เจาะเส้นทางก๊าซธรรมชาติจากแหล่งผลิตสู่โรงแยกก๊าซธรรมชาติ และอุตสาหกรรมปลายน้ำ ที่เปลี่ยนทรัพยากรพลังงานให้กลายเป็นไฟฟ้า ก๊าซหุงต้ม และวัตถุดิบปิโตรเคมี สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้สูงถึง 25 เท่า
ก๊าซธรรมชาติ ไม่ได้เป็นเพียงเชื้อเพลิงสำหรับผลิตไฟฟ้าเท่านั้น แต่เป็นวัตถุดิบตั้งต้นของผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภท ตั้งแต่ก๊าซหุงต้ม เม็ดพลาสติก ที่นำไปผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน เบื้องหลังการต่อยอดดังกล่าวคือกระบวนการในโรงแยกก๊าซธรรมชาติ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มมูลค่าและขยายการใช้ประโยชน์ของทรัพยากรพลังงาน
ก๊าซธรรมชาติที่ถูกผลิตขึ้นจากแหล่งใต้ดินหรือใต้ทะเลไม่ได้ประกอบด้วยก๊าซชนิดเดียว หากแต่เป็นส่วนผสมของสารไฮโดรคาร์บอนหลายประเภท ทั้งมีเทน อีเทน โพรเพน บิวเทน และสารประกอบอื่นๆ รวมถึงสิ่งเจือปนตามธรรมชาติ และก๊าซธรรมชาติแต่ละแหล่งก็มีองค์ประกอบต่างกัน จึงใช้ประโยชน์ได้ไม่เท่ากัน
ด้วยเหตุนี้ ก๊าซธรรมชาติที่มีองค์ประกอบของไฮโดรคาร์บอนหลากหลายชนิดจึงไม่ควรถูกนำไปเผาใช้เป็นเชื้อเพลิงทั้งหมด แต่ควรผ่านกระบวนการคัดแยกและปรับปรุงคุณภาพก่อน เพื่อให้สามารถนำแต่ละองค์ประกอบไปใช้ประโยชน์ในภาคส่วนต่างๆได้อย่างคุ้มค่าสูงสุด
หัวใจสำคัญของกระบวนการดังกล่าวคือ โรงแยกก๊าซธรรมชาติ ซึ่งทำหน้าที่คล้ายโรงงานแปรรูปวัตถุดิบขนาดใหญ่ หากเปรียบก๊าซธรรมชาติเป็นผลผลิตทางการเกษตร โรงแยกก๊าซก็เปรียบเสมือนโรงงานที่คัดแยกวัตถุดิบแต่ละประเภทออกมา ทำความสะอาดและคัดแยก ก่อนจะส่งต่อไปสร้างมูลค่าเพิ่มในรูปแบบต่างๆ แทนที่จะนำวัตถุดิบทั้งหมดไปใช้ในรูปแบบเดียว
หน้าที่สำคัญของโรงแยกก๊าซธรรมชาติ ไม่ใช่เพียงการแยกสารประกอบไฮโดรคาร์บอนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการกำจัดสิ่งเจือปนและปรับปรุงคุณภาพก๊าซให้ได้มาตรฐานสำหรับการใช้งานในภาคพลังงานและอุตสาหกรรม เช่น การนำน้ำ และสารปรอทออก เป็นต้น
กระบวนการดังกล่าวต้องอาศัยเทคโนโลยี วิศวกรรม และโครงสร้างพื้นฐานที่มีต้นทุนสูง และต้องอาศัยการบริหารจัดการที่ซับซ้อน เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากองค์ประกอบแต่ละชนิดของก๊าซได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หลังผ่านกระบวนการแยก ก๊าซมีเทน หรือ C1 ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของก๊าซธรรมชาติ จะถูกส่งไปใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า เชื้อเพลิงในภาคอุตสาหกรรม เชื้อเพลิงสำหรับยานยนต์ในรูปแบบ CNG หรือ NGV
ขณะที่ก๊าซอีเทน หรือ C2 ถือเป็นวัตถุดิบตั้งต้นสำคัญของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เนื่องจากสามารถนำไปผลิตเอทิลีน ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของเม็ดพลาสติกโพลีเอทิลีน หรือ PE ที่พบในผลิตภัณฑ์ใกล้ตัวตั้งแต่ถุงพลาสติก บรรจุภัณฑ์ ขวดผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภค ไปจนถึงเส้นใยสังเคราะห์
ส่วนก๊าซโพรเพน หรือ C3 สามารถนำไปผลิตโพรพิลีน ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของเม็ดพลาสติกโพลีโพรพิลีน หรือ PP ที่ใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า บรรจุภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมอีกจำนวนมาก
ก๊าซบิวเทน หรือ C4 เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างแพร่หลาย ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตพลาสติกและสารเคมีเฉพาะทางบางชนิด โดยเมื่อนำมาผสมกับโพรเพนในสัดส่วนที่เหมาะสมจะกลายเป็นก๊าซปิโตรเลียมเหลว หรือ LPG ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักสำหรับการประกอบอาหารในครัวเรือน รวมถึงใช้ในภาคขนส่งและอุตสาหกรรมบางส่วน เป็นต้น สะท้อนให้เห็นว่าองค์ประกอบเกือบทุกส่วนของก๊าซธรรมชาติสามารถนำไปต่อยอดสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้
การคัดแยกองค์ประกอบเหล่านี้เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ก๊าซธรรมชาติเป็นมากกว่าเชื้อเพลิง ข้อมูลจากสถาบันปิโตรเลียมและพลังงานแห่งประเทศไทย (PTIT) ระบุว่า เมื่อก๊าซธรรมชาติถูกนำไปต่อยอดผ่านอุตสาหกรรมปิโตรเคมี มูลค่าทางเศรษฐกิจสามารถเพิ่มขึ้นได้มากกว่า 10-25 เท่า เมื่อเทียบกับการใช้เป็นเชื้อเพลิงในขั้นต้น
ห่วงโซ่มูลค่าดังกล่าวเริ่มต้นจากก๊าซธรรมชาติและคอนเดนเสทในฐานะวัตถุดิบต้นน้ำ ก่อนเข้าสู่กระบวนการผลิตสารตั้งต้นปิโตรเคมี เช่น อีเทน แนฟทา หรือเชื้อเพลิงชนิดต่างๆ จากนั้นต่อยอดเป็นโอเลฟินส์ อะโรเมติกส์ เม็ดพลาสติก และเส้นใย ก่อนกลายเป็นผลิตภัณฑ์มากมายหลายประเภทที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดมูลค่าเพิ่มสูงสุด
สินค้าที่ผู้บริโภคพบเห็นอยู่ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นบรรจุภัณฑ์อาหาร ขวดแชมพู อุปกรณ์ทางการแพทย์ ชิ้นส่วนรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า วัสดุก่อสร้าง หรือเส้นใยสังเคราะห์ ล้วนมีจุดเริ่มต้นจากวัตถุดิบที่ถูกแยกออกมาจากก๊าซธรรมชาติในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งของห่วงโซ่อุตสาหกรรม
จากแหล่งผลิตใต้ดินหรือใต้ทะเล ก๊าซธรรมชาติต้องผ่านกระบวนการคัดแยก ปรับปรุงคุณภาพ และแปรสภาพในโรงแยกก๊าซธรรมชาติ ก่อนต่อยอดเป็นไฟฟ้า ก๊าซหุงต้ม วัตถุดิบปิโตรเคมี และสินค้าหลากหลายประเภทในชีวิตประจำวัน กระบวนการดังกล่าวช่วยเพิ่มมูลค่าจากทรัพยากรพลังงาน และเป็นรากฐานของอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่เชื่อมโยงกับการผลิตสินค้าและบริการจำนวนมากในระบบเศรษฐกิจ

โรงแยกก๊าซธรรมชาติ




