จับตาเจรจาภาษีสหรัฐฯ กาง 3 ฉากทัศน์ ไทยติดกลุ่มอาเซียนถูกเก็บภาษีสูงเสี่ยงเจอภาษีรวม 31.5% รองแค่เวียดนาม ลุ้นเลวร้ายสุดแตะ 44% หวั่นเสียเปรียบคู่แข่งกระทบการส่งออก
สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 ว่า การเจรจาภาษีระหว่างไทยกับสหรัฐฯ กำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่อาจส่งผลต่อทิศทางการส่งออกและความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ โดยขณะนี้ทั้งสองประเทศอยู่ระหว่างการเจรจากับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) ใน 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ การกำหนดอัตราภาษีภายใต้ข้อตกลงภาษีต่างตอบแทน (Agreement Reciprocal Tariff: ART) และการไต่สวนตามมาตรา 301 ของกฎหมายการค้า Trade Act 1974 ซึ่งเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลต่ออัตราภาษีที่สินค้าไทยจะต้องเผชิญ
สำหรับการเจรจาภายใต้กรอบ ART ไทยและสหรัฐฯ ยังไม่ได้ข้อสรุปเรื่องอัตราภาษี เนื่องจากทั้งสองฝ่ายยังไม่มีการลงนามในข้อตกลงดังกล่าว อย่างไรก็ตาม อัตราภาษีฐานที่สหรัฐฯ ใช้กับสินค้าไทยในปัจจุบันยังอยู่ที่ 19% ภายใต้กฎหมายว่าด้วยอำนาจทางเศรษฐกิจในภาวะฉุกเฉินระหว่างประเทศ (International Emergency Economic Powers Act: IEEPA)
จากบทวิเคราะห์เศรษฐกิจและนโยบายการค้าระหว่างประเทศของนายอัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ระบุว่า เมื่อเปรียบเทียบสถานะการจัดเก็บภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ต่อประเทศอาเซียน ณ วันที่ 24 กันยายน 2569 พบว่า สิงคโปร์ยังคงได้รับอัตราภาษีต่ำที่สุดที่ 0% จากความตกลงการค้าเสรีสหรัฐฯ-สิงคโปร์ (U.S.–Singapore FTA) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2547 ขณะที่อินโดนีเซีย มาเลเซีย และกัมพูชา ได้ลงนามในข้อตกลงภาษีต่างตอบแทน (ART) กับสหรัฐฯ แล้ว ส่งผลให้อัตราภาษีอยู่ที่ 19% และสินค้าบางรายการได้รับสิทธิภาษี 0%
ส่วนไทยยังไม่มีข้อสรุปการลงนาม ART ทำให้อัตราภาษีฐานยังอยู่ที่ 19% ภายใต้กฎหมาย IEEPA เช่นเดียวกับฟิลิปปินส์ที่อยู่ในอัตรา 19% ขณะที่เวียดนามอยู่ที่ 20% สำหรับประเทศที่เผชิญอัตราภาษีสูงกว่า ได้แก่ บรูไนที่ 25% ส่วนลาวและเมียนมาถูกกำหนดอัตราภาษีสูงสุดในอาเซียนที่ 40% ขณะที่ติมอร์-เลสเตอยู่ที่ 10%
ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ไทยยังใช้อัตราภาษีฐาน 19% เช่นเดียวกับบางประเทศในอาเซียน แต่สถานะการเจรจายังแตกต่างจากประเทศที่ลงนาม ART แล้ว ซึ่งทำให้สินค้าบางรายการสามารถได้รับสิทธิภาษี 0% ตามข้อตกลง
ส่วนอัตราภาษีตามมาตรา 301 ซึ่งสหรัฐฯ ใช้กับประเทศคู่ค้าที่ถูกกล่าวหาว่ามีการค้าที่ไม่เป็นธรรมนั้น USTR ได้ไต่สวนประเทศคู่ค้ารวมถึงไทยใน 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ การนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับจากประเทศที่สาม และการมีผลผลิตส่วนเกินของประเทศคู่ค้า สำหรับประเด็นการนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ USTR ได้ข้อสรุปแล้ว โดยไทยถูกจัดเก็บภาษีตามมาตรา 301 ที่ 12.5%
ติดกลุ่มเสี่ยงถูกเก็บภาษีสูง สิงคโปร์ต่ำสุด
เมื่อเปรียบเทียบอัตราภาษีรวม ณ วันที่ 24 กันยายน 2569 ของไทยและประเทศอาเซียนโดยรวมอัตราภาษีภายใต้ ART กับภาษีตามมาตรา 301 กรณีการนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ สามารถแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ สูง ปานกลาง และต่ำ
กลุ่มภาษีสูงประกอบด้วย ลาวและเมียนมาที่ถูกเก็บภาษีสูงสุดในอาเซียนที่ 40% รองลงมาคือเวียดนามที่ 32.5% ส่วนไทยและฟิลิปปินส์อยู่ที่ 31.5%
สำหรับกลุ่มภาษีปานกลาง ซึ่งมีอัตราภาษีรวม 25-29% ได้แก่ กัมพูชา อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ที่ 29% เท่ากัน ขณะที่บรูไนอยู่ที่ 25%
ส่วนกลุ่มที่มีภาระภาษีต่ำที่สุด คือ สิงคโปร์ที่ 12.5% และติมอร์-เลสเตที่ 10% ซึ่งถือเป็นประเทศที่เผชิญอัตราภาษีต่ำสุดในกลุ่มอาเซียน
ซึ่ง เมื่อรวมอัตราภาษีภายใต้ ART กับภาษีเพิ่มเติมตามมาตรา 301 พบว่า ไทยมีภาระภาษีรวมอยู่ที่ 31.5% อยู่ในระดับเดียวกับฟิลิปปินส์ และเป็นรองเพียงเวียดนามที่อยู่ที่ 32.5% ขณะที่ลาวและเมียนมายังคงเผชิญอัตราภาษีสูงสุดในอาเซียนที่ 40%
ประเทศที่ลงนาม ART แล้ว ได้แก่ กัมพูชา อินโดนีเซีย และมาเลเซีย มีภาระภาษีรวม 29% จากอัตราภาษี ART 19% บวกกับภาษีมาตรา 301 อีก 10% ส่วนบรูไนมีภาษีรวม 25% เนื่องจากใช้อัตรา ART 25% และไม่ได้ถูกจัดเก็บภาษีตามมาตรา 301
ด้านสิงคโปร์ยังคงเป็นประเทศที่มีภาระภาษีต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศหลักของอาเซียน โดยได้รับสิทธิภาษี 0% ภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) และถูกจัดเก็บภาษีมาตรา 301 ที่ 12.5% ทำให้ภาษีรวมอยู่ที่ 12.5% ขณะที่ติมอร์-เลสเตมีภาษีรวม 10% และไม่ได้ถูกจัดเก็บภาษีเพิ่มเติมตามมาตรา 301
คาดเจอภาษีสหรัฐฯ 31.5%
นอกจากนี้ เมื่อวิเคราะห์ภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่จะจัดเก็บกับสินค้าไทย พบว่าสินค้าไทยมีโอกาสเผชิญภาษีในช่วง 19-44% ภายใต้ 3 ฉากทัศน์ ได้แก่ กรณีเลวร้ายที่สุดที่ 44% กรณีปานกลางที่ 31.5% และกรณีดีที่สุดที่ 19%
โดยประเมินว่าฉากทัศน์ที่ไทยต้องเผชิญภาษีรวม 31.5% มีโอกาสเกิดขึ้นสูงถึง 50% เนื่องจากอัตราภาษี 19% ยังเป็นกรอบที่ไทยและสหรัฐฯ ใช้เป็นฐานการเจรจา ขณะที่ภาษีตามมาตรา 301 ที่ 12.5% เป็นมาตรการที่ประกาศใช้แล้ว ซึ่งการลดหรือยกเลิกต้องอาศัยคำสั่งใหม่จาก USTR ในขณะที่การไต่สวนประเด็นผลผลิตส่วนเกินยังอยู่ระหว่างดำเนินการ และไทยพยายามผลักดันให้มีการหารือประเด็นนี้ภายใต้กรอบ ART ด้วย
ส่วนฉากทัศน์ที่ดีที่สุด ซึ่งไทยเผชิญภาษีเพียง 19% มีโอกาสเกิดขึ้นราว 35% โดยขึ้นอยู่กับผลการเจรจา หากไทยสามารถให้คำมั่นในการปรับปรุงโครงสร้างการค้าและการลงทุนให้เป็นธรรมกับสหรัฐฯ ก็อาจทำให้ฉากทัศน์ดังกล่าวเข้ามาแทนที่กรณีปานกลางได้
อย่างไรก็ตาม มองว่าหัวใจสำคัญของการเจรจาคือ ไทยไม่ควรจำกัดเป้าหมายไว้เพียงการรักษาอัตรา ART ที่ 19% แต่ต้องผลักดันให้ภาษีเพิ่มเติมทุกมาตรการรวมกันไม่เกิน 19% และหลีกเลี่ยงการถูกจัดเก็บภาษีซ้อนระหว่าง ART กับมาตรา 301
นอกจากนี้ ไทยควรเร่งออกกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงในการถูกจัดเก็บภาษีเกิน 19% พร้อมจัดทำข้อมูลโต้แย้งข้อกล่าวหาเรื่องผลผลิตส่วนเกินเป็นรายอุตสาหกรรม เนื่องจากปัจจุบันอัตราการใช้กำลังการผลิตของอุตสาหกรรมไทยลดลงต่อเนื่องทุกภาคส่วน เช่น อุตสาหกรรมเหล็กที่ปัจจุบันใช้กำลังการผลิตเพียง 30% และคาดว่าจะลดลงเหลือ 25% ในอนาคต




