เทรด “Blu Green Token” วันแรกราคาเหนือจอง “ฐกร” เผยเงิน 480 ล้านลงทุนด้านเทคโนโลยี ดูแลรักษาป่าชายเลน เล็งดึงป่าชุมชนร่วมออกโทเคนล็อตสอง ชาวบ้านแฮปปี้ มีรายได้ดูแลรักษาป่า แถมต่อยอดจัดท่องเที่ยวหารายได้เสริม 'ท็อป-จิรายุส' ชี้วิน 3 ฝ่าย
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 เป็นวันแรกที่บริษัท สยาม ทีซี เทคโนโลยี จำกัด (SCTC) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DITTO นำโทเคนดิจิทัล “Blu Green Token” จำนวน 400 ล้านโทเคน ราคาจองเหรียญละ 1.20 บาท เข้าซื้อขายในศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล Bitkub หลังเปิดตลาดจากราคาขยับไปที่ 1.30 บาทต่อเหรียญโทเคน เพิ่มขึ้น 0.10 บาท
นายฐกร รัตนกมลพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท DITTO เปิดเผยว่า วันนี้ถือเป็นฤกษ์ดีที่ DITTO ทำการซื้อขาย “ Blu Green Token” ซึ่งเป็นโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุนที่มีคาร์บอนเครดิตจากโครงการฟื้นฟูป่าชายเลนเป็นสินทรัพย์อ้างอิงและเป็นโทเคนเพื่อสิ่งแวดล้อมเหรียญแรกของไทย เพื่อระดมทุนใช้ในโครงการปลูกและดูแลรักษาป่าชายเลนเพื่อประโยชน์คาร์บอนเครดิต
นายฐกรกล่าวว่า รายได้จากการขาย Blu Green Token มูลค่า 480 ล้านบาทจะนำไปใช้ในการปลูก และดูแลรักษาป่าชายเลนครอบคลุมพื้นที่ 17,531 ไร่ ซึ่งขึ้นทะเบียน Standard T-VER และ Premium T-VER ขององค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เพื่อให้การบริหารจัดการผืนป่าชายเลนมีประสิทธิภาพ และมีสภาพอุดมสมบูรณ์ที่สุด
นายฐกรกล่าวว่า นอกจากนี้บริษัทจะนำมาใช้ในการตรวจวัดการได้มาซึ่งคาร์บอนเครดิตหรือ “Verify Carbon Credit” โดยได้พัฒนาและบูรณาการในการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการดำเนินงาน ประกอบด้วย โดรนบินสำรวจ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม( Satellite Monitoring) เข้ามาใช้ในการตรวจติดตามอย่างใกล้ชิด อีกทั้งใช้ Tree Detection App (TDA) เพื่อตรวจนับต้นไม้รายต้นและวิเคราะห์อัตราการรอดตาย ในพื้นที่ที่ต้องการรายละเอียดสูง และระบบฐานข้อมูลดิจิทัล ใช้แอพลิเคชั่นที่พัฒนาโดยบริษัท สยาม ทีซีฯ ซึ่งเทคโนโลยีขั้นสูงต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก
นายฐกรกล่าวว่า เมื่อป่าชายเลนมีความอุดมสมบูรณ์ และมีประสิทธิภาพการดูดซับคาร์บอนแล้ว ประโยชน์ที่ได้ตามมายังเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์ทะเลวัยอ่อน เช่น กุ้ง หอย ปู ปลา ช่วยให้ชาวบ้านที่มีอาชีพประมงพื้นบ้านมีความมั่นคงยิ่งขึ้น นอกจากนี้ช่วยรักษาความสมดุลและความหลากหลายทางชีวภาพ แนวป่าชายเลนและหญ้าทะเลช่วยลดความรุนแรงของคลื่นป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง ที่สำคัญโครงการนี้ยังช่วยให้คนในชุมชนมีรายได้จากการรับจ้างดูแลต้นไม้และดูแลป่าซึ่งจะทำให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
นายฐกรกล่าวว่า จุดเริ่มต้นโครงการนี้มาจากบริษัท สยาม ทีซีฯ ซึ่งเป็นบริษัทลูกได้ทำงานร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง(ทช). มานานจนมีความเชี่ยวชาญทำให้รู้ว่าป่าชายเลนมีประโยชน์ในด้านการดูดซับคาร์บอนได้เป็นอย่างดี คาร์บอนที่ได้จากป่าชายเลนเรียกว่า Blue Carbon ที่มีประสิทธิภาพในการกักคาร์บอนได้สูงกว่าป่าบกถึงเกือบ 10 เท่า ประกอบกับช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ภาวะโลกร้อนทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เกิดภัยพิบัติต่างๆ ตามมามากมาย DITTO จึงเข้ามามีส่วนในการแก้ปัญหา อีกทั้ง กรม ทช. มีนโยบายเปิดให้เอกชนเข้าร่วมโครงการปลูกป่าชายเลนเพื่อประโยชน์คาร์บอนเครดิต โดย DITTO ได้รับสิทธิในการดูแลรักษาป่าชายเลนด้วย จึงกลายเป็นธุรกิจใหม่ คือ กลุ่มกรีนเทคฯ
นายฐกรให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า กระแสตอบรับ Blu Green Token ดีมากทั้งนักลงทุนรายใหญ่ แล้วก็ประชาชน ที่สำคัญคือมีหลายบริษัทเห็นเห็นถึงโอกาส ในการลงทุนกับคาร์บอนเครดิต เพราะนานาชาติให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ จะมีผลกระทบต่อการค้า บริษัทต่างๆ เลยมาลงทุนตรงนี้เพื่อป้องกันความเสี่ยงไปด้วย
ผู้สื่อข่าวถามว่ามีแผนจะออกโทเคน ล็อตสองหรือไม่
นายฐกรกล่าวว่า ถ้าผลตอบรับดี เราอาจดึงป่าชายเลนชุมชนมาร่วมด้วย ค่าตอบแทนจะได้ถึงชุมชนมากขึ้น นอกจากเขาจะมีรายได้จากการดูแลป่าแล้ว เมื่อได้คาร์บอนเครดิตแล้วเราก็จะแบ่งประโยชน์ให้ชุมชน 20% สำหรับล็อตแรกนี้เป็นป่าชายเลน 17,000 ไร่ของ ทช. ไม่ได้เป็นพื้นที่ป่าชุมชน หากโครงการนี้สำเร็จ เราจะดึงชาวบ้านเข้ามา เพราะว่าผืนป่าของชาวบ้านใหญ่ แต่จะค่อยๆ ทำทีละส่วน อันนี้จะเป็นลอต 2 ต่อไปที่เอาชุมชนในพื้นที่ต่างๆ เข้ามาสู่ตลาดทุนให้ได้ เป็นทุนดูแลป่า แล้วก็จะได้คาร์บอนมากขึ้นตามไปด้วย ชาวบ้านมีรายได้เพิ่ม ป่าฟื้นตัว ประเทศเราก็ลดก๊าซเรือนกระจกได้มากขึ้น อากาศดีขึ้น
นายอารักษ์ สุทธีวงศ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า Blu Green Token เป็นกรีน โทเคนแรกของประเทศไทย เป็นหมุดหมายสำคัญมากๆ ของประเทศ เป็นจุดตั้งต้นที่ดี สำหรับโครงการในรูปแบบนี้ ความยากของการทำกรีน ไฟแนนซ์ คือจับต้องยาก ทำให้โครงการดีๆ เข้าถึง แหล่งเงินทุนที่ลำบาก แต่โทเคน แบบนี้การเข้าถึงแหล่งเงินทุนทำได้ง่ายมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องเป็นสถาบันขนาดใหญ่ แต่นักลงทุนรายย่อยเข้าถึงได้ และช่วยให้ประเทศไทยของเราเป็น เน็ต ซีโร่
ด้านนายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้ง จำกัด กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับทางบริษัท Bitto และบริษัท Token X ซึ่งใช้เวลากว่า 3 ปี ในการผลักดันโทเคน คาร์บอนเครดิต เจ้าแรกของประเทศไทย และน่าจะเป็นประเทศแรกๆ ของโลก ในการเทรดโทเคน คาร์บอนเครดิต โปรเจกต์นี้Win ถึง 3 ทางด้วยกัน Win แรกคือประเทศไทยเรา เพราะช่วยให้ประเทศไทยเข้าสู่ Net zero ตามที่สัญญากับประชาคมโลกไว้ Win ที่ 2 คือทาง DITTO มีเครื่อมือใหม่ในการระดมทุน เป็นผู้บุกเบิกนำร่อง ให้บริษัทต่างๆ เข้าถึงวิธีการระดมทุนแบบใหม่ และ Win ที่ 3 คือ นักลงทุนรายย่อย ที่มีโอกาสเข้าถึงการระดมทุนในโครงการดีๆ อย่างเท่าเทียมกันกับรายใหญ่ เป็น 3 Win พร้อมๆ กัน
"ถ้าโปรเจกต์นี้สำเร็จ จะเป็นการนำร่องให้ทุกคนเห็นว่ามันมีอีกช่องทางหนึ่งที่จะระดมทุนได้ โครงการนี้ถือเป็นการปฏิวัติวงการอุตสาหกรรมการเงิน ถือว่าเป็นวันแห่งประวัติศาสตร์ ผมเชื่อว่าจะมีทรัพย์สินอีกหลากหลาย ไม่ใช่แค่ Carbon Credit จะถูก Tokenize บน Blockchain แล้วเทรด เป็นช่องทางระดมทุนใหม่"นายจิรายุสกล่าว
นายอภิชาติ หลานหลงส้า ประธานชุมชนป่าชายเลนบ้านท่าประดู่ อ.คลองท่อม จ.กระบี่ ชาวบ้านที่ร่วมโครงการปลูกและดูแลป่าชายเลน ให้สัมภาษณ์ว่า เมื่อก่อนอาจมีบางบริษัทมาจัดโครงการดูแลป่าชายเลน แต่เป็นระยะสั้น ไม่ยั่งยืน ไม่ต่อเนื่อง แต่โครงการนี้เป็นความร่วมมือของ 3 ฝ่ายที่ทำกันอย่างต่อเนื่อง ระหว่างกรม ทช. เอกชนและชุมชน โดยบริษัท สยามทีซีฯ ดูแลอย่างดี มีเจ้าหน้าที่ลงไปอยู่กับชาวบ้านจริงๆ ร่วมกันสำรวจพื้นที่และดูแนวเขต
นายอภิชาติกล่าวว่า เราเป็นชุมชนที่มีหน้าที่ดูแลสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว แต่ว่าหลังจากที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากบริษัทสยามทีซีฯ ได้รับการดูแลจากกรมทช. เราก็ประชุมกัน เพื่อร่วมโครงการนี้ในการดูแลป่าให้ดีกว่าเดิม ชาวบ้านในชุมชนก็มีส่วนร่วมในการลาดตระเวน และเฝ้าระวังว่ามีอะไรไปทำให้เกิดผลกระทบต่อป่าชายเลนหรือไม่ เพราะไม่ใช่คนอย่างเดียวที่เข้าไปทำลาย แต่บางทีเป็นเรื่องของธรรมชาติ อาจทำให้ป่าเสียหาย เมื่อเราเจอก็เข้าไปปลูกเสริม และเราก็ดูแลป่าอย่างต่อเนื่องว่าต้นไม้มีความเจริญเติบโตอย่างไงบ้าง
นายอภิชาติกล่าวว่า นอกจากนี้ทางชุมชนยังต่อยอดด้วยการทำด้านท่องเที่ยว ทำเป็นแพ หรือเรือคายักให้นักท่องเที่ยวชมป่าชายเลน ทำให้คนในชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย




