News Logo
หน้าแรก
เจาะลึก ‘ก๊าซเปียก’ อ่าวไทยทรัพยากรมูลค่าสูงที่ไม่ได้มีค่าแค่ผลิตไฟฟ้า

เจาะลึก ‘ก๊าซเปียก’ อ่าวไทยทรัพยากรมูลค่าสูงที่ไม่ได้มีค่าแค่ผลิตไฟฟ้า

18 มิ.ย. 2569 09:31
ผู้ชม 18 คน

ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า แต่ยังเป็นแหล่งวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ก๊าซหุงต้ม และสินค้าในชีวิตประจำวันอีกจำนวนมาก ความแตกต่างระหว่าง “ก๊าซเปียก” และ “ก๊าซแห้ง” จึงส่งผลต่อทั้งมูลค่าทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทางพลังงานของประเทศโดยตรง

ก๊าซธรรมชาติ เป็นหนึ่งในทรัพยากรที่อยู่ใกล้ตัวคนไทยมากกว่าที่หลายคนคิด แม้ประชาชนส่วนใหญ่จะรับรู้ถึงบทบาทของก๊าซในฐานะแหล่งเชื้อเพลิงสำหรับผลิตกระแสไฟฟ้า แต่เบื้องหลังโมเลกุลพลังงานที่มองไม่เห็นนี้ ยังเป็นจุดเริ่มต้นของห่วงโซ่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงตั้งแต่ภาคพลังงาน ปิโตรเคมี การผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค ไปจนถึงการรักษาเสถียรภาพต้นทุนทางเศรษฐกิจของประเทศ

รายงานข้อมูลด้านก๊าซธรรมชาติของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ชี้ให้เห็นว่า แม้ก๊าซธรรมชาติจะถูกมองว่าเป็นเชื้อเพลิงสำหรับผลิตไฟฟ้าเป็นหลัก แต่ในความเป็นจริงก๊าซจากแต่ละแหล่งมีคุณสมบัติแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะก๊าซจากอ่าวไทยที่จัดอยู่ในกลุ่ม ก๊าซเปียก ซึ่งมีสารประกอบไฮโดรคาร์บอนมูลค่าสูงที่สามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมต่อเนื่องจำนวนมาก

หนึ่งในข้อเท็จจริงสำคัญของอุตสาหกรรมพลังงานคือ ก๊าซธรรมชาติไม่ได้มีคุณสมบัติเหมือนกันทั้งหมด โดยสามารถจำแนกได้เป็นหลายประเภทตามองค์ประกอบทางเคมี ซึ่งประเภทที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือ ก๊าซเปียก และ ก๊าซแห้ง เนื่องจากมีบทบาทและมูลค่าทางเศรษฐกิจแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

ก๊าซธรรมชาติคือส่วนผสมของก๊าซไฮโดรคาร์บอนหลายชนิดที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติใต้ชั้นหินลึก โดยมี มีเทน (CH4) เป็นองค์ประกอบหลักในสัดส่วนมากกว่า 70% ขึ้นไป อย่างไรก็ตาม สิ่งที่กำหนดมูลค่าของก๊าซไม่ได้อยู่ที่มีเทนเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่สารประกอบอื่นที่ปะปนอยู่ในก๊าซจากแต่ละแหล่งผลิต

ในอุตสาหกรรมพลังงาน ก๊าซธรรมชาติมักถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ ก๊าซแห้ง (Dry Gas) และ ก๊าซเปียก (Wet Gas) โดยก๊าซแห้งจะมีมีเทนเป็นองค์ประกอบเกือบทั้งหมด เหมาะสำหรับการใช้เป็นเชื้อเพลิงโดยตรง ทั้งในโรงไฟฟ้า โรงงานอุตสาหกรรม หรือการนำไปแปรสภาพเป็นก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG เพื่อนำไปใช้ในภาคการขนส่ง

ตรงกันข้าม ก๊าซเปียกไม่ได้มีเพียงมีเทน แต่ยังมีสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่มีมูลค่าสูงปะปนอยู่ในปริมาณมาก ไม่ว่าจะเป็นอีเทน (C2) โพรเพน (C3) บิวเทน (C4) และก๊าซโซลีนธรรมชาติ (C5+) ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมต่างๆ ได้

ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีทรัพยากรก๊าซเปียกจากอ่าวไทยเป็นฐานสำคัญของระบบพลังงาน โดยก๊าซจากอ่าวไทยส่วนใหญ่มีองค์ประกอบของสารไฮโดรคาร์บอนมูลค่าสูงในสัดส่วนที่มากกว่าก๊าซแห้งที่นำเข้าจากหลายแหล่งทั่วโลก

ความแตกต่างนี้ทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานจำนวนมากเปรียบเทียบก๊าซเปียกจากอ่าวไทยว่าเป็นทรัพยากรที่มีมูลค่าสูงกว่าการนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงเพียงอย่างเดียว เนื่องจากสารประกอบประเภท C2 ถึง C5 สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้หลายต่อผ่านกระบวนการแปรรูป

ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยจึงมีการพัฒนา โรงแยกก๊าซธรรมชาติ เพื่อทำหน้าที่คัดแยกองค์ประกอบต่างๆ ออกจากก๊าซดิบก่อนส่งต่อเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม กระบวนการดังกล่าวช่วยให้สามารถดึงมูลค่าจากทรัพยากรธรรมชาติได้มากกว่าการส่งก๊าซทั้งหมดไปเผาเป็นเชื้อเพลิงโดยตรง

ในเชิงเศรษฐกิจ โรงแยกก๊าซถือเป็นจุดเชื่อมสำคัญระหว่างภาคพลังงานกับภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เพราะสารประกอบที่ถูกแยกออกมาแต่ละชนิดมีบทบาทแตกต่างกันอย่างชัดเจน อีเทนสามารถนำไปผลิตเม็ดพลาสติกโพลีเอทิลีน ส่วนโพรเพนถูกใช้ผลิตเม็ดพลาสติกโพลีโพรพิลีน ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์ บรรจุภัณฑ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์อื่นๆ จำนวนมาก

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือการสร้างมูลค่าเพิ่มในระบบเศรษฐกิจ โดยข้อมูลจากภาคอุตสาหกรรมระบุว่า การนำก๊าซธรรมชาติเข้าสู่กระบวนการแยกและแปรรูปสามารถเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่าการใช้เป็นเชื้อเพลิงเพียงอย่างเดียวประมาณ 10-25 เท่า ขึ้นอยู่กับประเภทของผลิตภัณฑ์ปลายทาง

นอกจากการผลิตวัตถุดิบปิโตรเคมีแล้ว ก๊าซจากอ่าวไทยยังมีบทบาทสำคัญต่อการผลิตก๊าซปิโตรเลียมเหลว หรือ LPG ที่ใช้เป็นก๊าซหุงต้มในครัวเรือน ขณะที่ก๊าซมีเทนซึ่งเหลือจากกระบวนการแยกสารประกอบก็ยังถูกนำไปใช้ผลิตไฟฟ้าและเป็นเชื้อเพลิงสำหรับภาคขนส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมพลังงานของไทยในปัจจุบันไม่ได้พึ่งพาก๊าซจากอ่าวไทยเพียงอย่างเดียว เนื่องจากความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประเทศต้องพึ่งพาแหล่งก๊าซจากหลายพื้นที่ควบคู่กันไป

ข้อมูลในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม 2569 ซึ่งเป็นช่วงความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของประเทศ ระบุว่า สัดส่วนการจัดหาก๊าซธรรมชาติของไทยมาจากการผลิตในประเทศประมาณ 52% นำเข้าจากเมียนมาประมาณ 8% และนำเข้าในรูปแบบ LNG ประมาณ 40%

ก๊าซจากเมียนมาและ LNG ส่วนใหญ่จัดอยู่ในกลุ่มก๊าซแห้ง ซึ่งมีบทบาทสำคัญในฐานะเชื้อเพลิงสำหรับผลิตกระแสไฟฟ้า โดยเฉพาะ LNG ที่ต้องผ่านกระบวนการลดอุณหภูมิลงถึงประมาณ -160 องศาเซลเซียส จนกลายเป็นของเหลว ทำให้ปริมาตรลดลงราว 600 เท่า และสามารถขนส่งทางเรือจากแหล่งผลิตที่อยู่ห่างไกลมายังประเทศผู้ใช้ได้

การพึ่งพาแหล่งก๊าซหลายประเภททำให้การบริหารจัดการระบบพลังงานมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดความผันผวนของตลาดพลังงานโลก ไม่ว่าจะเป็นความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ปัญหาการขนส่งระหว่างประเทศ หรือสภาพอากาศรุนแรงที่ส่งผลต่อความต้องการใช้พลังงาน

ในสถานการณ์เช่นนี้ ผู้จัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติมีบทบาทสำคัญในการรักษาเสถียรภาพของระบบพลังงาน ผ่านการบริหารสัญญาจัดหา การนำเข้า LNG จากหลายแหล่ง การสำรองเชื้อเพลิง และการประสานงานขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานให้สอดคล้องกับความต้องการใช้พลังงานของประเทศ

ขณะเดียวกัน ภาครัฐและผู้ประกอบการยังต้องบริหารสมดุลระหว่างการใช้ก๊าซเพื่อผลิตไฟฟ้า การผลิตก๊าซหุงต้ม และการป้อนวัตถุดิบให้กับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เพื่อให้ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดสามารถสร้างประโยชน์ได้สูงสุดทั้งในด้านเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน

เมื่อมองในภาพรวม ความสำคัญของก๊าซธรรมชาติจึงไม่ได้อยู่เพียงการเป็นเชื้อเพลิงสำหรับเปิดไฟในบ้านหรือขับเคลื่อนโรงไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังเป็นวัตถุดิบต้นทางของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันแทบทุกด้าน ตั้งแต่บรรจุภัณฑ์ เสื้อผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนยานยนต์ ไปจนถึงผลิตภัณฑ์อื่นๆ จำนวนมาก

ในวันที่โลกกำลังเผชิญความท้าทายด้านพลังงานและความไม่แน่นอนของห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ บทเรียนสำคัญคือการใช้ทรัพยากรแต่ละประเภทให้เหมาะสมกับคุณสมบัติของมัน ก๊าซแห้งมีบทบาทสำคัญในฐานะเชื้อเพลิง ขณะที่ก๊าซเปียกสามารถสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่าผ่านการแยกและแปรรูป การบริหารทรัพยากรให้สอดคล้องกับศักยภาพที่แท้จริงจึงเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของความมั่นคงทางพลังงานและความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจในระยะยาว

เจาะลึก 'ก๊าซเปียก' อ่าวไทย ทรัพยากรมูลค่าสูงที่ไม่ได้มีค่าแค่ผลิตไฟฟ้า

เจาะลึก 'ก๊าซเปียก' อ่าวไทย ทรัพยากรมูลค่าสูงที่ไม่ได้มีค่าแค่ผลิตไฟฟ้า

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บอร์ด ธ.ก.ส.เคาะสินเชื่อคนละครึ่ง วงเงิน 3 หมื่นล. เกษตรกรจ่ายดอก 3%
บอร์ด ธ.ก.ส.เคาะสินเชื่อคนละครึ่ง วงเงิน 3 หมื่นล. เกษตรกรจ่ายดอก 3%