AOT ชูแนวคิด Corporate Citizenship Airport พลิกบทบาทสนามบินจากประตูสู่การเดินทาง เป็นพื้นที่ที่เติบโตไปพร้อมเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และเป้าหมาย Net Zero 2044
สนามบินยุคใหม่ไม่ได้ถูกวัดเพียงจากจำนวนเที่ยวบินหรือผู้โดยสารที่รองรับได้มากขึ้นอีกต่อไป เพราะทุกการขยายตัวของท่าอากาศยานเชื่อมโยงกับทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมโดยรอบ โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การทำให้การเติบโตของการเดินทางสร้างคุณค่าได้อย่างสมดุล พร้อมกับดูแลผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
ด้วยแนวคิดนี้ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. (AOT) จึงมองไกลกว่าบทบาทของการเป็นเพียง “ประตูสู่การเดินทาง” และก้าวสู่การเป็น “สนามบินที่เป็นพลเมืองที่ดีของสังคมและเป็นเพื่อนบ้านที่ดีของชุมชน” หรือ Corporate Citizenship Airport เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีและเติบโตไปพร้อมกับสังคมอย่างยั่งยืน
AOT วางรากฐานการดำเนินธุรกิจที่ไม่ได้วัดความสำเร็จจากจำนวนเที่ยวบินหรือตัวเลขผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าที่สมดุลใน 3 มิติ ได้แก่ มิติเศรษฐกิจและการกำกับดูแลที่ดี มิติสังคม และมิติสิ่งแวดล้อม เพื่อเปลี่ยนภาพจำของสนามบินจากจุดเชื่อมต่อการเดินทาง ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งโอกาสที่พร้อมรับฟังและตอบสนองต่อความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน
ความมุ่งมั่นดังกล่าวถูกถ่ายทอดผ่านวิสัยทัศน์ในการเป็น “ศูนย์กลางการบินระดับโลกที่ยั่งยืน” โดยยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง เพราะ AOT เชื่อว่าการเติบโตต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง แต่ต้องส่งต่อโอกาส คุณภาพชีวิตที่ดี และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนให้ชุมชนและสังคมโดยรอบ ภายใต้มาตรฐานใหม่ของท่าอากาศยานยุคใหม่ที่ตั้งใจจะ “เชื่อมต่อโลกกว้าง ด้วยหัวใจที่ยั่งยืน”
หนึ่งในภาพสะท้อนของสนามบินยุคใหม่ที่เติบโตควบคู่ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม คืออาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 หรือ SAT-1 ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งไม่เพียงตอบโจทย์ความสะดวกสบายและความทันสมัยของผู้โดยสาร แต่ยังผสานแนวคิดความยั่งยืนไว้ในโครงสร้างสำคัญของอาคาร โดย SAT-1 ได้รับรางวัลสนามบินที่สวยที่สุดในโลก ประจำปี 2024 จาก Prix Versailles ซึ่งจัดโดย UNESCO และได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด Sustainable Design เพื่อมุ่งสู่การเป็นต้นแบบ Green Airport แห่งแรกของประเทศไทย
หัวใจสำคัญของ SAT-1 อยู่ที่การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาช่วยลดผลกระทบจากการดำเนินงาน โดยติดตั้งระบบไฟฟ้า 400 Hz และระบบปรับอากาศ PC-Air ณ หลุมจอดอากาศยาน เพื่อให้อากาศยานสามารถใช้พลังงานจากภาคพื้นแทนการติดเครื่องยนต์ช่วย หรือ APU ขณะจอด ซึ่งช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ลดมลพิษทางอากาศ และลดเสียงรบกวนที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ
ขณะเดียวกัน การออกแบบ SAT-1 ยังให้ความสำคัญกับการใช้ประโยชน์จากแสงธรรมชาติเพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้า พร้อมจัดสรรพื้นที่สีเขียวภายในอาคาร เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ผ่อนคลายและเป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน ทำให้ทุกองค์ประกอบไม่ได้มุ่งตอบโจทย์เพียงความสะดวกสบายของผู้โดยสาร แต่ยังสะท้อนแนวคิดการออกแบบที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
ในระดับหมุดหมายระยะยาว AOT ประกาศพันธกิจสำคัญในการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero Emissions ภายในปี พ.ศ. 2587 หรือ ค.ศ. 2044 ซึ่งเป็นการปักธงสำคัญเพื่อสนับสนุนการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อชุมชนและสังคม โดย AOT บูรณาการแนวคิดคาร์บอนต่ำเข้าสู่การดำเนินธุรกิจในทุกมิติอย่างเป็นระบบ
กลยุทธ์สำคัญที่ AOT เริ่มลงมือทำแล้วคือการเปลี่ยนพื้นที่ว่างในสนามบินให้เป็นขุมพลังสะอาด ผ่านโครงการ Solar Rooftop บนหลังคาอาคารผู้โดยสาร และ Solar Floating ในบ่อน้ำของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยมีกำลังการผลิตรวมสูงถึง 37.819 MWp ซึ่งถือเป็นโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ในสนามบินที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง
นอกจากพลังงานแสงอาทิตย์ AOT ยังได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากลอย่าง Airport Carbon Accreditation (ACA) ในระดับที่สะท้อนการบริหารจัดการคาร์บอนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยท่าอากาศยานหลายแห่งของ AOT ได้รับการรับรองในระดับที่ 3 ซึ่งหมายถึงการขยายขอบเขตการลดคาร์บอนไปยังผู้มีส่วนได้เสียภายนอกด้วย การดำเนินงานนี้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นว่าทุกเที่ยวบินที่ทะยานขึ้นสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางที่สะอาดขึ้นและเป็นมิตรต่อโลกมากขึ้น
อีกด้านหนึ่งของท่าอากาศยานยุคใหม่คือการทำให้การเดินทางราบรื่นและไร้รอยต่อมากขึ้น AOT นำเทคโนโลยีเข้ามายกระดับประสบการณ์ผู้โดยสารผ่านแอปพลิเคชัน SAWASDEE by AOT ที่เป็นเพื่อนคู่ใจของนักเดินทาง ครอบคลุมตั้งแต่การเช็กอิน การติดตามสถานะสัมภาระแบบ Real-time ไปจนถึงการรับข้อมูลเที่ยวบินที่แม่นยำ เพื่อช่วยลดความแออัดภายในสนามบินและสร้างความพึงพอใจให้ผู้ใช้บริการทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม
นวัตกรรมที่โดดเด่นอีกส่วนคือระบบ Biometrics หรือการสแกนใบหน้าเพื่อยืนยันตัวตนผู้โดยสาร ซึ่งช่วยลดระยะเวลาในการยืนยันตัวตนเหลือเพียง 10 วินาทีต่อคน ลดการรอคิวและลดขั้นตอนการตรวจสอบเอกสารที่ซ้ำซ้อน ทำให้การเดินทางผ่านท่าอากาศยานของ AOT สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยตามมาตรฐานสากล
ในฐานะพลเมืองที่ดีของสังคมและเพื่อนบ้านที่ดีของชุมชน AOT ยังให้ความสำคัญกับการอยู่ร่วมกับชุมชนรอบข้างอย่างมีความสุข ผ่านโครงการ “AOT อาสาปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567” โดยฟื้นฟูป่าต้นน้ำในจังหวัดกาญจนบุรี ครอบคลุมพื้นที่ 360 ไร่ เพื่อกักเก็บคาร์บอนและคืนอากาศบริสุทธิ์ให้กับโลก พร้อมเปิดโอกาสให้พนักงานได้สัมผัสและเข้าใจความต้องการของเพื่อนบ้านอย่างแท้จริง
ความโปร่งใสยังเป็นหัวใจของการเป็นพลเมืองที่ดี AOT จึงจัดให้มีระบบจัดการข้อร้องเรียนของชุมชน หรือ Community Grievance Mechanism ที่เข้าถึงได้ง่ายและชัดเจน เพื่อรับฟังเสียงและข้อกังวลจากเพื่อนบ้านรอบสนามบินอย่างต่อเนื่อง ก่อนนำข้อมูลไปพัฒนาเป็นแผนการดำเนินงานเพื่อลดผลกระทบจากท่าอากาศยาน และสร้างความไว้วางใจระหว่างองค์กรกับชุมชนในระยะยาว
ในมิติ Clean Tech AOT ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำผ่านเทคโนโลยีสะอาดอย่างเป็นระบบ โดยมีการติดตั้งสถานีชาร์จ EV Charging ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานภูเก็ต และสำนักงานใหญ่ เพื่อรองรับการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า และอำนวยความสะดวกให้แก่นักเดินทางที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการเปลี่ยนยานพาหนะและอุปกรณ์ภาคพื้น หรือ GSE ให้เป็นพลังงานไฟฟ้ามากขึ้น เพื่อสร้างระบบนิเวศการบินที่สะอาดและปลอดภัย
การลดมลพิษจากเครื่องยนต์ภายในเขตการบินไม่เพียงช่วยลดก๊าซเรือนกระจก แต่ยังช่วยยกระดับคุณภาพอากาศและอาชีวอนามัยของผู้ปฏิบัติงานในสนามบิน ขณะเดียวกัน AOT ยังทำหน้าที่เป็นต้นแบบในการเลือกใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือ Green ICT เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรดิจิทัลอย่างคุ้มค่าและลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น
ความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืนของ AOT ยังสะท้อนผ่านการยอมรับในระดับสากล โดย AOT ได้รับคัดเลือกเป็นสมาชิก Dow Jones Best-in-Class Indices 2025 (DJBIC) ในกลุ่ม DJ BIC World ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 และคว้าอันดับหนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมจาก S&P Global Sustainability ด้วยคะแนน Top 1% S&P Global Sustainability
เมื่อโลกการบินกลับมาขับเคลื่อนอย่างเต็มกำลัง ทุกการเดินทางผ่านท่าอากาศยานของ AOT จึงไม่ใช่เพียงการไปถึงจุดหมาย แต่คือการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศการบินที่มีความรับผิดชอบต่อโลกและสังคม ด้วยความมุ่งมั่นสู่เป้าหมาย Net Zero Emissions ภายในปี พ.ศ. 2587 หรือ ค.ศ. 2044
จาก Corporate Citizenship Airport สู่ SAT-1 พลังงานสะอาด Biometrics ชุมชน Clean Tech และ Green ICT ภาพทั้งหมดสะท้อนทิศทางเดียวกัน คือ AOT จะยังคงเดินหน้าบูรณาการแนวคิดคาร์บอนต่ำและเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย เพื่อส่งมอบคุณค่าที่ยั่งยืนให้สังคมและสิ่งแวดล้อมในทุกย่างก้าวของการเติบโต เพราะ “การเชื่อมต่อโลกกว้าง ด้วยหัวใจที่ยั่งยืน” คือพันธกิจสำคัญในฐานะพลเมืองที่ดีของสังคมไทยที่จะพาทุกคนเดินทางสู่อนาคตที่สีเขียวและยั่งยืนไปด้วยกัน




