นักวิชาการเตือนดาต้าเซ็นเตอร์ดาบสองคม ชี้ศูนย์ข้อมูลขนาด 20 เมกะวัตต์แย่งไฟบ้าน 3.6 หมื่นครัวเรือน ห่วงกระทบน้ำ-ไฟประชาชน เสนอทบทวนสิทธิ BOI ผูกผลประโยชน์กับการจ้างงาน-ใช้พลังงานสะอาด
นายอัทธ์ พิศาลวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า การเข้ามาของดาต้าเซ็นเตอร์เปรียบเสมือนดาบสองคม ด้านหนึ่งสามารถนำเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามากระตุ้นการก่อสร้างและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน สร้างงานที่ต้องใช้ทักษะสูง เพิ่มความต้องการสินค้าและบริการภายในประเทศ ตลอดจนช่วยยกระดับระบบดิจิทัลและความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย
โดยในปี 2568 เป็นปีเริ่มต้นหรือยุคทองของมูลค่าการลงทุนต่างชาติ (FDI) ของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ จากมูลค่า FDI ในปี 2566 ที่ 1.3 หมื่นล้านบาท เพิ่มเป็น 9.5 หมื่นล้านบาท และปี 2568 มูลค่าก้าวกระโดดเป็น 5.5 แสนล้านบาท และเพียง 6 เดือนแรกของปี 2569 FDI อุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์มีมูลค่าเกินกว่าปี 2568 คือ 8.3 แสนล้านบาททำให้อัตราการขยายตัวของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์สูงสุดถึง 611% ในปี 2567 และตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นมา สัดส่วนของ FDI ดาต้าเซ็นเตอร์ มีสัดส่วนสูงที่สุดใน FDI ทั้งหมด โดยปี 2569 สูงถึง 73%
นายอัทธ์ กล่าวด้วยว่า ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นกิจการที่ใช้ไฟฟ้าและน้ำในปริมาณสูงต้องการระบบส่งไฟฟ้า สถานีไฟฟ้า และกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองเพิ่มเติม รวมทั้งต้องใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าดีเซลในกรณีฉุกเฉินจึงอาจเพิ่มการใช้ก๊าซธรรมชาติและน้ำมันตลอดจนสร้างมลพิษทางอากาศ เสียง ความร้อน น้ำเสีย และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หากไม่มีมาตรการกำกับดูแลที่เหมาะสม แม้ว่าไทยสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากอุตสากรรมดาต้าเซ็นเตอร์ได้ก็ตาม แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าประเทศไทยและประชาชนได้รับมูลค่าเพิ่มที่แท้จริงมากน้อยเพียงใดเมื่อเทียบกับไฟฟ้า น้ำ ที่ดิน สิทธิประโยชน์ทางภาษีและต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมที่ประเทศต้องนำไปใช้รองรับการลงทุนดังกล่าว
หากต้นทุนการสร้างโรงไฟฟ้า สายส่ง สถานีไฟฟ้า ระบบประปา และโครงสร้างพื้นฐานใหม่ถูกผลักให้ประชาชนและผู้ประกอบการทั่วไปเป็นผู้ร่วมรับภาระ การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ทำให้ค่าไฟและค่าน้ำสูงขึ้น กระทบความมั่นคงด้านพลังงานและน้ำตลอดจนแย่งใช้ทรัพยากรจากภาคครัวเรือน เกษตรกรรม และอุตสาหกรรมอื่น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านไฟฟ้าหรือเผชิญปัญหาภัยแล้ง หากเป็นในฉากทัศน์นี้ประเทศไทยเสียหาย
ดังนั้น ประเทศไทยไม่ควรมองความสำเร็จจากมูลค่าคำขอส่งเสริมการลงทุนเพียงด้านเดียวแต่ต้องประเมินผลประโยชน์สุทธิที่ประเทศได้รับจากการลงทุน ตั้งแต่การจ้างงานและรายได้ที่เกิดขึ้นจริง การจัดซื้อสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการไทย การถ่ายทอดเทคโนโลยี รายได้ภาษี ตลอดจนต้นทุนด้านพลังงาน น้ำ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชน
นายอัทธ์ กล่าวถึงผลกระทบต่อการใช้ทรัพยากรของคนไทยว่า หากดาต้าเซ็นเตอร์ขนาด 20 เมกะวัตต์จะมาแย่งไฟฟ้าของครัวเรือนไทยจำนวน 36,000 หลัง (พิจารณาจากบ้าน 1 หลัง ขนาด 100 ตารางวา) และหากขนาดอุตสาหกรรมเซ็นเตอร์ใหญ่ขึ้นจะยิ่งมาแย่งปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าของครัวเรือนมากขึ้น ส่วนปริมาณการใช้น้ำนั้นคาดว่าจะมีปริมาณการใช้น้ำเท่ากับ 223,200 ลิตรต่อวันโดยใช้การคำนวนตามสูตรของ The Green Grid ซึ่งเป็นผู้พัฒนาตัวชี้วัดประสิทธิภาพการใช้น้ำ (Water Usage Effectiveness: WUE) นอกจากนี้ดาต้าเซ็นเตอร์จำเป็นต้องมีน้ำมันสำรองสำหรับกรณีไฟฟ้าดับ พิจารณาจากสูตรของ Uptime Institute พบว่าความต้องการใช้น้ำมันคือ 188,160 ต่อวัน
ขณะเดียวกันอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์เป็นอุตสาหกรรมที่จ้างงานน้อยมากเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมการผลิตอื่นๆ ยกตัวอย่างกรณีโครงการ Meta Data Center รัฐเท็กซัส ลงทุน 1.5 พันล้านดอลลาร์ จ้างงานก่อสร้าง 1,800 คน และงานประจำ 100 คน เมื่อเทียบกับเงิน 1,000 ล้านบาทจ้างคนงานก่อสร้างเพียง งานก่อสร้างประมาณ 36 คน และงานประจำประมาณ 2 คน และกรณี Amazon Data Center รัฐนอร์ทแคโรไลนา ลงทุน 10 พันล้านดอลลาร์ จ้างงานประจำ 500 คน เมื่อเทียบเงินลงทุน 1,000 ล้านบาทจ้างงานประจำประมาณ 1.5 คน เมื่อคิดจากดาต้าเซ็นเตอร์ขนาด 20 MW ทำให้จ้างงาน 17–18 คน

ตารางประเมินการใช้ไฟฟ้าของขนาดดาต้าเซ็นเตอร์
ทั้งนี้ นายอัทธ์ได้ให้ข้อเสนอแนะต่ออุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ ดังนี้ 1.ห้ามแย่งไฟฟ้าจากประชาชน: ก่อนอนุมัติโครงการ ต้องประเมินว่าพื้นที่นั้นมีกำลังผลิตและระบบส่งเพียงพอหรือไม่ หากระบบไฟฟ้าไม่พอ ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องลดการใช้ไฟในช่วงความต้องการสูงสุด
2.ต้องใช้พลังงานหมุนเวียนที่จัดตั้งใหม่: ไม่ควรอนุญาตให้บริษัทซื้อพลังงานปกติที่ครัวเรือนไทยใช้ทุกวัน แต่ต้องดาต้าเซ็นเตอร์ให้ติดตั้งระบบพลังงานหมุนเวียนใหม่ทั้งหมด
3.ห้ามแย่งน้ำจากครัวเรือนและเกษตรกร : ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ตั้งในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำต้องให้ใช้น้ำรีไซเคิล น้ำเสียที่ผ่านการบำบัด และแหล่งน้ำที่ไม่กระทบน้ำอกินน้ำใช้และการเกษตร เมื่อเกิดภัยแล้ง ประชาชน โรงพยาบาล โรงเรียน และเกษตรกรในพื้นที่ต้องได้รับสิทธิใช้น้ำก่อนดาต้าเซ็นเตอร์
4.ต้องเปิดเผยข้อมูลการใช้ทรัพยากรรายโครงการ : ดาต้าเซ็นเตอร์ควรเปิดเผยต่อสาธารณะอย่างน้อยปีละครั้ง
5.ต้องจัดทำ EIA ตามผลกระทบจริง ไม่ใช่ดูเฉพาะพื้นที่อาคาร: เกณฑ์กำหนดให้ทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมควรพิจารณาทั้งกำลังไฟฟ้ารวม ปริมาณน้ำที่ใช้ จำนวนเครื่องกำเนิดไฟฟ้า และปริมาณเชื้อเพลิงสำรอง เป็นต้น
5.ต้องกำหนดเขตและระยะห่างจากชุมชน : ไม่ควรตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ใกล้บ้านพัก โรงเรียน โรงพยาบาล และแหล่งน้ำของชุมชน ต้องมี เขตกันชน กำแพงและระบบลดเสียง และการตรวจวัดเสียงความถี่ต่ำ เป็นต้น
6.จัดตั้งกองทุนชุมชนจากรายได้ของดาต้าเซ็นเตอร์ : ควรเรียกเก็บค่าธรรมเนียมตามปริมาณไฟฟ้า น้ำ หรือกำลังไฟฟ้าที่ได้รับอนุมัติ เพื่อนำเข้ากองทุนพัฒนาพื้นที่ ใช้สำหรับลดค่าไฟของครัวเรือนรอบโครงการ ปรับปรุงระบบประปาชุมชน เพิ่มพื้นที่สีเขียว และตรวจสุขภาพประชาชน เป็นต้น
7.ต้องให้สิทธิชุมชนมีส่วนร่วมก่อนอนุมัติ: ประชาชนต้องได้รับข้อมูลก่อนตัดสินใจ ไม่ใช่หลังอนุมัติโครงการแล้ว โดยควรมีเวทีรับฟังความคิดเห็นในพื้นที การเปิดเผยแบบจำลองการใช้ไฟและน้ำ และการประเมินผลกระทบต่อค่าไฟและค่าน้ำ เป็นต้น
8.ทบทวนสิทธิประโยชน์ BOI ตามผลประโยชน์สุทธิ : ไม่ควรยกเว้นภาษีโดยพิจารณาเพียงมูลค่าเงินลงทุน เพราะเงินลงทุนส่วนใหญ่อาจเป็นเซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์นำเข้าจากต่างประเทศ ควรให้สิทธิประโยชน์ตามผลลัพธ์จริง เช่น การจ้างงานคนไทย การซื้อสินค้าและบริการจากไทย ประสิทธิภาพการใช้ไฟและน้ำ สัดส่วนการใช้พลังงานสะอาด




