News Logo
หน้าแรก
กองทุนเพิ่มขีดความสามารถเคาะ 2.5 พันล. ยกระดับเอกชน-สร้างทักษะบุคลากร

กองทุนเพิ่มขีดความสามารถเคาะ 2.5 พันล. ยกระดับเอกชน-สร้างทักษะบุคลากร

19 มิ.ย. 2569 14:47
ผู้ชม 23 คน

‘เอกนิติ’ หัวโต๊ะกองทุนเพิ่มขีดความสามารถ เคาะ 2.5 พันล้านหนุน 48 โครงการ ยกระดับเอกชนไทยสู่เศรษฐกิจยุคใหม่-เร่งสร้างทักษะบุคลากรรองรับกว่า 6 หมื่นคน พร้อมแข่งขันในเวทีโลก

สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 ว่า นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะอนุกรรมการสรรหาและเจรจา ภายใต้กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา มีมติอนุมัติ 17 โครงการที่ขอรับการส่งเสริมตามมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน (Business Transformation) และ 31 โครงการที่ขอรับการส่งเสริมตามมาตรการสร้างบุคลากรทักษะสูงสำหรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ (Skill Bridge) เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย ควบคู่กับการพัฒนาบุคลากรรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งทั้ง 2 มาตรการนี้เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล

นายนฤตม์กล่าวว่า สำหรับมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ที่ประชุมอนุมัติให้การส่งเสริมบริษัทไทย 17 โครงการ วงเงินรวม 1,033 ล้านบาท ครอบคลุมอุตสาหกรรมเกษตร การแปรรูปอาหาร เทคโนโลยีชีวภาพ การแพทย์ ชิ้นส่วนยานยนต์ และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ โดยโครงการเหล่านี้จะมีการลงทุนเพื่อยกระดับประสิทธิภาพของธุรกิจผ่านเทคโนโลยีและนวัตกรรม เช่น การปรับสายการผลิตให้เป็น Smart Factory ด้วยระบบออโตเมชั่นและหุ่นยนต์ การใช้ AI และ Data Analytics ในการวิเคราะห์กระบวนการผลิตแบบ real-time เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดของเสียในสายการผลิต การพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูงที่ตอบโจทย์ตลาดโลก เช่น บรรจุภัณฑ์ชีวภาพย่อยสลายได้จากวัตถุดิบทางการเกษตร และอุปกรณ์การแพทย์ความแม่นยำสูง ตลอดจนการยกระดับโรงงานสู่อุตสาหกรรมสีเขียว ด้วยระบบพลังงานอัจฉริยะและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตอย่างยั่งยืน

นายนฤตม์กล่าวว่า ส่วนมาตรการสร้างบุคลากรทักษะสูงสำหรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ ได้อนุมัติให้การส่งเสริมบริษัทและสถาบันการศึกษา/ฝึกอบรม 31 โครงการ วงเงินสนับสนุนรวม 1,465 ล้านบาท เพื่อพัฒนากำลังคนในอุตสาหกรรมเป้าหมายจำนวน 49,300 คน เมื่อรวมกับโครงการที่ได้รับอนุมัติก่อนหน้านี้ ทำให้ปัจจุบันมีโครงการที่ได้รับการสนับสนุนภายใต้มาตรการนี้แล้วทั้งสิ้น 35 โครงการ ซึ่งจะมีการพัฒนาบุคลากรรวม 66,500 คน

นายนฤตม์กล่าวว่า โครงการที่ได้รับการสนับสนุนผ่านการพิจารณาคัดเลือกจาก 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ มาตรฐานหลักสูตร ความเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรม ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ ศักยภาพและความพร้อมในการจัดฝึกอบรม โดยการฝึกอบรมจะครอบคลุมทักษะที่จำเป็นสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น หลักสูตรด้านเทคโนโลยี AI, Data Analytics, Cloud Computing และ Cybersecurity , หลักสูตรด้านการออกแบบแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB Design) และระบบอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ, หลักสูตรด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า (EV) เทคโนโลยีแบตเตอรี่ และระบบการผลิตสมัยใหม่

นายนฤตม์กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมี หลักสูตรด้านหุ่นยนต์อุตสาหกรรม ระบบอัตโนมัติ และการผลิตอัจฉริยะ (Smart Manufacturing), หลักสูตรด้านการประยุกต์ใช้ AI และ IoT ในภาคเกษตร เกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) และเทคโนโลยีชีวภาพ, หลักสูตรด้านนวัตกรรมอาหาร เทคโนโลยีการแปรรูปอาหาร และบรรจุภัณฑ์อัจฉริยะ, หลักสูตรด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ นวัตกรรมชีวการแพทย์ และการวิเคราะห์ข้อมูลด้านสุขภาพ และหลักสูตรด้านการวิเคราะห์วัสดุและนาโนขั้นสูง ระบบควบคุมความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และอากาศยานไร้คนขับ

นายนฤตม์กล่าวว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมได้อนุมัติโครงการภายใต้มาตรการสนับสนุนสตาร์ทอัพศักยภาพสูงที่มีความพร้อมเชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นโครงการของผู้ประกอบการไทยที่นำผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่เป็น Deep Tech มาต่อยอดสู่การผลิตเชิงอุตสาหกรรม โดยมุ่งวิจัยและพัฒนา “คาร์บอนควอนตัมดอท” (Carbon Quantum Dots: CQDs) ซึ่งเป็นวัสดุนาโนขั้นสูง ที่สามารถเพิ่มคุณสมบัติพิเศษให้กับวัสดุที่นำไปผสม เช่น เสริมความแข็งแกร่ง โดย CQDs ในโครงการจะผลิตจากเศษวัสดุเหลือทิ้งในภาคอุตสาหกรรมและการเกษตร เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรในประเทศ ลดการพึ่งพาวัสดุนำเข้าจากต่างประเทศ และยกระดับผลงานวิจัยของไทยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ทั้งยังสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียน และวางรากฐานการพัฒนาอุตสาหกรรมวัสดุขั้นสูงของประเทศในระยะยาว

“เป็นการส่งเสริมการลงทุนในเรื่องที่เป็นอนาคตของประเทศ และการช่วยยกระดับผู้ประกอบการไทย เป็นการตอกย้ำว่าบีโอไอไม่ได้มีบทบาทแค่การดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศ แต่ยังให้ความสำคัญกับการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยทุกกลุ่มสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก ผ่านเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมทั้งการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมสีเขียวให้สอดคล้องกับกติกาการค้าใหม่ของโลก ควบคู่กับการเร่งพัฒนากำลังคนรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งในสาขา AI, เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง, ยานยนต์ไฟฟ้า, หุ่นยนต์, อุตสาหกรรมชีวภาพ และเทคโนโลยีขั้นสูงอื่น ๆ เพื่อให้บุคลากรไทยสามารถเข้าถึงงานที่มีคุณค่าและสามารถสร้างรายได้สูงในอนาคต” นายนฤตม์กล่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวเศรษฐกิจ



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

S&Pคงอันดับเรตติ้งไทยที่ระดับ 'BBB+' - มุมมองมีเสถียรภาพ
S&Pคงอันดับเรตติ้งไทยที่ระดับ 'BBB+' - มุมมองมีเสถียรภาพ