‘คลัง-ธปท.’พร้อมโชว์ศักยภาพไทย 4 เคส ในเวทีเวิลด์แบงก์-ไอเอ็มเอฟ แบงก์ชาติดัน “บางกอก บูลพริ้นต์” พิมพ์เขียวสกัดภัยไซเบอร์
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพ การประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ปี 2569 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ว่า การที่ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ต้องถือว่าเป็นเกียรติมาก เพราะว่ามีแค่ 3 ประเทศทั่วโลก ที่ได้จัดงานนี้ 2 ครั้ง ซึ่งประเทศไทยเราจัดครั้งที่แล้วคือปี 2534 ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์แห่งนี้ และศูนย์ฯสิริกิติ์แห่งนี้สร้างขึ้นมาส่วนหนึ่งเพื่อจัดงานนั้นเลย แล้ววันนี้เราได้จัดอีกครั้งหนึ่ง มันเป็นการโชว์ศักยภาพของไทยในการจัดงานระดับโลก เปรียบได้กับโอลิมปิกทางเศรษฐกิจและการเงินโลก แล้วประเทศไทยได้จัด 2 ครั้งถือว่ายิ่งใหญ่มาก
นายเอกนิติกล่าวว่า นักเศรษฐศาสตร์ นักการเงิน ผู้นำประเทศโดยเฉพาะในเชิงเศรษฐกิจจะมาที่ประเทศไทยกว่า 90 ประเทศประมาณ 15,000 คน สายตาของทั้งโลกจะมาจับตาอยู่ที่ประเทศไทย ทุกคนจะจับจ้องว่าผู้นำทางเศรษฐกิจและการเงินเขามาคุยอะไรกัน มาสร้างการเปลี่ยนแปลงในเชิงเศรษฐกิจและการเงินโลกอย่างไร และซีอีโอ บริษัทยักษ์ใหญ่ก็จะประชุมรอบข้าง มันจะเป็นโอกาสที่ประเทศไทยใช้โชว์ศักยภาพเมืองไทย แต่หัวใจสำคัญที่สุดเราสามารถที่จะเซตอเจนด้า สามารถออกแบบเศรษฐกิจ นโยบายเศรษฐกิจ การเงินโลก ที่ส่งเสียงมาจากกลุ่มเมืองไทย กลุ่มสมาชิกประเทศในอาเซียน เราสามารถเป็นคนที่ขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ การคลัง การเงินโลก
นายเอกนิติกล่าวว่า วันนี้โลกกำลังเข้าสู่ขอบฟ้าใหม่ เมืองไทยก็เข้าสู่ขอบฟ้าใหม่ โลกที่แตกเป็นขั้ว วันนี้สงครามวันนึงดี วันนึงไม่ดี โลกที่แตกขั้วต่างๆ ประเทศกลุ่มพวกเราเศรษฐกิจการเงินโลกผันผวนมาก เราจะเซตอเจนด้าอย่างไร เรื่องความมั่นคงปลอดภัยมีความสำคัญมาก ความมั่นคงทางพลังงาน ความผันผวนของตลาดการเงินโลก เราจะสามารถเซต อเจนด้าอย่างไร เราจะให้พลังกับคนอย่างไร เพื่อให้คนรองรับการเข้าสู่ขอบฟ้าใหม่

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ
นายเอกนิติกล่าวว่า นอกจากนี้เราจะใช้ประเทศไทยโชว์ เคส เป็นต้นแบบ ให้ทั้งโลกได้เห็นและมาสัมผัสที่เมืองไทย อันที่หนึ่งคือ ที่เราเข้าสู่ขอบฟ้าใหม่คือเรื่องดิจิทัล เรื่อง AI ประเทศไทยเรามีพัฒนาการที่ดีมาก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดชัดคือ พร้อมเพย์ เข้าไปช่วยนโยบายเศรษฐกิจ เราเอาพร้อมเพย์ ไปเชื่อมโยงกับเ PayNow ของสิงคโปร์ คนที่ไปสิงคโปร์ สามารถใช้ QR Code สแกนจ่ายกันได้ ส่วน AI โครงการไทยช่วยไทย พลัสที่มีเป๋าตัง มีถุงเงิน เราเอา AI ชื่อนกกระซิบ ไปสอนพ่อค้าแม่ค้า ให้เขาถเรียนรู้หัดใช้ AI เป็นการยกระดับศักยภาพของพ่อค้าแม่ค้า เราจะเอานกกระซิบเป็นตัวโชว์เคส ด้วย
นายเอกนิติกล่าวว่า เรื่องที่สอง วันนี้เราเห็นโลกที่แตกขั้ว โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจ แต่กลุ่มที่มีความสำคัญที่ในเวทีโลกเริ่มมีการพูดถึงมิดเดิล พาวเวอร์ คือกลุ่มประเทศขนาดกลาง ที่มีความสำคัญ แต่เราจะไม่ใช่มิดเดิล พาวเวอร์ เราจะเรียกว่า Connected Economies ประเทศตรงกลางที่โลกมแตกขั้ว แต่กลุ่มพวกเราคนตรงกลาง อันนี้คือเป็นบทบาทของประเทศไทยที่จะเชื่อมโยงโลกที่มันแตกขั้วให้กลับมาประสานกันใหม่ และเราต้องการโชว์บทบาทนี้ เช่นเชื่อมโยงธุรกิจต่างๆ ที่วันนี้การลงทุนไหลเข้ามาที่ในประเทศไทยและอาเซียนมากขึ้น เราจะเชื่อมห่วงโซ่อุปทานในโลกยุคใหม่ ที่ต้องการความมั่นคงอย่างไร
นายเอกนิติกล่าว อีกเรื่องที่ต้องการโชว์เคส ก็คือเรื่องสังคมผู้สูงอายุ มองในมุมนึงก็เป็นภาระการคลัง แต่อีกมองมุมนึงก็เป็นโอกาส โอกาสของอาหารไทย สมุนไพรไทย หรือมวยไทย ซึ่งวันนี้ ไม่ใช่แค่ต่อยมวยสนุกอย่างเดียว แต่เป็นการออกกำลังกายได้สุขภาพทุกส่วน อันนี้คือ Wellness คือเศรษฐกิจที่สังคมผู้สูงอายุ ประเทศไทยมีโอกาสมาก ยาสมุนไพร การออกกำลังกาย การนั่งสมาธิ ทำให้คนมีชีวิตความเป็นอยู่ผู้สูงอายุ มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
นายเอกนิติกล่าวว่า เรื่องสุดท้าย เป็นเรื่องการเปลี่ยนผ่านของพลังงานและสิ่งแวดล้อม วันนี้ราคาน้ำมันแพง ไฟแพง พลังงานสะอาดเป็นตัวสำคัญ ประเทศไทยเรากำลังเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดตรงนี้ แต่หัวใจสำคัญเราต้องลงทุนเยอะ กองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลก จะช่วยเอาการเงิน ในเรื่องของ Climate Finance มาช่วยทำให้ประเทศต่างๆ เนี่ยเขาเปลี่ยนผ่านลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล ที่ตอนนี้ราคาผันผวนมาก คือ 4 เรื่องหลักๆ ที่เราจะโชว์เคส ในงานนี้
ด้านนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่า ธปท.กล่าวว่า ถ้าดูเรื่องของ New Horizon หรือขอบฟ้าใหม่ แบ่งเป็น 4 เสา โดยเสาที่หนึ่งที่เราเข้าไปมีส่วนร่วมคือเรื่องการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (Digital and AI Transformation) ที่เราจะโชว์เคสเรื่องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภาครัฐที่ปลอดภัย เชื่อมโยงและทั่วถึง (Digital Public Infrastructure) ประเทศไทยถือว่าเราทำได้ค่อนข้างดีที่สุดประเทศหนึ่งในโลก เรื่องของ Digital Payment เรามีคนใช้บัญชี Mobile ที่เป็น Digital 187 ล้านบัญชี เรามี พร้อมเพย์ที่แข็งแรงมาก มี Transaction ที่ใช้ปีละประมาณ 27,000 ล้านรายการ 56 ล้านล้านบาทต่อปี ถือว่าสูงมากนะครับ แล้วเราก็มี QR Payment ซึ่งมีจำนวนรายการสูงมากเช่นกันนะครับ มูลค่าประมาณ 6 ล้านล้านบาทต่อปี เป็นการลด Transaction Cost ของทั้งประเทศ แล้วช่วยเรื่องการเข้าถึงเงินทุนด้วย ตอนหลังก็ขยายไปเป็น Cross Border QR Payment เราทำได้ถึง 10 ประเทศ จะทำให้นักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศไทย หรือคนไทยไปต่างประเทศก็ Transaction Cost ก็ถูกลงชัดเจน เรื่องนี้เราเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความก้าวหน้าในการพัฒนา เพราะฉะนั้นเรื่องของ Digital Payment, Digital Finance ก็จะเป็นส่วนที่เราโชว์เคส

นายวิทัย รัตนากร
นายวิทัยกล่าวว่า อย่างไรก็ตามการมาของความสะดวกสบาย มันก็จะมาซึ่งความเสี่ยงไปด้วย ทำให้เราต้องมีความระมัดระวังเพิ่มขึ้นของความเสี่ยงที่เกี่ยวกับเรื่องไซเบอร์ ที่เกี่ยวกับเรื่องของอาชาญากรรมทางดิจิทัลทั้งหลาย นำมาซึ่งในส่วนที่สอง เป็นหัวข้อที่เรียกว่า การสร้างระบบการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัย ครอบคลุม และเป็นธรรม (Safe and Inclusive Digital Finance) หรือ SIDF คอนเซ็ปต์หลักจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการจัดการภัยทางดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็น Fraud Scam หรือ Digital Crime ก็ตาม แล้วก็เรื่องที่สองจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับความมั่นคงของระบบไซเบอร์ (Cyber Resilience) แล้วเรื่องการสร้างระบบนิเวศ ให้คนสามารถเข้าถึงทางการเงินได้ หลักๆ คือเราดึงคนเข้าถึงทางการเงินด้วยต้นทุนที่ถูกลงก็จริง แต่เราต้องระมัดระวังความเสี่ยงทั้งเรื่องสแกม เรื่องไซเบอร์
นายวิทัยกล่าวว่า ประเด็นสำคัญคือ เราออกเปเปอร์ตัวหนึ่ง ซึ่งเราทำงานร่วมกับทางเวิลด์แบงก์ และไอเอ็มเอฟจะเป็นเปเปอร์หลักของการประชุมครั้งนี้ และเป็นส่วนที่ไทยถูกนำเสนอไปเชื่อมโยงกับงานของงานจัดงานใหญ่ครั้งนี้ ก็คือ Bangkok Blueprint เราจะพูดถึงมันเหมือนเป็น Principle Base เหมือนกับสิ่งที่ทำให้หลังจากจบการประชุมคราวนี้ มันจะถูกอ้างอิง ต่อไปของทุกประเทศว่าถ้าเราต้องการให้ประเทศนั้นๆ ต้องการรับมือเรื่องความเสี่ยงเรื่อง Fraud, Scam, Digital Crime ควรจะมีหลักการอะไรบ้าง ในนั้นก็จะมี 12 หัวข้อที่ต้องพิจารณา เริ่มตั้งแต่ภาพรวมประเทศ ต้องทำเรื่องนี้ให้เป็นวาระแห่งชาติ ต้องมีระบบกฎหมายที่ดี ต้องมีระบบการป้องกัน ถ้าเกิดอาชญากรรมพวกนี้เข้ามาแล้ว ต้องมีระบบป้องกันที่ดี ต้องมีระบบการดูแลฟื้นฟูให้ดี รวมถึงความร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ ภายในประเทศ จะเป็น 12 ข้อที่เราเชื่อมั่นและหวังว่ามันจะเป็นหลักอ้างต่อไป ประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่มีปัญหาแบบนี้ ก็จะมาใช้ Bangkok Blueprint เป็นการอ้างอิงในการดำเนินนโยบายในการทำงานต่อไป

ภาพการแถลงข่าว




