เปิดร่าง พ.ร.บ.แพลตฟอร์มดิจิทัล เพิ่มกติกาคุมค่าธรรมเนียม-สกัดผูกขาด ป้องกันเอาเปรียบรายย่อย เปิดเกณฑ์คุมบิ๊กแพลตฟอร์ม เพดานโทษปรับสูงสุด 0.3% ของรายได้ทั่วโลก พร้อมเจาะดีล Shopee-TikTok Shop-Lazada หั่นค่า GP 6 เดือน กลับไปใช้อัตราเดิมเหมือนต้นปี
สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 ว่า ท่ามกลางการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล แพลตฟอร์มออนไลน์กลายเป็นช่องทางสำคัญทั้งการซื้อขายสินค้า การโฆษณา และการให้บริการ แต่ขณะเดียวกันก็มีข้อร้องเรียนเรื่องค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้น การเอาเปรียบผู้ประกอบการรายย่อย และปัญหาการคุ้มครองผู้บริโภค ล่าสุดภาครัฐจึงเดินหน้าผลักดันร่าง พ.ร.บ.เศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล วางกติกากำกับผู้ให้บริการตั้งแต่รายเล็กไปจนถึงยักษ์ใหญ่ระดับโลก โดยเฉพาะแพลตฟอร์มที่มีอำนาจเหนือตลาด พร้อมกำหนดบทลงโทษที่อิงรายได้ทั่วโลก
ร่างพระราชบัญญัติเศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล พ.ศ. .... และร่างพระรราชบัญญัติว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์ พ.ศ. .... หรือ ร่าง พ.ร.บ.แพลตฟอร์มเศรษฐกิจดิจิทัลจะเป็นกฎหมายสำคัญในการกำกับดูแลผู้ให้บริการดิจิทัล ให้ความคุ้มครองผู้บริโภค ป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อประชาชน ส่งเสริมการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรม ซึ่งมีความสำคัญต่อการพัฒนาระบบเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล โดยผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล จะต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด และจะต้องมีกลไกการกำกับดูแลตนเอง จัดทำแนวปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาล
สำหรับคำจำกัดความของแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยให้เรียกรวมว่า “บริการดิจิทัล” ซึ่งรวมการให้บริการบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ระบบอินเตอร์เน็ต หรือโครงข่ายโทรคมนาคมทั้งหมด โดยกำหนดให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มจะต้องแจ้งจดทะเบียนข้อมูลการประกอบธุรกิจ ในส่วนของผู้ให้บริการที่มีรายได้มากกว่า 1.8 ล้านบาท จะต้องชี้แจงถึงที่มาของรายได้ โดยเฉพาะรายได้ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และมีการกำหนดโทษของผู้ประกอบการที่หลีกเลี่ยงการขึ้นทะเบียน หรือชี้แจงบัญชีรายได้
ในร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้จะมีการพิจารณาการมีส่วนร่วมรับผิดของแพลตฟอร์มผู้ให้บริการ ทั้งแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย และแพลตฟอร์ม Ride Sharing ซึ่งจะต้องมีการตรวจสอบผู้ให้บริการ (Service Provider) เช่น ผู้ขายสินค้าออนไลน์ คนขับรถ ฯลฯ พร้อมทั้งอัปเดตข้อมูลเป็นระยะ โดยหากแพลตฟอร์มรับผู้ให้บริการเข้ามา แล้วเกิดกรณีการหลอกลวงผู้ใช้บริการ แพลตฟอร์มจะต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบด้วย
เปิดเกณฑ์แพลตฟอร์มรายใหญ่ต้องรายงาน
สำหรับเกณฑ์กำกับดูแล ร่างกฎหมายกำหนดให้แพลตฟอร์มที่มีนัยสำคัญ (Significant Digital Platform) ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดเพิ่มเติม โดยพิจารณาจาก 3 เกณฑ์หลัก ได้แก่ มีรายได้ก่อนหักค่าใช้จ่ายในประเทศไทยเกิน 1,000 ล้านบาทต่อปี มีผู้ใช้บริการเฉลี่ยเกิน 6 ล้านรายต่อเดือน หรือเป็นแพลตฟอร์มที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระบบการเงิน การพาณิชย์ ความน่าเชื่อถือของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ หรือสร้างความเสียหายต่อสาธารณชนในวงกว้าง
แพลตฟอร์มที่เข้าเกณฑ์จะต้องรายงานข้อมูลต่อสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ทั้งข้อมูลผู้ประกอบการ รายได้ มูลค่าธุรกรรม จำนวนผู้ใช้บริการ ประเภทธุรกิจ และเรื่องร้องเรียน โดยครอบคลุมถึงแพลตฟอร์มต่างชาติที่ให้บริการแก่ผู้ใช้ในประเทศไทย แม้ไม่มีสำนักงานใหญ่หรือจดทะเบียนประกอบธุรกิจในไทยก็ตาม
นอกจากนี้ ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มยังต้องเพิ่มความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค ทั้งการจัดให้มีช่องทางร้องเรียนที่เข้าถึงง่าย ตอบรับเรื่องร้องเรียนภายใน 24 ชั่วโมง และแจ้งผลการตรวจสอบภายใน 60 วัน รวมถึงต้องแยกโฆษณาออกจากเนื้อหาทั่วไป เปิดเผยตัวตนผู้โฆษณา และระบุให้ชัดเจนกรณี Influencer หรือ Celebrity ได้รับค่าจ้างหรือผลประโยชน์จากการนำเสนอสินค้าและบริการ
ขณะเดียวกัน ต้องเปิดเผยเงื่อนไขการให้บริการ ค่าธรรมเนียม หลักเกณฑ์การจัดอันดับสินค้าและบริการ ตลอดจนระบบแนะนำเนื้อหาและโฆษณา เพื่อให้ผู้ใช้บริการสามารถตรวจสอบและเข้าใจวิธีการทำงานของแพลตฟอร์มได้มากขึ้น
จับตา Gatekeeper คุมผู้มีอำนาจเหนือตลาด
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือการกำกับดูแลแพลตฟอร์มที่มีอำนาจเหนือตลาด หรือ Gatekeeper ซึ่งเป็นผู้ให้บริการที่มีอำนาจควบคุมช่องทางสำคัญในการเข้าถึงผู้บริโภค และอาจส่งผลต่อการแข่งขันของผู้ประกอบการรายอื่น โดยร่างกฎหมายกำหนดเกณฑ์เบื้องต้นให้สันนิษฐานว่าเป็น Gatekeeper หากมีรายได้จากบริการหลักในประเทศไทยเกิน 7,000 ล้านบาทต่อปี มีผู้ใช้บริการขั้นสุดท้ายเกิน 15 ล้านรายต่อเดือน และมีผู้ประกอบการใช้บริการเกิน 10,000 รายต่อปี รวมถึงต้องพิจารณาเกณฑ์จำนวนผู้ใช้บริการที่ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 3 ปี
อย่างไรก็ตาม การพิจารณาสถานะ Gatekeeper ยังต้องคำนึงถึงปัจจัยอื่นประกอบ ทั้งขนาดธุรกิจ อำนาจทางการตลาด ความได้เปรียบจากการครอบครองข้อมูล และต้นทุนในการเปลี่ยนไปใช้บริการคู่แข่ง โดยจะมีการกำหนดข้อปฏิบัติและข้อห้ามเฉพาะ เพื่อป้องกันการใช้อำนาจกีดกันการแข่งขันและเอื้อประโยชน์ให้ธุรกิจของตนเอง
สำหรับแพลตฟอร์มที่มีนัยสำคัญ จะต้องประเมินความเสี่ยงของระบบอย่างน้อยปีละครั้ง จัดทำแผนบริหารความเสี่ยงและแผนรับมือภาวะวิกฤต ทดสอบความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ มีเจ้าหน้าที่รับผิดชอบการปฏิบัติตามกฎหมาย รวมถึงจัดทำรายงานความโปร่งใสเผยแพร่ต่อสาธารณะอย่างน้อยปีละครั้ง
เพดานโทษปรับสูงสุด 0.3% รายได้ทั่วโลก
ด้านบทลงโทษ ร่างกฎหมายกำหนดค่าปรับเป็นพินัยโดยอิงจากรายได้ทั่วโลกของแพลตฟอร์มในปีก่อนหน้าที่พบการกระทำผิด โดยแบ่งตามระดับความรุนแรง ได้แก่ การไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ทั่วไป เช่น ไม่จัดให้มีช่องทางร้องเรียนหรือไม่เปิดเผยข้อมูลโฆษณา ปรับสูงสุด 0.03% ของรายได้ทั่วโลก
ส่วนการฝ่าฝืนหน้าที่ของแพลตฟอร์มที่มีนัยสำคัญบางประการ ปรับสูงสุด 0.15% ขณะที่การฝ่าฝืนหน้าที่ของ Gatekeeper ปรับสูงสุด 0.2% และกรณีไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลตามมาตรา 37 ปรับสูงสุด 0.3% ของรายได้ทั่วโลก นอกจากนี้ ยังมีค่าปรับรายวันจนกว่าจะยุติการฝ่าฝืนหรือปฏิบัติตามกฎหมาย หากไม่สามารถระบุรายได้ของผู้กระทำผิดได้ สามารถกำหนดค่าปรับเป็นพินัยได้ไม่เกิน 500 ล้านบาท
หั่นค่า GP 3 บิ๊กแพลตฟอร์มย้อนไปต้นปี
ในส่วนของ"ค่าธรรมเนียมการใช้แพลตฟอร์ม" หรือ ค่า GP (Gross Profit) จะต้องมีการกำหนดและแจกแจงรายละเอียดให้ชัดเจน โดยจะมีการควบคุมอัตราค่าบริการ ค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่าย เพื่อไม่ให้ส่งกระทบต่อผู้ประกอบการภายในประเทศ ซึ่ง พ.ร.บ.จะกำหนดให้มีเครื่องมือที่ใช้ในการควบคุม หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการให้บริการ
ล่าสุด (30 ตุลาคม 2569) กระทรวงพาณิชย์ได้ประสานความร่วมมือกับคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ETDA และแพลตฟอร์ม E-Marketplace รายใหญ่ 3 แห่ง ได้แก่ Shopee, TikTok Shop และ Lazada เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อย หลังได้รับข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมและการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ทางการค้า โดยทั้ง 3 แพลตฟอร์มให้ความร่วมมือปรับลดค่าธรรมเนียมภาคบังคับ (Mandatory Fees) หรือค่า GP กลับไปใช้อัตรา ณ วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นเวลา 6 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2569 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2570 คาดว่าจะช่วยลดภาระค่าธรรมเนียมให้ผู้ประกอบการได้ประมาณ 1,930 ล้านบาท
สำหรับรายละเอียด Shopee ปรับลดค่าธรรมเนียมจากอัตราปัจจุบัน 8.03-19.26% เหลือ 8.03-13.91% ส่วน TikTok Shop ลดจาก 13.38-21.94% เหลือ 11.24-17.66% และ Lazada ลดจาก 9.00-17.50% เหลือ 7.50-11.60% โดยอัตราที่เรียกเก็บแตกต่างกันตามแพลตฟอร์ม ประเภทร้านค้า และหมวดสินค้า
ในระยะยาว กระทรวงพาณิชย์จะใช้ช่วงเวลา 6 เดือนดังกล่าวรวบรวมข้อมูลและข้อเท็จจริงจากทุกภาคส่วน ทั้งผู้ประกอบการ แพลตฟอร์ม หน่วยงานกำกับดูแล และผู้บริโภค เพื่อนำมาประกอบการทบทวนและพัฒนาร่าง พ.ร.บ.เศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัลให้เหมาะสมกับบริบทเศรษฐกิจดิจิทัลและสามารถบังคับใช้ได้จริง

อัตราค่าธรรมเนียม




