'ไทยออยล์' โชว์ไตรมาสแรก มีกำไร 1.9 หมื่นล้าน แต่หลังจากนี้ส่อพลิกเป็นขาดทุนได้ เผยสภาพคล่องวูบ 31,000 ล้าน สต็อกดีเซลล้นคลัง ขอรัฐปลดล็อกส่งออก
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 นายพงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด(มหาชน) แถลงว่า หลังเกิดเหตุความไม่สงบในตะวันออกกลาง บริษัทไม่สามารถรับน้ำมันดิบจากอ่าวเปอร์เซียได้ตามปกติ ก่อนเกิดสงครามบริษัทนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางสูงถึง 91% แต่ขณะนี้ลดเหลือเพียง 35% โดยหันไปนำเข้าจากแอฟริกาตะวันตก อเมริกาเหนือและแหล่งอื่นๆ แต่น้ำมันดิบดังกล่าวมีคุณสมบัติแตกต่างจากที่นำเข้าจากตะวันออกกลาง ต้องปรับกระบวนการผลิตใหม่เพื่อให้ผลิตน้ำมันได้ตามมาตรฐานเดิม
นายพงษ์พันธุ์กล่าวว่า ในช่วงพีกราคาน้ำมันดิบดูไบ ซึ่งเป็นราคาอ้างอิงหลักพุ่งขึ้นไปถึง 170 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และยังบวกค่าพรีเมียมเพิ่มอีกเกือบ 50 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล(จากปกติ 1-2 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล) อีกทั้งค่าระวางเรือบางช่วงเพิ่มขึ้นกว่า 5 เท่าเมื่อเทียบกับก่อนสงคราม ทำให้ต้นทุนน้ำมันดิบที่ซื้อมากลั่นในช่วง 2 เดือนถัดมาอยู่ในระดับสูงมาก
นายพงษ์พันธุ์กล่าวว่า ที่ผ่านมาบริษัทเดินเครื่องกลั่น 110-113% หรือประมาณ 300,000 บาร์เรลต่อวัน จากปกติ 275,000 บาร์เรลต่อวัน เพื่อรองรับความต้องการใช้ในประเทศ และยืนยันว่าบริษัทไม่มีกักตุนน้ำมัน โดยจำหน่ายน้ำมันทุกชนิดอย่างโปร่งใส
"ช่วงแรกที่เกิดวิกฤต สต็อกน้ำมันในประเทศอยู่ในระดับต่ำมาก จึงต้องเร่งผลิตเพื่อเติมเข้าสู่ระบบ แต่เมื่อราคาหน้าปั๊มสูงขึ้น ความต้องการใช้น้ำมันในประเทศเริ่มลดลง และลูกค้าหลายรายลดปริมาณรับน้ำมันจากโรงกลั่นเหลือเพียงครึ่งหนึ่งจากปกติ ขณะที่รัฐบาลก็มีมาตรการห้ามส่งออก ส่งผลให้สต็อกน้ำมันดีเซลและน้ำมันอากาศยาน เริ่มล้นคลัง บริษัทจึงต้องนำถังเก็บน้ำมันของโครงการพลังงานสะอาด (CFP) ซึ่งเตรียมใช้ในครึ่งปีหลังมาใช้เป็นเก็บน้ำมันชั่วคราว" นายพงษ์พันธุ์ กล่าว
นายพงษ์พันธุ์กล่าวว่า สำหรับมาตรการห้ามส่งออกน้ำมันนั้นก็มีการพูดคุยกับทางภาครัฐอยู่ หากผ่อนคลายให้ส่งออกได้ ซึ่งปกติบริษัทส่งออกประมาณ 10% ก็จะช่วยลดสต็อกในคลังน้ำมันได้และยังมีรายได้เข้ามาบ้าง แต่หากยังห้ามส่งออกต่อไป อาจต้องลดกำลังการผลิตลงในระยะเวลาอันสั้นนี้ เพื่อบริหารจัดการสต็อกให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและปลอดภัย
นายพงษ์พันธุ์ กล่าวว่า สำหรับผลการดำเนินงานของบริษัทในไตรมาส 1/2569 มีกำไรสุทธิ 19,481 ล้านบาท ปัจจัยหลักคือกำไรจากสต็อกน้ำมันสุทธิ จากการเปลี่ยนแปลงมูลค่าสินค้าคงเหลือ 16,746 ล้านบาท สอดคล้องกับการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลก อันเป็นผลจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
นายพงษ์พันธุ์ กล่าวว่า ปกติบริษัทจะจัดซื้อน้ำมันดิบล่วงหน้า 1-2 เดือน ก่อนเดือนที่จะผลิต ส่งผลให้ต้นทุนน้ำมันทางบัญชีในไตรมาส 1/2569 ยังไม่ได้สะท้อนผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันในช่วงความขัดแย้งอย่างเต็มที่ กำไรจากสต็อกน้ำมันดังกล่าวเป็นรายการชั่วคราวและอาจพลิกกลับมาขาดทุนจากสต็อกน้ำมันได้ในอนาคต หากราคาน้ำมันปรับตัวลดลงเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย นอกจากนั้นบริษัทยังมีกำไรพิเศษจากการซื้อคืนหุ้นกู้ 2,436 ล้านบาท อย่างไรก็ตามบริษัทมีการรับรู้ค่าใช้จ่ายและขาดทุนอื่นๆ อีก 6,628 ล้านบาท หากตัดรายการดังกล่าวข้างต้นออกไปแล้วบริษัทจะมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานของกลุ่ม 6,927 ล้านบาท โดยคิดเป็นกำไรสุทธิจากการดำเนินธุรกิจการกลั่นน้ำมัน 4,136 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.9 บาทต่อลิตร
นายพงษ์พันธุ์ กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มในไตรมาส 2/2569 ประเมินว่าสถานการณ์ยังคงมีความน่ากังวลและอาจเผชิญกับความผันผวนในทิศทางตรงกันข้ามกับไตรมาส 1/2569 ส่งผลให้มีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง ทั้งความเสี่ยงจากการรับรู้ผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน ตั้งแต่ไตรมาส 2/2569 เป็นต้นไป เนื่องจากน้ำมันดิบที่จัดซื้อล่วงหน้าเพื่อคงกำลังการกลั่นในระดับสูงสุดในช่วงที่สถานการณ์ความตึงเครียดทวีความรุนแรง(มีนาคม- เมษายน) เป็นช่วงที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นมาก หากหลังจากนี้สถานการณ์คลี่คลายจะส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง ทำให้ขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน
นายพงษ์พันธุ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง โดยบริษัทมีภาระเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้นประมาณ 18,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการจัดซื้อน้ำมันดิบที่มีราคาปรับเพิ่มสูงขึ้น และผลกระทบจากการปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่นลง 2-5 บาทต่อลิตร (ช่วงวันที่ 9 เมษายน และ 19 พฤษภาคม 2569) ส่งผลให้กระแสเงินสดลดลงประมาณ 2,800 ล้านบาท อีกทั้ง กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังคงค้างเงินชดเชยกับบริษัทจำนวน 10,314 ล้านบาท (ณ วันที่ 5 พฤษภาคม 2569) ส่งผลให้กระแสเงินสดลดลง ซึ่งบริษัทได้รับเงินชดเชยคืนเป็นระยะๆ แต่ไม่มีดอกเบี้ย และจากข้อมูลช่วงความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน ระยะเวลาได้รับเงินชดเชยคืนประมาณ 1-2 ปี
"จากปัจจัยดังกล่าว ส่งผลให้สภาพคล่องของบริษัทลดลงประมาณ 31,000 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมภาระต้นทุนทางการเงินและดอกเบี้ยจ่ายที่ต้องแบกรับเพิ่มขึ้นกว่า 900 ล้านบาท ต้นทุนที่เกิดขึ้นไม่ใช่จากการดำเนินธุรกิจตามปกติ และไม่ได้ส่งผ่านในราคาน้ำมันให้เป็นภาระของผู้บริโภค แต่เป็นต้นทุนจากการลดความเสี่ยงของประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศจะไม่เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมัน" นายพงษ์พันธุ์ กล่าว
นายพงษ์พันธุ์ กล่าวว่า บริษัทยังจัดหาน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงที่ราคาน้ำมันดิบและต้นทุนการจัดหาน้ำมันดิบสูง ทั้งนี้ ผลกระทบจะทยอยสะท้อนในไตรมาสถัดๆ ไป ส่งผลให้ผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2569 และในครึ่งปีหลังมีความไม่แน่นอนสูง หากราคาน้ำมันปรับฐานลงหลังจากสถานการณ์คลี่คลาย จะส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานและสภาพคล่องของกลุ่มไทยออยล์ แม้ค่าการกลั่น (รวมกำไรจากสต๊อกน้ำมัน)ไตรมาส 1 อยู่ที่ 7.6 บาทต่อลิตร แต่ในไตรมาส 2 ค่าการกลั่นจะทยอยปรับลดลง คาดว่าจะอยู่ที่ 2.6 บาทต่อลิตร ขณะที่ไตรมาส 3 คาดว่าจะติดลบ 2.3 บาทต่อลิตร และไตรมาส 4 จะอยู่ที่ 0 บาทต่อลิตร เฉลี่ยทั้งปี 2569 คาดว่าค่าการกลั่นจะอยู่ที่ 2.0 บาทต่อลิตร




