คนไทยใช้ AI มากขึ้น แต่ความพร้อมไม่ได้วัดแค่การเข้าถึงเครื่องมือ เมื่อทักษะการใช้ให้เป็น ตรวจสอบให้ได้ และรู้ทันภัยไซเบอร์ กำลังกลายเป็นโจทย์สำคัญของประเทศในยุค AI
ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังขยับจากเทคโนโลยีทางเลือกไปสู่เครื่องมือพื้นฐานของการทำงานและชีวิตประจำวัน หลายองค์กรนำ AI มาใช้ทั้งวิเคราะห์ข้อมูล สร้างเนื้อหา สนับสนุนการตัดสินใจ และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ขณะที่การใช้งานที่แพร่หลายขึ้นทำให้ทักษะด้านความเข้าใจ การตรวจสอบ และการใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมมีความสำคัญมากขึ้นตามไปด้วย
รายงาน AI Index Report 2026 ของ Stanford Institute for Human-Centered Artificial Intelligence (Stanford HAI) ระบุว่า ในปี 2568 สัดส่วนองค์กรที่ใช้ AI ในอย่างน้อยหนึ่งฟังก์ชันธุรกิจเพิ่มขึ้นเป็น 88% จาก 78% ในปีก่อน ขณะที่ 79% ระบุว่าใช้ Generative AI อย่างสม่ำเสมอในอย่างน้อยหนึ่งส่วนงาน อีกทั้ง Generative AI ใช้เวลาเพียงประมาณ 3 ปีในการขยายการใช้งานสู่ระดับประชากรราว 53% เร็วกว่าการแพร่ของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลและอินเทอร์เน็ตในอดีต
ประเทศไทยมีการนำ AI มาใช้ในระดับสูงเช่นกัน ผลสำรวจ Thailand Hopes and Fears Survey 2025 ของ PwC ประเทศไทย พบว่า 72% ของแรงงานไทยที่ตอบแบบสำรวจเคยใช้ AI ในการทำงานในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 54% แต่ผู้ที่ใช้ Generative AI ทุกวันมีสัดส่วน 24% เพิ่มจาก 17% ในปีก่อน ขณะที่ผู้ใช้รายสัปดาห์อยู่ที่ 27% แสดงให้เห็นว่าการเข้าถึงเทคโนโลยีและการใช้งานอย่างต่อเนื่องยังมีระยะห่างกันอยู่
ในกลุ่มที่ใช้งานเป็นประจำ ประโยชน์จาก AI ปรากฏค่อนข้างชัด โดย 90% ของผู้ใช้ AI ทุกวันระบุว่าประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น ขณะที่แรงงานไทย 86% มองว่า AI ช่วยเพิ่มคุณภาพงาน 80% ช่วยด้านความคิดสร้างสรรค์ และ 77% ช่วยเพิ่มผลิตภาพ อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เพียงจำนวนผู้ใช้ แต่รวมถึงความสามารถในการเลือกใช้ AI ให้เหมาะกับงาน ตรวจสอบผลลัพธ์ และเข้าใจข้อจำกัดของเทคโนโลยีด้วย
ด้านระบบการศึกษา ข้อมูลของกระทรวงศึกษาธิการระบุว่า หน่วยงานทางการศึกษาและสถานศึกษาที่จัดการเรียนรู้ด้าน Media Literacy และ AI Literacy มีสัดส่วน 61.87% จากเป้าหมาย 80% หรือ 7,347 แห่งจากฐานข้อมูลที่นำมาประเมิน ตัวเลขดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาทักษะอย่างเป็นระบบยังมีพื้นที่ให้ขยายตัวอีกมาก ท่ามกลางการใช้ AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งในการเรียน การทำงาน และชีวิตประจำวัน
ขณะเดียวกัน AI ไม่ได้ถูกใช้เฉพาะเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน รายงาน Global Financial Fraud Threat Assessment 2026 ของ INTERPOL เตือนว่า AI กำลังเพิ่มความแนบเนียนและขยายขนาดการฉ้อโกง ตั้งแต่การสร้างเนื้อหา ปลอมตัวตน ไปจนถึงแคมเปญหลอกลวงในวงกว้าง โดยการฉ้อโกงที่เสริมด้วย AI สามารถสร้างผลตอบแทนให้เครือข่ายอาชญากรรมสูงกว่าวิธีที่ไม่ได้ใช้ AI ถึง 4.5 เท่า
ขณะที่ INTERPOL พบว่าอาชญากรไซเบอร์ในเอเชียและแปซิฟิกกำลังใช้ AI และ Social Engineering อย่างเป็นระบบมากขึ้น และกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศที่สำรวจรายงานว่าอาชญากรรมไซเบอร์คิดเป็นอย่างน้อย 30% ของอาชญากรรมที่บันทึกไว้ทั้งหมด
สำหรับประเทศไทย ต้นทุนของปัญหานี้ปรากฏเป็นตัวเลขที่จับต้องได้ ข้อมูลที่ธนาคารแห่งประเทศไทยรวบรวมจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุว่า มูลค่าความเสียหายจากการถูกหลอกลวงสะสมถึงเดือนกรกฎาคม 2569 อยู่ที่ 116,164 ล้านบาท จากประมาณ 1.35 ล้านเคส เฉพาะเดือนกรกฎาคมเดือนเดียวพบ 25,206 เคส คิดเป็นความเสียหาย 962 ล้านบาท
การใช้ AI ที่ขยายตัวทั้งในด้านการทำงานและการหลอกลวง ทำให้ความหมายของคำว่า “ใช้เป็น” กว้างกว่าการเขียน Prompt หรือเลือกเครื่องมือมาช่วยทำงานให้เร็วขึ้น แต่ยังครอบคลุมถึงการคิดวิเคราะห์ ตรวจสอบที่มาของข้อมูล แยกแยะเนื้อหาที่อาจถูกสร้างหรือดัดแปลงด้วย AI และประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่ได้รับผ่านช่องทางออนไลน์
การเข้าถึง AI จึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ส่วนคุณภาพของการใช้งานขึ้นอยู่กับทักษะอีกหลายด้าน ตั้งแต่การตั้งคำสั่งให้เหมาะสมกับโจทย์ การตรวจสอบคำตอบ การเข้าใจข้อจำกัดของระบบ ไปจนถึงการตัดสินใจว่าเทคโนโลยีประเภทใดเหมาะกับงานลักษณะใด
ทักษะเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะคนสายเทคโนโลยี เพราะ AI เข้าไปเกี่ยวข้องกับงานหลากหลายรูปแบบ ทั้งการวิเคราะห์ข้อมูล จัดทำเอกสาร สื่อสาร สร้างคอนเทนต์ และพัฒนาซอฟต์แวร์ ระดับความรู้ที่จำเป็นจึงแตกต่างกันไปตามบทบาทของผู้ใช้ แต่มีพื้นฐานร่วมกันคือความสามารถในการใช้เทคโนโลยีอย่างเข้าใจ ตรวจสอบได้ และเหมาะสมกับบริบทของงาน
ในช่วงวันที่ 11-12 กันยายน 2569 หนึ่งในกิจกรรมที่สะท้อนทิศทางการพัฒนาทักษะ AI คือ AIS ACADEMY for THAIs 2026 ซึ่งเปิดพื้นที่เรียนรู้สำหรับทั้งผู้เริ่มต้น คนทำงาน ผู้ประกอบการ และสายเทคนิค โดยมีเวิร์กช็อปตั้งแต่การใช้ AI กับงานทั่วไป การวิเคราะห์ข้อมูล การสร้างคอนเทนต์ และการพัฒนาแอปพลิเคชัน ไปจนถึงหัวข้อด้าน Critical Thinking การเข้าใจข้อจำกัดของ AI และการใช้งานอย่างปลอดภัย
ภาพดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า ทักษะ AI ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การเข้าถึงเครื่องมือ แต่รวมถึงความสามารถในการเลือกใช้ให้เหมาะกับโจทย์ และประเมินผลลัพธ์ที่ AI สร้างขึ้นได้อย่างมีวิจารณญาณ ขณะเดียวกัน AI Literacy ยังเชื่อมโยงกับ Digital Literacy และการรู้เท่าทันภัยไซเบอร์มากขึ้น เพราะเทคโนโลยีเดียวกันสามารถถูกนำไปใช้สร้างข้อมูลปลอม ปลอมตัวตน หรือเพิ่มความแนบเนียนให้กับการหลอกลวงได้
แนวทางลักษณะนี้เริ่มปรากฏในหลายภาคส่วน เช่น ความร่วมมือระหว่าง กระทรวงกลาโหม DGA และ AIS ที่นำหลักสูตรด้าน AI Literacy และภัยไซเบอร์มาใช้กับกำลังพล บุคลากรภาครัฐ และครอบครัว พร้อมวางแผนขยายการเรียนรู้ไปยังหน่วยทหารใน 4 ภาค
นางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจองค์กร AIS ระบุว่า ความพร้อมของประเทศไทยในยุค AI ไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงกับการมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย แต่รวมถึงความสามารถของคนในการเข้าใจ ใช้งาน และนำ AI ไปใช้ได้อย่างเหมาะสม โดย Digital Literacy และ AI Literacy ถือเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนากำลังคนในระยะยาว
ความพร้อมของไทยในยุค AI จึงไม่อาจประเมินจากจำนวนผู้ใช้งานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองควบคู่กับความสามารถในการตรวจสอบข้อมูล แยกแยะความน่าเชื่อถือ เข้าใจข้อจำกัดของเครื่องมือ และรู้เท่าทันความเสี่ยงจากเทคโนโลยี เพราะความได้เปรียบอาจไม่ได้อยู่ที่ ใครเข้าถึง AI ก่อน แต่อยู่ที่ ใครใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรู้เท่าทันผลกระทบได้มากกว่า
อ้างอิง




