News Logo
หน้าแรก
ธปท.เผย ม.ค.69 ศก.โต ส่งออก-ท่องเที่ยวหนุน แต่ไตรมาสนี้ส่อชะลอตัว

ธปท.เผย ม.ค.69 ศก.โต ส่งออก-ท่องเที่ยวหนุน แต่ไตรมาสนี้ส่อชะลอตัว

27 ก.พ. 2569 18:12
ผู้ชม 26 คน

ธปท.เผยเศรษฐกิจ ม.ค.69 ยังเติบโตดี เพราะแรงหนุนจากส่งออก-ท่องเที่ยว คาดไตรมาส 1 ปีนี้ส่อชะลอตัว หลังเห็นสัญญาณตั้งแต่ ก.พ. แนะจับตา 4 ปัจจัยเสี่ยง ทั้งการค้าโลก-ภูมิรัฐศาสตร์ การท่องเที่ยว และงบประมาณภาครัฐ

สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เปิดเผยว่าเศรษฐกิจไทยในเดือนมกราคม 2569 ยังคงมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีเครื่องยนต์หลักคือภาคการส่งออกและภาคการท่องเที่ยวที่ช่วยขับเคลื่อน อย่างไรก็ตาม มีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปีนี้อาจมีแนวโน้มชะลอตัวลง และมี 4 ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตา

นางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท. ได้แถลงเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในเดือนมกราคม 2569 ขยายตัวจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลมาจากทั้งอุปสงค์ในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะอุปสงค์ต่างประเทศ การส่งออกสินค้า (ไม่รวมทองคำ) มีมูลค่าขยายตัวถึง 7% จากเดือนก่อนหน้า โดยเฉพาะในหมวดอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตต่อเนื่อง

นางปราณีกล่าวต่อว่า สำหรับการนำเข้า (ไม่รวมทองคำ) ขยายตัว 10.1% จากเดือนก่อนหน้า โดยเฉพาะใน 2 หมวดสำคัญ ได้แก่ หมวดสินค้าวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางไม่รวมเชื้อเพลิง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าจากไต้หวัน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากความกังวลต่อสถานการณ์การขาดแคลนชิปในตลาดโลก และหมวดเชื้อเพลิง ที่มีการนำเข้าสินค้าทุกประเภทเพิ่มขึ้น ทั้งก๊าซธรรมชาติ น้ำมันดิบ ถ่านหิน และสินค้าปิโตรเลียม

ผู้อำนวยการฯ ธปท. กล่าวอีกว่า จากข้อมูลที่พบ การส่งออกยังคงกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งมีการใช้วัตถุดิบนำเข้าค่อนข้างมาก ธปท. จึงอยากเห็นการใช้วัตถุดิบในประเทศเพิ่มขึ้น และอาจจำเป็นต้องมีเงื่อนไขใหม่ในการลงทุนเพื่อส่งเสริมให้คนไทยมีส่วนร่วมในธุรกิจเหล่านี้มากขึ้น เพื่อให้เกิดการเติบโตไปด้วยกัน เนื่องจากที่ผ่านมา ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมแทบไม่ขยายตัวตามการส่งออกที่เติบโตได้ถึง 2 หลัก โดยในปีที่แล้ว การส่งออกโต 12.7% แต่การผลิตแทบไม่โตเลย

นางปราณีกล่าวว่า ด้านการท่องเที่ยวก็เป็นอีกปัจจัยที่สำคัญ โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น 4.8% จากเดือนก่อนหน้า โดยเฉพาะกลุ่มตลาดระยะใกล้ เช่น มาเลเซีย ที่กลับมาเดินทางหลังสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้คลี่คลายลง และกลุ่มตลาดระยะไกลจากสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรที่เดินทางมาเพิ่มมากขึ้น

นางปราณีกล่าวต่อว่า สำหรับอุปสงค์ในประเทศก็มีการเพิ่มขึ้น ทั้งการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัว 1% จากเดือนก่อนหน้า โดยเฉพาะในหมวดยานพาหนะ ซึ่งเป็นผลมาจากการเร่งซื้อรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ก่อนสิ้นสุดมาตรการ EV 3.0 นอกจากนี้ การใช้จ่ายในหมวดบริการ (โรงแรมและภัตตาคาร) ก็ปรับตัวดีขึ้นตามภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว ส่วนด้านการลงทุนภาคเอกชนก็ขยายตัว 2.7% จากเดือนก่อนหน้า โดยเพิ่มขึ้นในทุกหมวด ทั้งเครื่องจักรและอุปกรณ์ ยานพาหนะ (ตามยอดจดทะเบียนรถ EV) และการก่อสร้างอาคารที่ไม่ใช่ที่อยู่อาศัย (โรงแรมและอาคารพาณิชย์)

นางปราณีกล่าวว่า ขณะที่การใช้จ่ายของรัฐบาลกลาง (ไม่รวมโอนเงิน) ขยายตัว 6.7% จากระยะเดียวกันของปีก่อน แต่ในแง่การเบิกจ่ายรายเดือนพบว่าชะลอตัวลง โดยเฉพาะรายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลางและรัฐวิสาหกิจ เนื่องจากมีการเร่งเบิกจ่ายไปมากแล้วในเดือนก่อนหน้า โดยเฉพาะงบประมาณเหลื่อมปีภายใต้โครงการงบกลางกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2568 (คนละครึ่งพลัส) ประกอบกับรายจ่ายลงทุนของรัฐวิสาหกิจหดตัวตามแผนการลงทุนในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม อย่างไรก็ตาม รายจ่ายประจำของรัฐบาลกลางยังคงขยายตัวต่อเนื่องตามการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายในการจัดการเลือกตั้งและลงประชามติเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมถึงการเบิกจ่ายเงินบำนาญ

นางปราณีกล่าวต่อว่า สำหรับภาวะด้านอุปทาน ด้านภาคบริการ แม้กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและการค้าจะขยายตัวได้ดี แต่ภาคบริการโดยรวมหดตัวเล็กน้อย เนื่องจากกิจกรรมในภาคก่อสร้างลดลง ซึ่งสอดคล้องกับการชะลอตัวของการลงทุนภาครัฐ ส่วนการผลิตภาคอุตสาหกรรม โดยรวมอยู่ในระดับทรงตัว กลุ่มที่ผลิตเพื่อส่งออก (เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ) ขยายตัวได้ดี แต่กลุ่มที่ผลิตเพื่อขายในประเทศ (เช่น วัสดุก่อสร้างและรถจักรยานยนต์) ปรับลดลงตามอุปสงค์ในประเทศที่ยังคงซบเซาในบางจุด ส่วนภาคเกษตร รายได้เกษตรกรหดตัวจากระยะเดียวกันปีก่อน เนื่องจากราคาสินค้าเกษตรสำคัญ (ยางพารา ข้าว ปาล์มน้ำมัน อ้อย) ปรับลดลงตามกลไกตลาดโลก แม้ผลผลิตจะขยายตัวได้เล็กน้อยจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย

ผู้อำนวยการฯ ธปท. กล่าวอีกว่า สำหรับเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบมากขึ้น หรือติดลบ 0.66% จากระยะเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากราคาอาหารสดและพลังงานที่ลดลง ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานยังคงเป็นบวกอ่อน ๆ อยู่ที่ 0.60% โดยจากเดือนก่อนอยู่ที่ 0.59%

"สำหรับค่าเงินบาท ณ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ค่าเงินบาทโดยเฉลี่ยปรับแข็งค่าขึ้นตามการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นสำคัญ ซึ่งมีการเคลื่อนไหวผันผวนจากความไม่แน่นอนในการดำเนินนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และความเสี่ยงเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงการคาดการณ์การดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ขณะที่ค่าเงินบาทยังได้รับแรงกดดันเพิ่มเติมจากปัจจัยเฉพาะทั้งราคาทองคำและการเมืองในประเทศ ด้านดัชนีค่าเงินบาท (NEER) ในเดือนมกราคม 2569 โดยเฉลี่ยแข็งค่าเล็กน้อย ขณะที่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 กลับมาอ่อนค่า" นางปราณีกล่าว

นางปราณีกล่าวทิ้งท้ายว่า โดยรวมแล้ว ธปท. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 จะชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 และจะเริ่มเห็นเศรษฐกิจชะลอตัวตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2569 สำหรับปัจจัยเสี่ยง 4 ประการที่ต้องติดตาม ได้แก่ ประการแรก นโยบายการค้าของสหรัฐฯ และปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ประการที่สอง ความต่อเนื่องของการฟื้นตัวในภาคการท่องเที่ยว ประการที่สาม สภาพคล่องของภาคการผลิต และประการสุดท้าย กระบวนการงบประมาณปี 2570 และมาตรการของรัฐบาลที่จะออกมา

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'เรือด่วน' ขอขึ้นค่าโดยสารอีก 2 บาท เริ่ม 7 เม.ย. เหตุดีเซลพุ่งไม่หยุด
'เรือด่วน' ขอขึ้นค่าโดยสารอีก 2 บาท เริ่ม 7 เม.ย. เหตุดีเซลพุ่งไม่หยุด