News Logo
หน้าแรก
ไทยใช้ AI โตเร็วอันดับ 2 โลก AIS ปักโจทย์ใหญ่ แค่ ‘ใช้เป็น’ ยังไม่พอ

ไทยใช้ AI โตเร็วอันดับ 2 โลก AIS ปักโจทย์ใหญ่ แค่ ‘ใช้เป็น’ ยังไม่พอ

24 ก.ย. 2569 13:27
ผู้ชม 13 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

คนไทยกำลังเร่งเข้าสู่ยุค AI เร็วกว่าหลายประเทศ ขณะที่คนทำงานไทย 32% ถูกจัดอยู่ในกลุ่มผู้ใช้ AI ระดับสูง สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกถึงเท่าตัว แต่เมื่อมองลึกลงไป ความท้าทายกำลังขยับจาก “การเข้าถึง” ไปสู่การสร้างทักษะ ปรับวิธีทำงาน และทำให้ AI สร้างผลลัพธ์ได้จริง

ประเทศไทยอาจไม่ได้เริ่มต้นช้าในสนาม AI อย่างที่หลายคนคิด เพราะข้อมูลล่าสุดจาก Microsoft Global AI Diffusion Report 2026 ระบุว่า สัดส่วนประชากรวัยทำงานไทยที่ใช้งาน AI เพิ่มจาก 9.1% ในครึ่งแรกของปี 2568 เป็น 12.4% ในไตรมาสแรกปี 2569 โดยไทยมีอัตราการเติบโตของสัดส่วนผู้ใช้งานสูงเป็น อันดับ 2 ของโลก รองจากเกาหลีใต้ ตามเกณฑ์การวัดของ Microsoft ซึ่งคำนวณจากการใช้งาน Generative AI ของประชากรอายุ 15-64 ปี

ความเร็วนี้เห็นชัดขึ้นในกลุ่มคนทำงาน รายงาน Work Trend Index 2026 ของ Microsoft พบว่า 32% ของคนทำงานไทยที่สำรวจอยู่ในกลุ่ม “Frontier Professionals” หรือผู้ใช้ AI ระดับสูง เทียบกับค่าเฉลี่ยโลกเพียง 16% ขณะเดียวกัน 75% ของผู้ใช้ AI ในไทยระบุว่าสามารถสร้างผลงานบางอย่างที่เมื่อหนึ่งปีก่อนยังทำไม่ได้ สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 58% 

แต่ตัวเลขการใช้งานสูงไม่ได้หมายความว่าองค์กรจะเปลี่ยนผ่านได้ทันที เพราะในรายงานเดียวกัน 60% ของผู้ใช้ AI ในไทยยังรู้สึกปลอดภัยกว่าที่จะใช้ AI ช่วยทำเป้าหมายเดิม มากกว่านำ AI ไปออกแบบวิธีทำงานใหม่ เทียบกับค่าเฉลี่ยโลกที่ 45% ภาพนี้จึงทำให้โจทย์เรื่อง AI เริ่มเปลี่ยนจาก “มีใครใช้บ้าง” ไปเป็น “องค์กรสามารถเปลี่ยนการใช้งานรายบุคคลให้กลายเป็นวิธีทำงานใหม่ได้หรือไม่”

เมื่อเทียบกับทิศทางโลก การแข่งขันยิ่งเดินเร็วขึ้น โดย Stanford AI Index Report 2026 ซึ่งอ้างอิงการสำรวจองค์กรของ McKinsey ระบุว่า ในปี 2568 มีผู้ตอบแบบสำรวจ 88% ระบุว่าองค์กรใช้ AI อย่างน้อยหนึ่งฟังก์ชัน เพิ่มจาก 78% ในปีก่อนหน้า ขณะที่ 79% ระบุว่าองค์กรใช้ Generative AI เป็นประจำอย่างน้อยหนึ่งฟังก์ชัน เพิ่มจาก 71% ในปี 2567

สำหรับประเทศไทย ข้อมูลระดับองค์กรที่เผยแพร่โดย ETDA และ สวทช. จากการสำรวจปี 2567 จำนวน 580 หน่วยงาน พบว่า มีองค์กรที่นำ AI มาใช้แล้ว 17.8% ส่วน 73.3% มีแผนนำมาใช้ในอนาคต ขณะที่องค์กรที่ใช้แล้วมีคะแนนความพร้อมเฉลี่ย 55.1% อยู่ในระดับ “AI Aware” หรืออยู่ในขั้นที่ตระหนักถึงความสำคัญและเริ่มประยุกต์ใช้ AI แล้ว

ตัวเลขชุดนี้ไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบตรงๆ กับข้อมูลคนทำงานปี 2569 ได้ เพราะต่างทั้งช่วงเวลา กลุ่มตัวอย่าง และวิธีสำรวจ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือข้อจำกัดที่องค์กรไทยรายงานไว้ โดยอุปสรรคของการใช้ Generative AI ที่พบมาก ได้แก่ การขาดบุคลากรที่มีทักษะ ความกังวลเรื่องคุณภาพข้อมูล และเงินทุนสำหรับเทคโนโลยี ขณะที่องค์กรที่ยังไม่ใช้ AI จำนวนหนึ่งยังอยู่ในช่วงศึกษาว่าควรนำ AI ไปประยุกต์กับงานอย่างไร

ช่องว่างจึงอาจไม่ได้อยู่ที่การทำให้คนไทย “รู้จัก AI” เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่คือการเพิ่มความสามารถในการตั้งคำถาม วิเคราะห์ข้อมูล ตรวจสอบผลลัพธ์ และออกแบบวิธีทำงานร่วมกับ AI โดย Work Trend Index พบว่า ผู้ใช้ AI ในไทยมองว่า การตรวจสอบและควบคุมคุณภาพผลงานจาก AI เป็นทักษะสำคัญอันดับต้นๆ ที่ 53% ตามด้วยการคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผลที่ 45%

โจทย์ลักษณะนี้ถูกนำมาเป็นหนึ่งในแกนของงาน AIS ACADEMY for THAIs 2026: Mastering AI Beyond Borders ซึ่งจัดขึ้นวันที่ 11-12 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา โดย AIS Academy วางเนื้อหาตั้งแต่ความพร้อมของคน องค์กร เมือง ไปจนถึงระบบนิเวศของประเทศ ภายใต้แนวคิดว่าการเข้าสู่ยุค AI ไม่ควรหยุดอยู่ที่การเข้าถึงเครื่องมือ แต่ต้องขยับไปสู่ความสามารถในการนำ AI ไปสร้างผลลัพธ์ได้จริง

นางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจองค์กร AIS อธิบายแนวคิดดังกล่าวว่า ประเทศไทยกำลังขยับจาก AI Access ไปสู่ AI Capability ซึ่งหมายถึงความพร้อมไม่ได้ขึ้นอยู่กับโครงสร้างพื้นฐานหรือเครื่องมือเพียงด้านเดียว แต่ต้องมีคนที่เรียนรู้ ปรับตัว ตั้งคำถาม ตัดสินใจจากข้อมูล ทำงานร่วมกับ AI และใช้เทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบด้วย

ภายในงานจึงไม่ได้มีเฉพาะเวทีพูดคุยเรื่องเทคโนโลยี แต่แบ่งเนื้อหาไปที่ Thailand AI Readiness, AI Ready Business และ AI Ready Skills พร้อม Workshop และ Masterclass มากกว่า 20 Sessions รวมถึง JUMP Thailand Hackathon 2026 ภายใต้โจทย์ “AI for the Future of Thai Education” ซึ่งมีผู้สมัคร 603 ทีม 2,504 คน จาก 67 สถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ก่อนคัดเหลือ 10 ทีมสุดท้ายในรอบ Final Innovation Pitching

ภาพที่เกิดขึ้นจึงน่าสนใจกว่าการถามเพียงว่า “ไทยใช้ AI มากแค่ไหน” เพราะข้อมูลหลายชุดกำลังชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า การใช้งานระดับบุคคลกำลังเดินหน้าอย่างรวดเร็ว ขณะที่โจทย์รอบถัดไปอยู่ที่ทักษะ กระบวนการทำงาน ข้อมูล และความพร้อมขององค์กร ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่จะตัดสินว่า AI จะเป็นเพียงเครื่องมือช่วยงาน หรือกลายเป็นความสามารถใหม่ที่สร้างมูลค่าได้จริง

เมื่อ AI กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานทั่วโลก การแข่งขันจึงอาจไม่ได้วัดกันว่าใคร “เริ่มใช้ก่อน” อีกต่อไป แต่จะอยู่ที่ว่า ใครสามารถเปลี่ยนการใช้ AI จากกิจกรรมของคนบางกลุ่ม ให้กลายเป็นทักษะของคน วิธีทำงานขององค์กร และโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจได้เร็วกว่า ซึ่งเป็นโจทย์ที่ทั้งภาคธุรกิจ ภาคการศึกษา และผู้พัฒนาคนของไทยต้องเดินต่อจากกระแส AI ที่กำลังเติบโตในวันนี้

อ้างอิง

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ชาวนครปฐมห้ามพลาด! กรุงไทย ขนโปรการเงินลุย Smart Money 25-27 ก.ย.
ชาวนครปฐมห้ามพลาด! กรุงไทย ขนโปรการเงินลุย Smart Money 25-27 ก.ย.