News Logo
หน้าแรก
'ไทยออยล์' โชว์กำไรไตรมาสแรก แต่หวั่นหลังจากนี้ส่อพลิกเป็นขาดทุน

'ไทยออยล์' โชว์กำไรไตรมาสแรก แต่หวั่นหลังจากนี้ส่อพลิกเป็นขาดทุน

11 พ.ค. 2569 15:45
ผู้ชม 39 คน

'ไทยออยล์' โชว์ไตรมาสแรก มีกำไร 1.9 หมื่นล้าน แต่หลังจากนี้ส่อพลิกเป็นขาดทุนได้ เผยสภาพคล่องวูบ 31,000 ล้าน สต็อกดีเซลล้นคลัง ขอรัฐปลดล็อกส่งออก

สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 นายพงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด(มหาชน) แถลงว่า หลังเกิดเหตุความไม่สงบในตะวันออกกลาง บริษัทไม่สามารถรับน้ำมันดิบจากอ่าวเปอร์เซียได้ตามปกติ ก่อนเกิดสงครามบริษัทนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางสูงถึง 91% แต่ขณะนี้ลดเหลือเพียง 35% โดยหันไปนำเข้าจากแอฟริกาตะวันตก อเมริกาเหนือและแหล่งอื่นๆ แต่น้ำมันดิบดังกล่าวมีคุณสมบัติแตกต่างจากที่นำเข้าจากตะวันออกกลาง ต้องปรับกระบวนการผลิตใหม่เพื่อให้ผลิตน้ำมันได้ตามมาตรฐานเดิม

นายพงษ์พันธุ์กล่าวว่า ในช่วงพีกราคาน้ำมันดิบดูไบ ซึ่งเป็นราคาอ้างอิงหลักพุ่งขึ้นไปถึง 170 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และยังบวกค่าพรีเมียมเพิ่มอีกเกือบ 50 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล(จากปกติ 1-2 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล) อีกทั้งค่าระวางเรือบางช่วงเพิ่มขึ้นกว่า 5 เท่าเมื่อเทียบกับก่อนสงคราม ทำให้ต้นทุนน้ำมันดิบที่ซื้อมากลั่นในช่วง 2 เดือนถัดมาอยู่ในระดับสูงมาก

นายพงษ์พันธุ์กล่าวว่า ที่ผ่านมาบริษัทเดินเครื่องกลั่น 110-113% หรือประมาณ 300,000 บาร์เรลต่อวัน จากปกติ 275,000 บาร์เรลต่อวัน เพื่อรองรับความต้องการใช้ในประเทศ และยืนยันว่าบริษัทไม่มีกักตุนน้ำมัน โดยจำหน่ายน้ำมันทุกชนิดอย่างโปร่งใส

"ช่วงแรกที่เกิดวิกฤต สต็อกน้ำมันในประเทศอยู่ในระดับต่ำมาก จึงต้องเร่งผลิตเพื่อเติมเข้าสู่ระบบ แต่เมื่อราคาหน้าปั๊มสูงขึ้น ความต้องการใช้น้ำมันในประเทศเริ่มลดลง และลูกค้าหลายรายลดปริมาณรับน้ำมันจากโรงกลั่นเหลือเพียงครึ่งหนึ่งจากปกติ ขณะที่รัฐบาลก็มีมาตรการห้ามส่งออก ส่งผลให้สต็อกน้ำมันดีเซลและน้ำมันอากาศยาน เริ่มล้นคลัง บริษัทจึงต้องนำถังเก็บน้ำมันของโครงการพลังงานสะอาด (CFP) ซึ่งเตรียมใช้ในครึ่งปีหลังมาใช้เป็นเก็บน้ำมันชั่วคราว" นายพงษ์พันธุ์ กล่าว

นายพงษ์พันธุ์กล่าวว่า สำหรับมาตรการห้ามส่งออกน้ำมันนั้นก็มีการพูดคุยกับทางภาครัฐอยู่ หากผ่อนคลายให้ส่งออกได้ ซึ่งปกติบริษัทส่งออกประมาณ 10% ก็จะช่วยลดสต็อกในคลังน้ำมันได้และยังมีรายได้เข้ามาบ้าง แต่หากยังห้ามส่งออกต่อไป อาจต้องลดกำลังการผลิตลงในระยะเวลาอันสั้นนี้ เพื่อบริหารจัดการสต็อกให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและปลอดภัย

นายพงษ์พันธุ์ กล่าวว่า สำหรับผลการดำเนินงานของบริษัทในไตรมาส 1/2569 มีกำไรสุทธิ 19,481 ล้านบาท ปัจจัยหลักคือกำไรจากสต็อกน้ำมันสุทธิ จากการเปลี่ยนแปลงมูลค่าสินค้าคงเหลือ 16,746 ล้านบาท สอดคล้องกับการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลก อันเป็นผลจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

นายพงษ์พันธุ์ กล่าวว่า ปกติบริษัทจะจัดซื้อน้ำมันดิบล่วงหน้า 1-2 เดือน ก่อนเดือนที่จะผลิต ส่งผลให้ต้นทุนน้ำมันทางบัญชีในไตรมาส 1/2569 ยังไม่ได้สะท้อนผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันในช่วงความขัดแย้งอย่างเต็มที่ กำไรจากสต็อกน้ำมันดังกล่าวเป็นรายการชั่วคราวและอาจพลิกกลับมาขาดทุนจากสต็อกน้ำมันได้ในอนาคต หากราคาน้ำมันปรับตัวลดลงเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย นอกจากนั้นบริษัทยังมีกำไรพิเศษจากการซื้อคืนหุ้นกู้ 2,436 ล้านบาท อย่างไรก็ตามบริษัทมีการรับรู้ค่าใช้จ่ายและขาดทุนอื่นๆ อีก 6,628 ล้านบาท หากตัดรายการดังกล่าวข้างต้นออกไปแล้วบริษัทจะมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานของกลุ่ม 6,927 ล้านบาท โดยคิดเป็นกำไรสุทธิจากการดำเนินธุรกิจการกลั่นน้ำมัน 4,136 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.9 บาทต่อลิตร

นายพงษ์พันธุ์ กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มในไตรมาส 2/2569 ประเมินว่าสถานการณ์ยังคงมีความน่ากังวลและอาจเผชิญกับความผันผวนในทิศทางตรงกันข้ามกับไตรมาส 1/2569 ส่งผลให้มีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง ทั้งความเสี่ยงจากการรับรู้ผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน ตั้งแต่ไตรมาส 2/2569 เป็นต้นไป เนื่องจากน้ำมันดิบที่จัดซื้อล่วงหน้าเพื่อคงกำลังการกลั่นในระดับสูงสุดในช่วงที่สถานการณ์ความตึงเครียดทวีความรุนแรง(มีนาคม- เมษายน) เป็นช่วงที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นมาก หากหลังจากนี้สถานการณ์คลี่คลายจะส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง ทำให้ขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน

นายพงษ์พันธุ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง โดยบริษัทมีภาระเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้นประมาณ 18,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการจัดซื้อน้ำมันดิบที่มีราคาปรับเพิ่มสูงขึ้น และผลกระทบจากการปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่นลง 2-5 บาทต่อลิตร (ช่วงวันที่ 9 เมษายน และ 19 พฤษภาคม 2569) ส่งผลให้กระแสเงินสดลดลงประมาณ 2,800 ล้านบาท อีกทั้ง กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังคงค้างเงินชดเชยกับบริษัทจำนวน 10,314 ล้านบาท (ณ วันที่ 5 พฤษภาคม 2569) ส่งผลให้กระแสเงินสดลดลง ซึ่งบริษัทได้รับเงินชดเชยคืนเป็นระยะๆ แต่ไม่มีดอกเบี้ย และจากข้อมูลช่วงความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน ระยะเวลาได้รับเงินชดเชยคืนประมาณ 1-2 ปี

"จากปัจจัยดังกล่าว ส่งผลให้สภาพคล่องของบริษัทลดลงประมาณ 31,000 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมภาระต้นทุนทางการเงินและดอกเบี้ยจ่ายที่ต้องแบกรับเพิ่มขึ้นกว่า 900 ล้านบาท ต้นทุนที่เกิดขึ้นไม่ใช่จากการดำเนินธุรกิจตามปกติ และไม่ได้ส่งผ่านในราคาน้ำมันให้เป็นภาระของผู้บริโภค แต่เป็นต้นทุนจากการลดความเสี่ยงของประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศจะไม่เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมัน" นายพงษ์พันธุ์ กล่าว

นายพงษ์พันธุ์ กล่าวว่า บริษัทยังจัดหาน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงที่ราคาน้ำมันดิบและต้นทุนการจัดหาน้ำมันดิบสูง ทั้งนี้ ผลกระทบจะทยอยสะท้อนในไตรมาสถัดๆ ไป ส่งผลให้ผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2569 และในครึ่งปีหลังมีความไม่แน่นอนสูง หากราคาน้ำมันปรับฐานลงหลังจากสถานการณ์คลี่คลาย จะส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานและสภาพคล่องของกลุ่มไทยออยล์ แม้ค่าการกลั่น (รวมกำไรจากสต๊อกน้ำมัน)ไตรมาส 1 อยู่ที่ 7.6 บาทต่อลิตร แต่ในไตรมาส 2 ค่าการกลั่นจะทยอยปรับลดลง คาดว่าจะอยู่ที่ 2.6 บาทต่อลิตร ขณะที่ไตรมาส 3 คาดว่าจะติดลบ 2.3 บาทต่อลิตร และไตรมาส 4 จะอยู่ที่ 0 บาทต่อลิตร เฉลี่ยทั้งปี 2569 คาดว่าค่าการกลั่นจะอยู่ที่ 2.0 บาทต่อลิตร

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวเศรษฐกิจ



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สนค.-ม.หอการค้าประสานเสียง ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคเม.ย.ลดวูบ
สนค.-ม.หอการค้าประสานเสียง ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคเม.ย.ลดวูบ