั้น เมื่อปี 2565 เราขายเงินลงทุนในโครงการความร้อนใต้พิภพที่อินโดนีเซีย เราก็นำเงินไปลงทุนต่อในคลังน้ำมันเพชรบุรี ซึ่งมีรายได้ปีละ 900 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวถามว่า การลงทุน 9,000 ล้านบาทจะชี้แจงอย่างไรว่าเป็นการซื้อที่แพงไปหรือไม่ นายชัยวัฒน์กล่าวว่า "มีการศึกษาในหลายๆ ที่ และที่ปรึกษาการเงินก็ให้ความเห็นว่าเป็นทางเลือกที่ดี ส่วนปี 2553 (เคยมีการประเมินมูลค่าประมาณ 3,000 ล้านบาท) กับปี 2566 (บริษัทบีซีพีจี ซื้อมาในราคา 9,000 ล้านบาท) มันห่างกัน 13 ปี ผมไม่รู้ว่าคอนนั้นก๋วยเตี๋ยวชามละเท่าไหร่ วันนี้จะซื้อก๋วยเตี๋ยวราคา 13 ปีที่แล้วได้หรือเปล่า ผมไม่แน่ใจ นอกจากนั้นขณะนี้สภาพต่างกับเมื่อก่อน เช่น ถังน้ำมันมากขึ้น ท่อเยอะขึ้น และยาวขึ้น"

ผู้สือข่าวถามว่า บริษัทที่ปรึกษาการเงินโครงการนี้ มีผู้ถือหุ้นหรือกรรมการของบริษัทมีความสัมพันธ์กับผู้บริหารของบริษัทบางจาก หรือบริษัทซีซีพีจี มาก่อนหรือไม่ นายชัยวัฒน์กล่าวว่า "ผมเข้าใจว่าเรื่องนี้มีความพยายามจะตีผม แต่ผมขอเรียนว่า ผมเป็นที่ปรึกษาของบางจากตั้งแต่ปี 2545 วันที่บริษัทบางจากจะล้ม ผมเป็นคนทำแผนฟื้นฟู จนกระทั่งบางจากฟื้นขึ้นมาได้ แล้วผมก็ทำแผนเพิ่มทุนให้บางจาก ผมมีความสัมพันธ์บางจากอยู่หลายอย่าง ปี 2553 ผมก็เป็นที่ปรึกษาให้บางจาก ปี 2556 วันที่ผมเข้ามาเป็นบอร์ด จนถึงวันนี้ 14 ปี บริษัทอวานการ์ดฯ ไม่เคยเป็นคู่สัญญาของบริษัทใดๆ ในกลุ่มบางจาก ไม่ว่าจะเป็นในบางจากใหญ่ หรือ บีซีพีจี ทั้งทางตรงและทางอ้อม"นายชัยวัฒน์กล่าว

รายงานข่าวแจ้งว่า บริษัท บีซีพีจี เผยแพร่เอกสารข่าวว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลและข้อสังเกตผ่านสื่อต่าง ๆ เกี่ยวกับการเข้าลงทุนของบริษัท บีซีพีจี ในโครงการคลังน้ำมันเพชรบุรีเมื่อปี 2565 รวมถึงประเด็นเกี่ยวกับราคาซื้อขาย โครงสร้างธุรกรรม และกระบวนการอนุมัติธุรกรรมดังกล่าวนั้น เนื่องจากมีการกล่าวถึงกลุ่มบริษัทบางจาก ผู้บริหาร และกระบวนการดำเนินธุรกิจขององค์กร ขณะที่ข้อมูลบางส่วนอาจเกิดจากความเข้าใจที่แตกต่างเกี่ยวกับโครงสร้างธุรกรรม การประเมินมูลค่า และหลักการทางบัญชีสำหรับธุรกรรมซื้อกิจการ

กลุ่มบริษัทบางจากจึงขอชี้แจงข้อเท็จจริงและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสาธารณะว่า จากที่โรงกลั่นน้ำมันบางจากพระโขนง มีข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน และไม่มีระบบคลังน้ำมันขนาดใหญ่ของตนเอง ทำให้ต้องอาศัยคลังน้ำมัน ท่อส่งน้ำมัน และระบบโลจิสติกส์จากภายนอกมาโดยตลอด ขณะที่การจัดเก็บน้ำมันและการบริหาร Supply Chain ถือเป็นโจทย์สำคัญของโรงกลั่น บริษัทฯ จึงได้ศึกษาทางเลือกในการบริหารจัดการคลังน้ำมันดิบมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน ลดข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์ และรองรับการเติบโตของธุรกิจ

ในช่วงปี 2537-2542 บริษัทฯ ใช้ FSU WYOMING เป็นคลังลอยน้ำรองรับการดำเนินงานของโรงกลั่นฯ ในระยะเริ่มต้น ซึ่งมีกำลังการกลั่นประมาณ 70,000 บาร์เรลต่อวัน และมีความจุประมาณ 400 ล้านลิตร ต่อมาในปี 2543 บริษัทฯ ได้ปรับมาใช้คลังน้ำมัน 2 แห่งที่อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เพื่อรองรับการเพิ่มกำลังการกลั่นเป็นประมาณ 80,000 บาร์เรลต่อวัน และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำมันดิบ โดยใช้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลาประมาณ 16 ปี

ภายหลังเมื่อปริมาณธุรกิจและความซับซ้อนของ Supply Chain เพิ่มขึ้น รวมถึงมีการขยายกำลังการกลั่นเป็นประมาณ 120,000 บาร์เรลต่อวัน บริษัทฯ ได้ศึกษาทางเลือกด้านคลังน้ำมันและโลจิสติกส์เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง ทั้งการใช้คลังลอยน้ำ การเช่าคลัง และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติม โดยในช่วงปี 2560-2565 บริษัทฯ ได้ใช้ FSU BONGKOT เป็นคลังลอยน้ำชั่วคราว ความจุประมาณ 300 ล้านลิตร เพื่อทดแทนคลังศรีราชาบางส่วน ระหว่างการศึกษาแนวทางพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคลังและโลจิสติกส์เพิ่มเติม

ตั้งแต่ปี 2553 - 2562 บริษัทฯ ได้ว่าจ้างที่ปรึกษาอิสระหลายรายเพื่อศึกษาทางเลือกในการบริหารคลังน้ำมันหลายรูปแบบและในหลายพื้นที่ ทั้งการศึกษาคลังเดิมในจ.เพชรบุรี การพัฒนาคลังใหม่ที่จุกเสม็ด จ.ชลบุรี การขยายคลังในจ.ระยอง และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ฝั่งตะวันตก รวมถึงการใช้คลังลอยน้ำและการเช่าคลัง โดยเปรียบเทียบทั้งด้านต้นทุน ความจุรองรับ ระบบท่อส่ง ความสามารถในการรองรับเรือขนาดใหญ่ และศักยภาพด้านโลจิสติกส์ เพื่อรองรับการเพิ่มกำลังการกลั่นและความต้องการด้าน Supply Chain ของกลุ่มบริษัทบางจากที่เพิ่มขึ้น

จากการศึกษาทางเลือกต่างๆ โครงการคลังน้ำมันในจ.เพชรบุรีมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมจากในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งจำนวนถังจัดเก็บที่เพิ่มจาก 16 ถัง เป็น 20 ถัง ความจุจัดเก็บที่เพิ่มประมาณ 500 ล้านลิตร เป็นประมาณ 720 ล้านลิตร ระบบท่อส่งน้ำมันที่เพิ่มจาก 3 ท่อ เป็น 5 ท่อ ท่าเทียบเรือที่เพิ่มจาก 2 จุด เป็น 6 จุด ขณะเดียวกัน ยังสามารถรองรับปริมาณธุรกิจและความต้องการด้าน Supply Chain ของกลุ่มบริษัทบางจากที่เพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้ดียิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน BCPG อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างพอร์ตการลงทุน (Portfolio Transformation) เพื่อขยายจากธุรกิจพลังงานหมุนเวียนไปสู่ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และมองหาธุรกิจที่สามารถสร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอเพื่อเสริมความมั่นคงของธุรกิจ โครงการคลังน้ำมันเพชรบุรีจึงเป็นหนึ่งในโอกาสการลงทุนที่สอดคล้องกับทิศทางดังกล่าว รวมถึงความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ของกลุ่มบริษัทบางจาก

ในการพิจารณาการลงทุน BCPG ได้ประเมินมูลค่ากิจการด้วยวิธี Discounted Cash Flow (DCF) โดยอ้างอิงกระแสเงินสดในอนาคตภายใต้สัญญาการให้บริการและศักยภาพของโครงสร้างพื้นฐาน ภายใต้สมมติฐานทางการเงินอย่างระมัด ระวัง รวมถึงการใช้อัตราค่าบริการที่ต่ำกว่าระดับตลาดประมาณร้อยละ 50 และอ้างอิงการประเมินของผู้เชี่ยวชาญอิสระ ซึ่งมูลค่าการลงทุนจำนวน 9,000 ล้านบาทอยู่ภายในกรอบการประเมินดังกล่าว

ทั้งนี้ ธุรกรรมได้ผ่านกระบวนการพิจารณาตามขั้นตอนของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตั้งแต่ฝ่ายบริหาร คณะกรรมการชุดย่อยที่เกี่ยวข้อง และคณะกรรมการ BCPG ซึ่งได้พิจารณารายละเอียด โครงสร้างธุรกรรม ความเหมาะสมทางธุรกิจ และการประเมินมูลค่าอย่างรอบคอบ ก่อนที่คณะกรรมการ BCPG ตัดสินใจลงทุนในขั้นสุดท้าย

ราคาซื้อขายในปี 2565 ที่แตกต่างจากราคาที่เคยมีการกล่าวถึงในปี 2553 สะท้อนถึงมูลค่าคลังน้ำมันที่เปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลา ทั้งจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ท่อส่ง ท่าเรือ และถังเก็บน้ำมัน ตลอดจนศักยภาพในการสร้างรายได้ในอนาคต

ธุรกรรมนี้เป็นการซื้อกิจการส่วนของผู้ขาย จึงจำเป็นต้องแยกทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องและกำหนดโครงสร้างการรับโอนผ่านบริษัทย่อยคู่สัญญา เพื่อถือครองทรัพย์สินก่อนส่งมอบ และฝ่าย BCPG ดำเนินการผ่านบริษัทย่อยในกลุ่มเพื่อรับโอนกิจการ ทั้งนี้ การจัดตั้งบริษัทย่อยดังกล่าวเป็นขั้นตอนปกติทางธุรกิจและกฎหมาย สำหรับการแยกและโอนทรัพย์สินเฉพาะส่วน และสอดคล้องกับโครงสร้างทางการเงินที่เหมาะสมของ BCPG

เนื่องจากตามหลักบัญชี เมื่อมีการรับโอนกิจการต้องดำเนินการปันส่วนราคาซื้อ (Purchase Price Allocation: PPA) โดยจำแนกทั้งทรัพย์สินที่มีตัวตนและสิทธิหรือประโยชน์ทางเศรษฐกิจอื่นที่ต้องรับรู้ตามมาตรฐานบัญชี ซึ่งผลการวิเคราะห์แสดงว่าจากมูลค่าซื้อขายประมาณ 9,000 ล้านบาท ส่วนสินทรัพย์ที่มีตัวตนมีมูลค่าประมาณ 6,490 ล้านบาท สินทรัพย์ไม่มีตัวตน ได้แก่ มูลค่าสัญญาการใช้บริการคลังน้ำมันที่มีอยู่ปัจจุบันประมาณ 1,900 ล้านบาท สินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชีสุทธิและสินทรัพย์อื่นประมาณ 170 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นค่าความนิยมที่คาดว่าจะได้รับจากกระแสเงินสดในอนาคต เพื่อสะท้อนมูลค่าของสินทรัพย์แต่ละประเภทให้ชัดเจนขึ้น แต่ผลรวมของสินทรัพย์ทั้งหมดเท่ากับมูลค่าการลงทุน

กลุ่มบริษัทบางจากขอยืนยันว่า การลงทุนของ BCPG ในโครงการนี้ได้ดำเนินการตามขั้นตอนและหลักเกณฑ์ของบริษัทจดทะเบียนอย่างครบถ้วน โปร่งใส และผ่านการพิจารณาจากผู้มีอำนาจตามลำดับ โดยข้อสังเกตบางประเด็นในช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากข้อมูลที่ยังไม่ครบถ้วน และความไม่เข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างธุรกรรมและหลักการทางบัญชีสำหรับธุรกรรมซื้อกิจการ ทั้งนี้ กลุ่มบริษัทฯ ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลความโปร่งใส และการกำกับดูแลกิจการที่ดีในการดำเนินธุรกิจมาโดยตลอด และพร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้กระบวนการที่เหมาะสม

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวเศรษฐกิจ



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ไทยเร่งบริหารก๊าซธรรมชาติทั้งระบบ รับมือวิกฤตพลังงานโลก-LNG ผันผวน
ไทยเร่งบริหารก๊าซธรรมชาติทั้งระบบ รับมือวิกฤตพลังงานโลก-LNG ผันผวน