News Logo
หน้าแรก
ธปท.คาดน้ำท่วมกระทบ GDP 0.03–0.1% ดึง 16 แบงก์ช่วยลูกหนี้

ธปท.คาดน้ำท่วมกระทบ GDP 0.03–0.1% ดึง 16 แบงก์ช่วยลูกหนี้

30 ก.ย. 2569 16:14
ผู้ชม 14 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

ธปท.คาดน้ำท่วมกระทบ GDP ปี 69 ราว 0.03–0.1% หวั่นซ้ำเติมหนี้ครัวเรือน-SMEs เร่ง 16 แบงก์ออกมาตรการพักหนี้-เติมสภาพคล่อง ยันไม่กระทบประชุม IMF-World Bank พร้อมจัดทำแผนฉุกเฉินรองรับ ด้านเศรษฐกิจเดือน ส.ค.ยังทรงตัว ส่งออกได้แรงหนุนจากเทคโนโลยี

สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 น.ส.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายองค์กรสัมพันธ์และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมว่า ขณะนี้ธปท. ยังอยู่ระหว่างติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจึงยังไม่สามารถสรุปตัวเลขความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการได้ โดยผลกระทบที่เห็นชัดในเบื้องต้นอยู่ในภาคบริการโดยเฉพาะการขนส่ง การกระจายสินค้า ร้านค้าปลีกและค้าส่ง รวมถึงภาคก่อสร้างที่ต้องหยุดดำเนินการชั่วคราว สำหรับภาคการท่องเที่ยว เบื้องต้นยังได้รับผลกระทบในวงจำกัด แต่หากระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น อาจทำให้ผลกระทบขยายวงกว้างมากขึ้น ขณะที่ภาคการผลิตยังไม่พบความเสียหายเป็นวงกว้างต่อโรงงานหรือนิคมอุตสาหกรรม

น.ส.ชญาวดี ระบุว่า ตัวเลขการประเมินความเสียหายต่อ GDP ที่มีการประเมินโดยหลายฝ่ายในขณะนี้อยู่ในช่วงประมาณ 0.03–0.1% ของ GDP อย่างไรก็ตามต้องพิจารณาผลจากการซ่อมแซมและการก่อสร้างหลังน้ำลดเข้ามาประกอบด้วย เนื่องจากกิจกรรมดังกล่าวอาจช่วยชดเชยความเสียหายทางเศรษฐกิจได้บางส่วน

ดึง 16 แบงก์ออกมาตรการช่วยลูกหนี้น้ำท่วม

น.ส.ชญาวดี กล่าวว่า ในด้านภาระหนี้ ธปท.ได้กำชับให้สถาบันการเงินเร่งให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยรวบรวมมาตรการช่วยเหลือจากสถาบันการเงิน 16 แห่ง ประกอบด้วยธนาคารพาณิชย์ 10 แห่ง และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFI) 6 แห่ง เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์และแอปพลิเคชันของ ธปท.

มาตรการครอบคลุมทั้งการลดภาระหนี้เดิม เช่น การพักชำระเงินต้น พักชำระดอกเบี้ย ลดค่างวด ขยายระยะเวลาชำระหนี้ หรือลดอัตราดอกเบี้ย รวมถึงการเติมสภาพคล่องให้กับผู้ได้รับผลกระทบผ่านสินเชื่อฉุกเฉิน สินเชื่อเพื่อซ่อมแซมบ้านและสินเชื่อเพื่อเสริมเงินทุนหมุนเวียนสำหรับผู้ประกอบการ SME

ส่วนการเตรียมความพร้อมสำหรับการเป็นเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank Annual Meetings ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคมนี้ ธปท. ได้จัดทำแผนฉุกเฉินและแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) รองรับสถานการณ์แล้ว โดยประเมินพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นในและรัศมี 5 กิโลเมตรจากสถานที่จัดประชุม ซึ่งคาดว่าจะไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม

โจทย์ใหญ่แก้ปัญหาโครงสร้าง

น.ส.ชญาวดี กล่าวว่า ในระยะสั้นธปท.จะยังคงติดตามสถานการณ์น้ำท่วมอย่างใกล้ชิด พร้อมเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ ขณะที่ในภาพเศรษฐกิจมหภาค นโยบายการเงินยังมีบทบาทในการผ่อนคลายและพยุงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม โจทย์ที่ ธปท.ให้ความสำคัญมากขึ้น คือ การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เนื่องจากแม้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจโดยรวมยังไม่ได้มีปัญหารุนแรง แต่การเผชิญกับแรงกระแทกหลายระลอกต่อเนื่อง ส่งผลให้ฐานะทางการเงินของครัวเรือนและ SME อ่อนแอลง ธปท.จึงวางแนวทางดำเนินการควบคู่กันใน 4 ด้าน ได้แก่ 1. เร่งแก้ปัญหาหนี้สิน ลดภาระหนี้ของประชาชน เพื่อให้ครัวเรือนสามารถฟื้นฐานะทางการเงินและกลับมามีความสามารถในการใช้จ่ายได้ 2. เพิ่มการเข้าถึงสภาพคล่องของ SME เตรียมพัฒนาเครื่องมือเพิ่มเติมเพื่อช่วยผู้ประกอบการที่มีข้อจำกัดด้านสินเชื่อ รวมถึงแนวทางเกี่ยวกับการชดเชย Credit Cost เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถปล่อยสินเชื่อแก่ SME ได้มากขึ้น

3. ยกระดับความเป็นธรรมในการให้บริการทางการเงิน ธปท.ให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลเรื่องค่าธรรมเนียมและรูปแบบการให้บริการของธนาคารพาณิชย์มากขึ้น เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ใช้บริการทางการเงิน และ 4. เดินหน้าปราบปรามภัยทางการเงินและธุรกิจเงินเทา ธปท.มองว่าเงินเทาเป็นรายรับที่เชื่อมโยงกับภัยทุจริตทางการเงินหลายรูปแบบ จึงจำเป็นต้องทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้ระบบการเงินถูกใช้เป็นช่องทางในการกระทำความผิด

เศรษฐกิจเดือน ส.ค. ทรงตัว

น.ส.ชญาวดี กล่าวว่า ในส่วนของภาพรวมเศรษฐกิจไทยเดือนสิงหาคมโดยรวมทรงตัวจากเดือนก่อน โดยการส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำทรงตัวอยู่ในระดับสูงจากแรงส่งของวัฏจักรสินค้าเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ของโลก ทั้งนี้ สินค้ากลุ่มเทคโนโลยีชะลอลงบ้างหลังเร่งไปมากในช่วงก่อน ขณะที่การส่งออกสินค้าอื่น ๆ ปรับเพิ่มขึ้น สำหรับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นจากนักท่องเที่ยวจีนเป็นสำคัญ ขณะที่รายรับภาคท่องเที่ยวทรงตัวจากเดือนก่อน เนื่องจากจำนวนวันพักสั้นลงตามจำนวนเที่ยวบินระยะไกล (Long haul) ที่ฟื้นตัวกลับมาใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดสงครามตะวันออกกลาง

ด้านอุปสงค์ในประเทศปรับเพิ่มขึ้นจากการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากการใช้จ่ายหมวดบริการ โดยเฉพาะโรงแรมและร้านอาหาร สอดคล้องกับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับหมวดสินค้าคงทนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ด้านอุปทานโดยรวมปรับลดลงจากทั้งการผลิตภาคอุตสาหกรรมและกิจกรรมในภาคบริการ ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวต่อเนื่องตามการเบิกจ่ายของทั้งรัฐบาลกลางและรัฐวิสาหกิจ

สำหรับเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ตามราคาอาหารสดที่ปรับเพิ่มขึ้นจากผลผลิตที่ลดลง เนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวนและต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ประกอบกับราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับเพิ่มขึ้นตามราคา น้ำมันดิบในตลาดโลกหลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาตึงเครียด สำหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มขึ้นจากการทยอย ส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะหมวดอาหารสำเร็จรูปที่ราคาปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ด้านดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลจากดุลการค้าเป็นสำคัญ สำหรับตลาดแรงงานโดยรวมทรงตัว แต่ต้องติดตามจำนวนผู้ขอรับสิทธิว่างงานที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ส่วนประเด็นที่ต้องติดตาม 1) ความต่อเนื่องของวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์โลก 2) พัฒนาการสงครามและนโยบายกีดกันการค้าระหว่างประเทศ 3) ผลของมาตรการรัฐ 4) ผลกระทบจากน้ำท่วมและเอลนีโญ 5) การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวเศรษฐกิจ
ธนาคารแห่งประเทศไทย
น้ำท่วมกรุงเทพ

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เซ่นพิษน้ำท่วม! 'สวนสยาม' อ่วมหนักประกาศปิดยาว 6 เดือน
เซ่นพิษน้ำท่วม! 'สวนสยาม' อ่วมหนักประกาศปิดยาว 6 เดือน