News Logo
หน้าแรก
ระวัง ‘ขาดดุลแฝด’ สัญญาณร้ายเศรษฐกิจไทย

ระวัง ‘ขาดดุลแฝด’ สัญญาณร้ายเศรษฐกิจไทย

29 พ.ค. 2569 15:31
ผู้ชม 24 คน

โดย ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย

กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร บล.เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน)

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ แถลงตัวเลขการค้าระหว่างประเทศของไทยในเดือนเมษายน 2569 และ 4 เดือนแรกของปี 2569 โดยการส่งออกของไทยในเดือนเมษายน 2569 มีมูลค่า 31,583 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1,022,354 ล้านบาท) ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 22 ที่ร้อยละ 23.1 เมื่อหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ขยายตัวที่ร้อยละ 25.7

ส่วนการส่งออก 4 เดือนแรกของปี 2569 มูลค่า 127,752.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 18.9 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นตัวเลขที่หลายคนอาจดีใจ ที่การส่งออกของไทยยังเติบโตต่อเนื่องและขยายตัวเป็นตัวเลข 2 หลักอย่างไรก็ตามยังมีข้อมูลส่วนหนึ่งที่ถูกมองข้ามไป นั่นคือมูลค่าการนำเข้าและดุลการค้า

ทั้งนี้ เดือนเมษายน 2569 การนำเข้ามีมูลค่า 41,604.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 45.0 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และขาดดุลการค้าที่ 10,021.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ขณะที่มูลค่าการนำเข้า 4 เดือนแรกของปี 2569 มีมูลค่า 147,250.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 35.7 ขาดดุลการค้า 19,497.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ตัวเลขขาดดุลการค้าส่งสัญญาณอย่างไรต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทย ‘ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย’ กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร บริษัท หลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) และเป็นหนึ่งในคณะที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจและการค้าของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้อธิบายไม่เพียงแค่ตัวเลขการขาดดุลการค้า แต่ยังโยงไปถึงเรื่องค่าเงินบาทและดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย ซึ่งส่งสัญญาณที่ต้องเฝ้าระวังต่อเศรษฐกิจไทย

‘ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย’ โพสต์เฟซบุ๊กว่า สัญญาณน่าจับตา หรือประเทศไทยอาจจะกำลังกลายจะเป็นประเทศที่ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด?

ถ้าสังเกตกันดีๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าเศรษฐกิจบ้านเราจะลุ่มๆ ดอนๆ แค่ไหน แต่ "เงินบาท" ของเรามักจะแข็งค่า อึด ถึก ทน กว่าเพื่อนบ้านเสมอ?

ส่วนหนึ่งก็เพราะเราได้รับการซัพพอร์ตอย่างดีจาก "Current Account Surplus" หรือการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด ที่ทำหน้าที่เหมือนเกราะทองคำคอยปกป้องประเทศอยู่ครับ พูดง่าย ๆ คือ มีเงินไหลเข้าบ้านเราจากการส่งออกสินค้าและบริการมากกว่าไหลออก เวลาโลกมีปัญหาเงินไหลกลับ คนอื่นเขาแย่ แต่เงินบาทเรายังหล่อๆ แข็งปั๋งเพราะมีลมใต้ปีกคอยหนุนอยู่ตลอด (ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะเรามีเงินออมในประเทศเยอะกว่าการลงทุนอยู่เกือบตลอด ทำให้เราไม่ต้องพึ่งพาเงินออมจากต่างประเทศ) แต่หลังโควิดมา เราก็ไม่ได้เกินดุลบัญชีเดินสะพัดแบบเดิมแล้ว

และใครได้เห็นตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุด บอกเลยว่าต้องมีเสียวสันหลังกันบ้าง... เพราะเกราะทองคำที่เคยค้ำจุนเงินบาทมาหลายปี กำลังบางลงเรื่อยๆ และไทยเราอาจจะกำลังก้าวเข้าสู่ยุค "ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด" ก็ได้

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลยครับ ลองมาดู 4 สัญญาณเตือนภัย (3 ปัจจัยเชิงโครงสร้างระยะยาว + 1 ปัจจัยลบระยะสั้น) ที่กำลังจะเปลี่ยนภาพจำของประเทศเราหลังจากนี้กัน:

1.ของที่เราเคยขายได้... วันนี้เริ่มสู้เขาไม่ได้แล้ว

อดีตเราเคยภูมิใจกับฉายา "ดีทรอยต์แห่งเอเชีย" เป็นอู่ข้าวอู่น้ำส่งออกรถยนต์ ปิโตรเคมี และสินค้าอุตสาหกรรม แต่ตอนนี้เราเริ่มเห็นสัญญาณอันตราย ตัวเลขดุลการค้าเดือนล่าสุดของไทย แม้ตัวเลขส่งออกจะโต double digit แต่เราขาดดุลทะลุกว่าหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ! สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ “ต่อให้หักค่าน้ำมันและพลังงานออกไป” ดุลการค้าส่วนที่เหลือก็ขาดดุล สะท้อนว่าสินค้าที่ไทยผลิตเริ่มแข่งด้านเทคโนโลยีและราคาของคู่แข่ง (โดยเฉพาะจีน) ไม่ได้แล้ว

2. มหันตภัยเงียบ... ดุลบริการที่เปลี่ยนไป

หลายคนคิดว่า "ไม่เป็นไรหรอก ดุลการค้าติดลบช่างมัน เดี๋ยวเจอนักท่องเที่ยวต่างชาติถมเข้ามา ดุลบริการก็กลับมาบวกเอง" แต่ความจริงฟ้องว่า แม้จำนวนนักท่องเที่ยวกลับมาเกือบเท่าก่อนโควิดแล้ว แต่ดุลบริการของเราก็แทบไม่เกินดุลเหมือนยุคก่อนโควิดแล้ว! เหตุผลเพราะ:

• มูลค่าการค้าทั้งส่งออกและนำเข้าของเราเพิ่มขึ้นเยอะ และเราเสียค่าขนส่งให้ต่างชาติเพิ่มมากขึ้นตาม

• "Digital Deficit" หรือการขาดดุลดิจิทัล ลองนึกภาพดูครับ ทุกวันนี้เราจ่ายค่า Netflix, Spotify, iCloud, AI, ยิงแอดโฆษณา Facebook/Google หรือกดสั่งของแพลตฟอร์มต่างชาติกันเดือนละเท่าไหร่? เงินพวกนี้คือเงินไทยที่ “ไหลออก” แบบเงียบๆ ทุกวินาที และมีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต และทำให้เราขาดดุลบริการมากขึ้น

3. การลงทุนมาแรง... แต่นำเข้าก็เพิ่มขึ้นเยอะ?

ช่วงนี้เราเห็นสัญญาณการลงทุนเพิ่มขึ้นเยอะ และเห็นข่าวบิ๊กเทคระดับโลกแห่มาลงทุนตั้ง Data Center หรือ Cloud Service ในไทยระดับแสนล้าน ฟังดูมีความหวังใช่ไหมครับแต่ในมุมบัญชีเดินสะพัด อุตสาหกรรมไฮเทคเหล่านี้มีสัดส่วนการนำเข้าอุปกรณ์ (Import Content) สูงถึง 80-90%! ในช่วงแรกของการก่อสร้าง ไทยจึงต้องสั่งซื้อเซิร์ฟเวอร์ ชิปคอมพิวเตอร์ และระบบระบายความร้อนราคาแพงมหาศาลเข้ามา ยิ่งมีการลงทุนเยอะ ดุลการค้าเราก็ยิ่งติดลบเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด แต่อาจจะปลอบใจได้ว่าการลงทุนเหล่านี้ financed โดยเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) เลยไม่น่าจะน่ากลัวขนาดนั้น ถ้า FDI หยุด การขาดดุลตรงนี้ก็อาจจะหายไป

4. หมัดฮุคระยะสั้น: พลังงานโลกยังแพง

ซ้ำร้ายด้วยปัจจัยระยะสั้นอย่างราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเยอะมาก (และก๊าซในอ่าวไทยก็ลดลงเรื่อยๆ) พอราคาโลกขยับ มูลค่าการนำเข้าเราก็โป่งพอง กลายเป็นตัวซ้ำเติมดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดให้ดิ่งลงไปอีก

มองข้ามช็อต: ยอมรับความจริงใหม่ หรือเรากำลังเข้าสู่ยุค “Dual Deficit”?

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะแย้งว่า “อ้าว! ก็ไหนบอกว่าดุลบัญชีเดินสะพัดที่พัง ส่วนหนึ่งมาจากเครื่องจักร Data Center ที่บิ๊กเทคเขาเอาเงินเข้ามาลงทุน (FDI) ไง? เขาก็ไฟแนนซ์กันเองในตัวอยู่แล้ว ไม่เห็นน่ากลัวเลย”

มองแบบนั้นก็ถูกส่วนหนึ่งในเชิงบัญชีครับ... แต่นั่นไม่ได้ช่วยลดความกังวลในสายตาของนักลงทุนต่างชาติเลย เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่ตัวเลขพาดหัวข่าว (Headline Number) ประกาศออกมาว่า ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account Deficit) ไปพร้อมๆ กับที่เรา ขาดดุลการคลัง (Fiscal Deficit) จากการทำงบประมาณขาดดุลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจมาอย่างยาวนาน เมื่อ 2 ตัวนี้มารวมกัน ไทยจะถูกทรานส์ฟอร์มในสายตานักลงทุนทันทีว่าเป็นประเทศที่เกิด "Dual Deficit" หรือภาวะขาดดุลแฝด

ทำไมต้องกลัว Dual Deficit?

ในโลกของการลงทุน ประเทศที่มี Dual Deficit คือประเทศที่ "ข้างในก็ถังแตก (รัฐบาลเงินไม่พอ) ข้างนอกก็หาเงินเข้าบ้านไม่ได้ (ต้องพึ่งพาเงินคนอื่น)" ซึ่งนี่คือสัญญาณอันตรายของกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (Emerging Markets)

จากเดิมที่ Global Investors เคยภูมิใจและมองไทยเป็นหลุมหลบภัย (Safe Haven) ที่เงินบาทแข็งแกร่งเพราะมีเกราะเกินดุลค้ำอยู่ หลังจากนี้มุมมองอาจจะพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ:

1. เงินทุนเคลื่อนย้ายง่ายขึ้น (Capital Outflow): เม็ดเงินต่างชาติในตลาดหุ้นและตลาดบอนด์ไทยอาจจะไหลออกง่ายขึ้น เพราะความเสี่ยงประเทศสูงขึ้น

2. เงินบาทอ่อนค่าเชิงโครงสร้าง: จากที่เคยแข็งค่ามาหลายปี เงินบาทอาจจะกลายเป็นสกุลเงินที่อ่อนค่าง่ายและผันผวนสูงขึ้นกว่าเดิม

“บทสรุป ..ถ้าปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลขติดลบชั่วคราว มันอาจจะเป็น "จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ" (Structural Shift) ที่กำลังจะเปลี่ยนสถานะของประเทศไทยในสายตาชาวโลก การทำนโยบายการเงิน และนโยบายการคลังอาจจะต้องให้ความสำคัญกับประเด็นเสถียรภาพมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม จริงอยู่ว่าค่าเงินที่อาจจะอ่อนค่าอาจจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านราคา แต่ถ้าเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยยังหน้าตาเหมือนเดิม ไม่เร่งปรับปรุงความสามารถในการแข่งขัน และปรับสู่เทคโนโลยีที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้จริง...เสถียรภาพของเศรษฐกิจอาจจะกลายมาเป็นประเด็นสำคัญของเศรษฐกิจไทยก็ได้” ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ระบุ

เป็นการส่งสัญญาณไปถึงทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลจะรับมือและแก้ไขอย่างไรเพื่อไม่ให้ไทยตกอยู่ในภาวะ “ขาดดุลแฝด” ซึ่งจะส่งผลร้ายต่อเศรษฐกิจโดยรวม

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวเศรษฐกิจ



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ผู้ถือหุ้นซีพีออลล์ไม่อนุมัติให้ 3 บริษัทลูกย้ายไปร่วมเวอร์ชวล แบงก์
ผู้ถือหุ้นซีพีออลล์ไม่อนุมัติให้ 3 บริษัทลูกย้ายไปร่วมเวอร์ชวล แบงก์