News Logo
หน้าแรก
'เอกนิติ' ชูยุทธศาสตร์ “สติ” คงวินัยคลัง-เปลี่ยนผ่านพลังงาน-ลงทุนอนาคต

'เอกนิติ' ชูยุทธศาสตร์ “สติ” คงวินัยคลัง-เปลี่ยนผ่านพลังงาน-ลงทุนอนาคต

5 ต.ค. 2569 15:09
ผู้ชม 11 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

'เอกนิติ' เปิดยุทธศาสตร์ 'สติ' ฝ่าวิกฤติโลกผันผวน คงวินัยการคลัง-เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน-ลงทุนอนาคต พร้อมปรับเกม BOI จากวัดยอดคำขอ สู่การลงทุนจริง ดันถ่ายทอดเทคโนโลยี พัฒนาทักษะคน เดินหน้า 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย

สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฏกถาพิเศษหัวข้อลงสนามจริง ไม่พึ่งโชค ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไทย ในวันที่โลกไร้กติกาเดิม ในงานเสวนา 30 ปีไทยโพสต์ เหลียวหลัง แลหน้า วาดอนาคตประเทศไทย

นายเอกนิติกล่าวว่า การมองอนาคตประเทศไทยควรประกอบด้วย 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ “เหลียวหลัง” เพื่อทำความเข้าใจอดีตว่าไทยเดินทางมาถึงวันนี้ได้อย่างไร “แลหน้า” เพื่อมองว่าจะต้องเผชิญกับอะไรในอนาคต และสุดท้ายคือ “วาดอนาคต” ว่าประเทศไทยจะบริหารจัดการอย่างไรในช่วงที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงและเข้าสู่ยุคที่ไร้กติกามากขึ้น โดยในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2539 ถึงปี 2569 ประเทศไทยเผชิญวิกฤตหลายครั้ง ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ วิกฤตโควิด รวมถึงวิกฤตและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่หากย้อนกลับไปดูในมุมเศรษฐกิจ จะพบว่าการเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยส่วนหนึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของโลก ถ้าเราเข้าใจอดีตให้ดี เหลียวหลังให้ดี เราจะเข้าใจโลกวันนี้และอนาคตซึ่งได้นำมาใช้ในการวาดอนาคตประเทศไทยด้วย

นายเอกนิติกล่าวว่า หากย้อนกลับไปในช่วงปี 1980 โลกในเวลานั้นมีลักษณะคล้ายกับปัจจุบันในบางด้าน โดยเศรษฐกิจโลกถูกกำหนดกติกาโดย 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ สหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งรวมกันมีสัดส่วนประมาณ 50-60% ของ GDP โลก แต่ปัจจุบัน สัดส่วนของสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่นลดลงเหลือประมาณ 25% และโลกกำลังเปลี่ยนเป็นโลกหลายขั้ว โดยมีจีน ตะวันออกกลาง รัสเซีย ยูเครน อินเดีย และประเทศอื่นๆ เข้ามามีบทบาทมากขึ้น

เมื่อย้อนกลับไปในช่วงดังกล่าว สหรัฐฯ และยุโรปขาดดุลการค้ากับญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับสถานการณ์ปัจจุบัน แต่ในเวลานั้นสหรัฐฯ ใช้ “ค่าเงิน” เป็นเครื่องมือ โดยร่วมมือกับยุโรปกดดันให้เงินเยนของญี่ปุ่นแข็งค่าขึ้น เหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การทำข้อตกลงที่โรงแรมพลาซ่าในนิวยอร์ก หรือ Plaza Accord เพื่อให้ญี่ปุ่นปรับค่าเงินให้แข็งค่าขึ้น เนื่องจากญี่ปุ่นเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ และยุโรป โดยมีการแทรกแซงค่าเงินจนเงินเยนจากเดิมที่ 1 ดอลลาร์แลกได้มากกว่า 200 เยน ลดลงมาเหลือประมาณ 100 กว่าเยนต่อดอลลาร์

“เหมือนวันนี้ไหมครับ แต่วันนี้ไม่ใช่เรื่องค่าเงิน วันนี้ใช้ภาษี และไม่ได้ทำกับญี่ปุ่นอย่างเดียว ทำกับเราด้วย ประเทศไหนที่เกินดุลการค้ากับอเมริกา ก็บีบโดยการขึ้นภาษี คล้ายๆ กันเลย การเปรียบเทียบอดีตกับปัจจุบันทำให้เห็นรูปแบบและวิธีการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลก แม้ปัจจุบันจะมีความซับซ้อนมากกว่าเดิม” นายเอกนิติกล่าว

นายเอกนิติกล่าวว่า หลังจากเงินเยนแข็งค่าขึ้น ญี่ปุ่นจึงต้องหาวิธีรับมือ เพราะค่าเงินที่แข็งขึ้นทำให้ต้นทุนสูงขึ้นและการส่งออกทำได้ยากขึ้น ญี่ปุ่นจึงใช้ฐานการผลิตเป็นเครื่องมือ โดยย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีความพร้อมและมีต้นทุนที่เหมาะสม ประเทศไทยในเวลานั้นยังเป็นประเทศเกษตรกรรม แต่มีการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับประเทศไทยในวันนี้ว่า ต้องเตรียมความพร้อมให้สามารถรองรับกระแสการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของโลก หนึ่งในโครงการสำคัญคือการพัฒนา Eastern Seaboard ในพื้นที่ภาคตะวันออก ได้แก่ ชลบุรี ระยอง ปราจีนบุรี และฉะเชิงเทรา เพื่อรองรับฐานการผลิตใหม่

ประเทศไทยลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งระบบไฟฟ้า ท่าเรือ และระบบคมนาคม จากเดิมที่ใช้ท่าเรือกรุงเทพฯ ก็พัฒนา ท่าเรือแหลมฉบัง ขณะเดียวกันหลังจากค้นพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ก็มีการพัฒนา ท่าเรือมาบตาพุด เพื่อรองรับอุตสาหกรรมพลาสติกและปิโตรเคมี ฐานการผลิตจึงเข้ามาอยู่ในพื้นที่ชลบุรีและระยอง จากเดิมที่เป็นเมืองเกษตรกรรมก็กลายเป็นเมืองอุตสาหกรรม โดยเฉพาะจังหวัดระยองที่จากเดิมเป็นจังหวัดที่มีรายได้น้อย กลายเป็นจังหวัดที่มีรายได้ต่อหัวสูงที่สุดของประเทศไทยจนถึงปัจจุบัน

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้แรงงานเปลี่ยนจากภาคเกษตรกรรมเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม รายได้เพิ่มขึ้น เกิดนิคมอุตสาหกรรม และเมื่อพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมหนาแน่นขึ้น รัฐก็ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติม เมื่อท่าเรือแหลมฉบังพัฒนาขึ้นและกรุงเทพฯ เริ่มมีความหนาแน่น จึงมีการพัฒนามอเตอร์เวย์สาย 7 และสาย 9 ทำให้เกิดการขยายตัวไปยังพื้นที่อยุธยา ซึ่งเดิมเป็นพื้นที่เกษตรกรรม แต่เมื่อมีนิคมอุตสาหกรรม เช่น นวนคร โรจนะ และนิคมในพื้นที่โดยรอบ ก็ทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจและรายได้ของพื้นที่เปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาทักษะคน ทำให้คนไทยเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น รายได้จึงเพิ่มขึ้น และประเทศไทยสามารถเปลี่ยนผ่านจากภาคเกษตรกรรมไปสู่ภาคอุตสาหกรรมได้

นายเอกนิติกล่าวว่า เมื่อเหลียวกลับมาดูปัจจุบัน สิ่งที่ซับซ้อนกว่าอดีตคือ โลกไม่ได้มีเพียงสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น แต่มีจีน ตะวันออกกลาง รัสเซีย อินเดีย และหลายขั้วเข้ามามีบทบาท ทำให้โลกกลายเป็นโลกหลายขั้ว เมื่อโลกหลายขั้ว ความขัดแย้งและสงครามก็เกิดขึ้น โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง ส่งผลให้พฤติกรรมของนักลงทุนเปลี่ยนไป

ในอดีต ญี่ปุ่นมองหาประเทศที่สามารถลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดและมีต้นทุนต่ำที่สุด แต่วันนี้นักลงทุนไม่ได้มองเพียงต้นทุนอีกต่อไป แต่กำลังมองหาประเทศที่ปลอดภัยที่สุดและค้าขายกับทุกคนได้ ทำให้เกิดกระแสการเคลื่อนย้ายเงินทุนจากหลายประเทศ ทั้งตะวันออกกลาง จีน ญี่ปุ่น และยุโรป เพื่อหาพื้นที่ที่มีความปลอดภัย โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับความสนใจ

นายเอกนิติระบุว่า ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแล BOI เห็นได้จากตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่ขยายตัวสูง โดยปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 1.47 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นเกือบ 40% สะท้อนถึงความต้องการเข้ามาลงทุนในประเทศไทย นอกจากนี้ จากการหารือกับรัฐมนตรีคลังของมาเลเซียและเวียดนาม พบว่าประเทศเหล่านี้ก็มีลักษณะคล้ายกัน คือได้รับกระแสการย้ายฐานการผลิตเช่นเดียวกับไทย ซึ่งจากการพบปะนักลงทุนต่างชาติผ่าน BOI นักลงทุนให้เหตุผลสำคัญที่เลือกประเทศไทย 2 เรื่อง คือ ประเทศไทยมีความปลอดภัย และประเทศไทยสามารถค้าขายกับทุกฝ่ายได้ เนื่องจากไทยมีความเป็นกลาง เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ FDI ของไทยอยู่ในระดับสูงและมีนักลงทุนสนใจย้ายฐานการผลิตเข้ามาในประเทศ

จากรถยนต์สู่ชิป-AI ต้องทำให้เงินลงทุนเชื่อมกับคนไทย

นายเอกนิติยกตัวอย่างการลงทุนในอุตสาหกรรมชิปว่า ปัจจุบันชิปเป็นส่วนประกอบสำคัญของโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์ต่างๆ ทำให้เกิดการย้ายฐานการผลิตเข้ามาในประเทศไทย ทั้งในส่วนของแผงวงจร Printed Circuit Board ชิป และกระบวนการทดสอบต่างๆ แต่โจทย์สำคัญคือ เมื่อบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนแล้ว จะทำอย่างไรให้ผลประโยชน์ตกอยู่กับคนไทยและธุรกิจไทย ในอดีตตอนที่ประเทศไทยเริ่มต้นอุตสาหกรรมรถยนต์ ไทยยังผลิตรถยนต์เองไม่เป็น แต่มีการพัฒนาทักษะผ่านสถาบันเทคโนโลยีไทย-เยอรมัน และไทย-ญี่ปุ่น ทำให้เกิดบุคลากรที่มีทักษะ ขณะเดียวกันก็เกิด SME ไทย และเกิด Local Supply Chain ที่เข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมรถยนต์

ดังนั้น การที่ภาคอุตสาหกรรมไทยได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมรถยนต์ในวันนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ แต่เป็นผลจากการออกแบบและพัฒนาระบบในอดีต เพื่อให้การลงทุนจากต่างประเทศเชื่อมโยงกับคนไทยและธุรกิจไทย ด้วยเหตุนี้ เมื่อเข้ามาดูแล BOI นายเอกนิติจึงปรับกติกาใหม่ โดยย้ำว่า ต่อไปจะไม่วัดความสำเร็จจากเพียง “คำขอรับการส่งเสริมการลงทุน” และไม่ควรภูมิใจกับตัวเลข 1.47 ล้านล้านบาทเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเปลี่ยนจาก “Application” ไปสู่ “การลงทุนจริง”

จึงเกิดโครงการ BOI Fast Track ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น Thailand Fast Track เพื่อทำให้กฎและกระบวนการต่างๆ ของประเทศไทยสามารถดำเนินการได้รวดเร็วขึ้น ขณะเดียวกัน BOI ยังเพิ่มเงื่อนไขให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี ผ่านโครงการ Skill Bridge โดยให้บริษัทที่เข้ามาลงทุนจับมือกับมหาวิทยาลัยไทย เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาคน

ดัน Optical Transceiver เชื่อมมหาวิทยาลัย จ้างงานแตะ 30,000 คน

นายเอกนิติกล่าวว่า หนึ่งในอุตสาหกรรมที่เข้ามาลงทุนล่าสุดเกี่ยวข้องกับ AI และเทคโนโลยีการส่งข้อมูล โดยปัจจุบันข้อมูลที่เคยส่งผ่านสายเคเบิลเปลี่ยนมาเป็นการส่งผ่านแสง และประเทศไทยมีอุตสาหกรรมอุปกรณ์ส่งข้อมูลด้วยแสง หรือ Optical Transceiver อยู่ในระดับเบอร์ 1-2 ของโลก ปัจจุบันมีโรงงานอยู่ในโคราช อยุธยา และล่าสุดที่สระบุรี โดยเงื่อนไขสำคัญคือ ต้องมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีและทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยไทย หนึ่งในบริษัทระดับโลกจับมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยปัจจุบันมีการจ้างงานประมาณ 20,000 คน และเตรียมเพิ่มเป็น 30,000 คน

นายเอกนิติกล่าวว่า นี่คือการเปลี่ยนกระแสการลงทุนจากในอดีตที่ประเทศไทยได้รับการลงทุนในอุตสาหกรรมรถยนต์ มาสู่ยุคใหม่ที่มีการลงทุนใน AI และเทคโนโลยีขั้นสูง อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจทำให้เกิดลักษณะเศรษฐกิจแบบ K-Shape โดยธุรกิจและคนบางกลุ่มอยู่ในส่วนขาขึ้น ขณะที่อีกกลุ่มอยู่ในส่วนขาลง ดังนั้นโจทย์สำคัญของประเทศไทยคือทำอย่างไรให้กลุ่ม K ขาล่างสามารถเข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่ได้เร็วที่สุด แนวทางสำคัญคือการพัฒนาทักษะคน และการนำ SME ไทยเข้าไปเชื่อมโยงกับบริษัทต่างชาติในซัพพลายเชน 

อุตสาหกรรมเปลี่ยนจากรถยนต์สู่ EV และ AI

นายเอกนิติกล่าวว่า นอกเหนือจากกระแสการลงทุนที่เปลี่ยนแปลงแล้ว สิ่งสำคัญอีกเรื่องคือ “อุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยน” ในอดีตประเทศไทยส่งออกข้าวและมันสำปะหลังจำนวนมาก ก่อนเปลี่ยนมาเป็นประเทศอุตสาหกรรมและส่งออกรถยนต์ รวมถึงปิโตรเคมีและอิเล็กทรอนิกส์ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า ตู้เย็น และเครื่องปรับอากาศ จนเกิดนิคมอุตสาหกรรมจำนวนมากในภาคตะวันออก ก่อนจะขยายไปยังอยุธยาและโคราช แต่โลกยุคใหม่แตกต่างจากปี 1980 อย่างน้อย 2 เรื่อง เรื่องแรก คือ โลกแตกขั้ว ไม่ได้มีเพียง 3 ประเทศหรือ 3 กลุ่มอำนาจ แต่มีหลายขั้ว เรื่องที่สอง คือ อุตสาหกรรมเปลี่ยน รถยนต์ที่ประเทศไทยเคยเป็นฐานการผลิตและใช้น้ำมัน กำลังเปลี่ยนไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย และกำลังนำไปสู่แนวคิด Future Mobility ดังนั้น ประเทศไทยต้องยกระดับอุตสาหกรรมรถยนต์เดิมเข้าสู่อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อให้สามารถรองรับความต้องการของตลาดโลก และต้องนำแรงงานเดิมมา Upskill เพื่อให้สามารถทำงานในอุตสาหกรรมใหม่ได้ นอกจาก EV แล้ว AI ก็เป็นอีกอุตสาหกรรมใหม่ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว เพราะคนทั่วโลกใช้ AI มากขึ้น ทั้ง TikTok YouTube ChatGPT และ Gemini ล้วนต้องอาศัยระบบประมวลผลและโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี ดังนั้น การดึงนักลงทุนเข้ามาในประเทศไทยจึงต้องควบคู่กับการถ่ายทอดทักษะให้กับคนไทย

"นี่ย รถยนต์ที่เราเคยเป็นฐานการผลิต ใช้น้ำมัน วันนี้น้ำมันแพง วันนี้ทุกคนมุ่งไปรถไฟฟ้าหมด ทั้งโลกนะครับ ไม่ใช่เฉพาะเมืองไทย เพราะฉะนั้น มันถึงกลายเป็น Future Mobility ก็คือการแปลงจากอุตสาหกรรม คือถ้าเราไม่รับการเปลี่ยนแปลงนี้ เราก็คงจะต้องถูกตกขบวนไปนะครับ เพราะฉะนั้น วันนี้ เราจะต้องอัปเกรดอย่างไร ให้ อุตสาหกรรมรถยนต์เก่า เข้าสู่อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า เพราะเป็นที่ต้องการของทั้งโลก" นายเอกนิติกล่าว

นายเอกนิติกล่าวว่า ประเทศไทยกำลังได้รับความสนใจจากต่างชาติ โดยการศึกษาของธนาคารโลกและ IMF ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพ จะเปิดเผยว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งใน 5 ประเทศที่อยู่ในกระแสที่ต่างชาติให้ความสนใจและอยู่ในเทรนด์ แต่โจทย์สำคัญกว่าการเป็นประเทศที่ได้รับความสนใจ คือ ทำอย่างไรให้การลงทุนเหล่านั้น “อยู่กับเมืองไทย” และทำให้ผลประโยชน์ตกอยู่กับคนไทยและธุรกิจไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องออกแบบผ่านนโยบาย

พลังงานสะอาดคือโครงสร้างพื้นฐานใหม่

นายเอกนิติกล่าวต่อว่า อีกเรื่องสำคัญที่ต้องมองจากอดีตคือเหตุผลที่นักลงทุนเข้ามาประเทศไทย นอกจากเสถียรภาพในช่วงรัฐบาลพลเอกเปรมแล้ว อีกปัจจัยสำคัญคือโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะไฟฟ้าและน้ำ ในอดีตไฟฟ้าของไทยประมาณ 60% มาจากก๊าซธรรมชาติ ซึ่งช่วงแรกประเทศไทยสามารถผลิตก๊าซจากอ่าวไทย แต่ปัจจุบันไม่เพียงพอและต้องนำเข้า

ขณะที่อุตสาหกรรมสมัยใหม่ต้องการมากกว่าไฟฟ้าธรรมดา แต่ต้องการ ไฟฟ้าสะอาด ที่ไม่ได้ผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ แต่ต้องการพลังงานสีเขียวและพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ดังนั้น พลังงานสะอาดจึงกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ประเทศไทยต้องเร่งลงทุนเพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่ ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์โลกที่แตกขั้วและสงครามในตะวันออกกลาง ทำให้พลังงานสะอาดไม่ได้เป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่อีกต่อไป แต่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและชีวิตของประชาชน

นายเอกนิติกล่าวว่า พลังงานฟอสซิล ทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานถูกทำลายไปจำนวนมาก ขณะที่ประมาณ 50% ของการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของโลกมาจากตะวันออกกลาง ผลที่ตามมาคือราคาน้ำมันในตลาดโลกอยู่ในระดับสูง และมองว่าจะไม่กลับไปสู่ระดับราคาถูกเหมือนเดิม ขณะที่ประเทศไทยมีความเสี่ยงจากโครงสร้างเศรษฐกิจที่เคยได้รับประโยชน์จากช่วงที่น้ำมันราคาถูก

เปิดยุทธศาสตร์ "สติ"

นายเอกนิติ กล่าวว่า เพื่อรับมือกับโจทย์ใหญ่และความแปรปรวนของโลก ได้มีการเสนอยุทธศาสตร์ "สติ" (STI Strategy) ซึ่งประกอบด้วย 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่

1. S - Stabilize Today การรักษาเสถียรภาพทางการคลังและระบบการเงินในปัจจุบัน โดยเน้น วินัยการคลัง เป็นปราการด่านหลัง แม้ไทยจะมีหนี้สาธารณะอยู่ที่ 60 กว่าเปอร์เซ็นต์ของ GDP แต่ถือว่ามีความมั่นคงเมื่อเทียบกับประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำอย่างสหรัฐฯ (100%) หรือญี่ปุ่น (กว่า 200%) ทั้งนี้ ความมุ่งมั่นนี้ส่งผลให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Rating Agencies) ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยจากลบ (Negative) กลับมาเป็นเสถียรภาพ (Stable) สร้างความมั่นใจให้แก่ตลาดทุน พร้อมดำเนินโครงการ "ปิดหนี้ไวไปต่อได้" และ "SME Credit Boost" เพื่อแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อของ SME

2. T - Transition Now การเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดทันที (Jump Start) ผ่านการลงทุนในระบบโซลาร์เซลล์และการปรับปรุงระบบสายส่ง (Grid Modernization) เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนปรับเปลี่ยนบทบาทจากผู้ใช้ไฟฟ้ามาเป็นผู้ขายไฟฟ้า ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย เพิ่มรายได้ให้ประชาชน และลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศไปพร้อมกัน

3. I - Invest for Tomorrow การเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานใหม่และปรับปรุงทักษะแรงงาน (Re-skill / Up-skill) โดยมีการปรับกติกาของ BOI ใหม่ ไม่วัดผลสำเร็จเพียงแค่ยอดอนุมัติ แต่เน้นการเกิดการลงทุนจริงผ่านกลไก "Thailand Fast Pass" พร้อมกำหนดเงื่อนไขบังคับให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานกับผู้ประกอบการไทย 

นายเอกนิติกล่าวถึงโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ว่า หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่การช่วยประชาชนลดค่าใช้จ่ายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการใส่เรื่องการพัฒนาทักษะเข้าไปด้วย จึงนำ AI นกกระจิบ ไปช่วยสอนพ่อค้าแม่ค้าในตลาด โดยระบบสามารถช่วยวิเคราะห์ยอดขายได้ว่าช่วงเวลาใดขายดีที่สุด ตอนลงพื้นที่บริเวณหลังกระทรวงการคลังและพูดคุยกับผู้ค้าขนมเค้กรายหนึ่ง เมื่อถามว่าขายดีที่สุดวันไหน ผู้ค้าตอบว่าไม่รู้ แต่เมื่อเปิดระบบ AI นกกระจิบพบว่า วันพฤหัสบดีขายดีที่สุด

ปัญหาคือผู้ค้าผลิตขนมเท่ากันทุกวัน ทำให้วันจันทร์มีของเหลือ แต่วันพฤหัสบดีสินค้ากลับไม่เพียงพอ ดังนั้น AI สามารถช่วยให้ผู้ค้าปรับแผนการผลิต โดยผลิตน้อยลงในวันที่ขายน้อย และเพิ่มการผลิตในวันที่ขายดี นอกจากนี้ยังสามารถช่วยวิเคราะห์ต้นทุน เช่น กรณีผู้ผลิตขนมเค้กที่ใช้ไข่ไก่เบอร์ 1 ซื้อในราคา 5 บาทต่อฟอง แต่เมื่อระบบวิเคราะห์ต้นทุนเฉลี่ยพบว่าอยู่ที่ประมาณ 4.7 บาท ทำให้เห็นว่าผู้ประกอบการรายดังกล่าวซื้อวัตถุดิบแพงกว่าคนอื่น

นายเอกนิติกล่าวว่า ประเด็นสำคัญอีกเรื่องคือการเข้าถึงเงินทุน เพราะผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากเมื่อไปธนาคารแล้วไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน จึงต้องพึ่งสินเชื่อรายย่อยหรือเงินกู้นอกระบบ แต่เมื่อมีข้อมูลจาก AI นกกระจิบในระบบ “ถุงเงิน” จะสามารถเห็นยอดขายของผู้ประกอบการ และนำข้อมูลยอดขายไปประกอบการขอสินเชื่อได้ ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยมีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อในระบบมากขึ้น และลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ

เอกชนเป็นกองหน้า รัฐเป็นกองกลาง

นายเอกนิติกล่าวว่า สำหรับการวาดอนาคตประเทศไทย นายเอกนิติกล่าวว่า ภาคเอกชนในปัจจุบันมีความแข็งแกร่งมากขึ้น จึงต้องการให้ภาคเอกชนเป็น “กองหน้า” ในการเลือกอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยมีศักยภาพในการแข่งขัน จึงเกิดเป็น 7 “กองหน้า” ของประเทศไทย ได้แก่

1. เกษตรสมัยใหม่และ Food Processing ภาคเกษตรต้องอัปเกรดเป็น Smart Agriculture และ Food Processing หรือการแปรรูปอาหาร เพราะประเทศไทยมีจุดแข็งด้านฐานการผลิตอาหารและภาคเกษตร ซึ่งอาหารไทยเป็นที่ต้องการของตลาดโลก การแปรรูปอาหารไม่ได้จำกัดเฉพาะอาหารสำหรับคน แต่รวมถึงอาหารสัตว์ด้วย เนื่องจากจำนวนคนเกิดใหม่ลดลง ขณะที่คนสูงอายุเพิ่มขึ้น และผู้สูงอายุจำนวนมากหันมาเลี้ยงสุนัขและแมว บริษัทอาหารสัตว์ระดับโลกอันดับ 1 และอันดับ 2 มีฐานอยู่ในประเทศไทย และกำลังจะขยายโรงงาน โดยเหตุผลที่เลือกประเทศไทย เพราะไทยมีฐานการผลิตด้านเกษตร จึงเป็นซัพพลายสำคัญ

2. Smart Electronics ประเทศไทยต้องยกระดับจากการผลิตคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์แบบเดิมไปสู่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ เช่น การผลิตอุปกรณ์ส่งข้อมูลด้วยแสง หรือ Optical Transceiver

3. อุตสาหกรรมรถยนต์สมัยใหม่ ต้องยกระดับอุตสาหกรรมรถยนต์เข้าสู่ยุคใหม่ พร้อมพัฒนาซัพพลายเชนในประเทศ ปัจจุบันมีโรงงานอยู่ในประเทศไทยแล้ว 8 โรงงาน และกำหนดให้เพิ่ม Local Content มากขึ้นหลายโรงงานเริ่มผลิตเพื่อส่งออก และต้องพัฒนาทักษะคนไทยควบคู่กันไป

4. Wellness และ Medical เป็นอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยมีจุดแข็งอยู่แล้ว จึงต้องต่อยอดเรื่อง Wellness และ Medical ให้สามารถแข่งขันได้มากขึ้น

5. การท่องเที่ยว ต้องเปลี่ยนจากการเน้น “ปริมาณ” ไปสู่ “คุณภาพ” เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น

6. Retail และ Logistics ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านทำเลที่ตั้งและการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ จึงต้องใช้ประโยชน์จากจุดแข็งดังกล่าวผ่านธุรกิจ Retail และ Logistics

7. Creative Economy เป็นข้อเสนอเพิ่มเติมจากภาคเอกชน เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการรายเล็กและคนรุ่นใหม่สามารถเกิดขึ้นและเติบโตได้มากขึ้น

วาง “กองกลาง” 4 ด้าน เชื่อมการลงทุน-คน-SME-กฎกติกา

นายเอกนิติกล่าวว่า 7 สาขาข้างต้นจะเป็น “7 กองหน้า” ที่ภาคเอกชนเป็นผู้เลือก ขณะที่ภาครัฐจะเข้ามาทำหน้าที่เป็น “กองกลาง” เพื่อสนับสนุน 4 เรื่องสำคัญ

1. Investment นายเอกนิติในฐานะผู้ดูแล BOI จะรับผิดชอบเรื่องการลงทุน โดยปรับยุทธศาสตร์ BOI ใหม่ เน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยี การลงทุนจริง และการเชื่อมโยงการลงทุนเข้ากับการพัฒนาทักษะ

2. คนและการพัฒนาทักษะ รองนายกรัฐมนตรี ยศชนัน จะดูแลเรื่องคน โดยเชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัยและการฝึกอบรม เพื่อสร้างคนให้สามารถเข้าสู่อุตสาหกรรมได้ทันที และไม่ปล่อยให้แรงงานตกงานจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี

จากการเปิดบริษัทล่าสุด เริ่มมีการฝึกอบรมคนจำนวนมากเพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรมชิป รวมถึงแนวคิดการพัฒนา “Silicon Valley” เนื่องจากเทคโนโลยีสมัยใหม่ล้วนต้องใช้ชิป ทั้งโทรศัพท์มือถือ ไฟ กล้อง วิทยุ และอุปกรณ์ต่างๆ

3. SME และการกระจายการเติบโตสู่ภูมิภาค ดูแลเรื่อง SME รวมถึงการทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจไม่กระจุกตัวอยู่เพียงกรุงเทพฯ แต่กระจายไปยังภูมิภาคต่างๆ

4. กฎ กติกา และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ เป็นอีกส่วนที่ต้องปรับให้เอื้อต่อการลงทุนและการเติบโตของเศรษฐกิจ

วาง “กองหลัง” รักษาเสถียรภาพการคลัง-การเงิน

นายเอกนิติกล่าวว่า นอกจากกองหน้าและกองกลางแล้ว ประเทศไทยยังต้องมีกองหลังที่แข็งแกร่ง เพื่อเป็นปราการสุดท้ายในการรองรับความเสี่ยง โดยเฉพาะ เสถียรภาพทางการคลังและเสถียรภาพทางการเงิน ภาครัฐเป็นกองกลางที่สนับสนุนเรื่องการลงทุน กฎกติกา การพัฒนาคน และ SME ขณะที่กองหลังต้องทำให้เสถียรภาพของประเทศแข็งแกร่ง หากสามารถขับเคลื่อนในลักษณะดังกล่าวได้ จะทำให้ประเทศไทยสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสที่เกิดขึ้นในช่วงที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลง

นายเอกนิติกล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดในช่วงที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงและมีความผันผวน คือทุกฝ่ายต้องมีสติ แม้จะมีประเด็นดราม่าหรือความขัดแย้งต่างๆ เกิดขึ้น แต่ต้องพยายามคิดให้รอบคอบ ตั้งใจทำสิ่งที่ดี และร่วมกันผลักดันประเทศ

“ผมก็ตั้งใจจริงๆ ครับ แต่ว่าทำคนเดียวไม่ได้ก็ต้องช่วยกัน ผมว่าพวกเราทุกคนที่เมืองไทย เราก็อยากให้ประเทศไทยดี อยากให้ประเทศไทยดีขึ้น วันนี้โอกาสมาแล้ว ผมเองก็ต้องมีสติ ต้องพยายามคิดว่า เอาละ คิดดี ตั้งใจดี ผมคิดอย่างนั้นจริงๆ ทุกคนอยากให้ประเทศไทยดีขึ้น แต่ว่าถ้าเราช่วยกันทำ” นายเอกนิติกล่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ
ข่าวเศรษฐกิจ

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บีโอไอเผย4 ปี LTR ดึงต่างชาติ 1.2 หมื่นคน สร้างมูลค่าศก. 4.3 หมื่นล้าน
บีโอไอเผย4 ปี LTR ดึงต่างชาติ 1.2 หมื่นคน สร้างมูลค่าศก. 4.3 หมื่นล้าน