News Logo
หน้าแรก
กกร.ปรับเป้า GDP ปี'69  โต 2.1-2.5% จี้รัฐยกเครื่องรับมือน้ำท่วม

กกร.ปรับเป้า GDP ปี'69 โต 2.1-2.5% จี้รัฐยกเครื่องรับมือน้ำท่วม

7 ต.ค. 2569 12:54
ผู้ชม 8 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

กกร. ปรับเป้า GDP ปี'69 โต 2.1 - 2.5% ส่งออกพุ่ง 12-16% ห่วง 'น้ำท่วม ซ้ำเติมเศรษฐกิจ จี้รัฐยกเครื่องก่อนกระทบความเชื่อมั่นไทยช่วงเจ้าภาพ IMF–World Bank

สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เป็นประธานการแถลงข่าว คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดยมีนายปณิธาน ปวโรฬารวิทยา เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) และนายวรกฤต จารุวงศ์ภัค เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย ร่วมในการแถลงข่าว

นายพจน์ กล่าวว่า สำหรับกรอบประมาณการเศรษฐกิจปี 2569 กกร.ปรับประมาณการ GDP เป็นขยายตัว 2.1-2.5% จากกรอบเดิมช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคมที่ 1.6-2.0% ขณะที่การส่งออกปรับเพิ่มเป็นขยายตัว 12-16% จากเดิม 8-10% ส่วนเงินเฟ้อยังคงกรอบเดิมที่ 2.5-3.0%

ทั้งนี้ ภาครัฐและภาคเอกชนมีทิศทางสอดคล้องกันในการยกระดับเศรษฐกิจไทย โดยแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ตั้งเป้าให้เศรษฐกิจเติบโตไม่ต่ำกว่า 3% ต่อปี และ GDP ในอุตสาหกรรมเป้าหมายขยายตัว 5.5% ซึ่งสอดรับกับ 7 กลุ่มธุรกิจภายใต้ Reinvent Thailand และข้อเสนอของธนาคารโลก โดย กกร. พร้อมร่วมขับเคลื่อนผ่านกลไก กรอ. ใน 3 ระยะ ได้แก่ Stabilize Today แก้ปัญหาเร่งด่วนและปลดล็อกอุปสรรค Transition Now เร่งการปรับตัวสู่เทคโนโลยีและมาตรฐานใหม่ และ Invest for Tomorrow ลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทักษะ และโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อสร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งและยั่งยืน

ขณะเดียวกัน กกร.มองว่าการประชุม IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ซึ่งจะมีผู้นำ ผู้กำหนดนโยบาย และผู้บริหารจากทั่วโลกกว่า 15,000 คนเข้าร่วม ถือเป็นโอกาสสำคัญต่อเนื่องจาก Bangkok Business Summit 2026 ในการนำเสนอศักยภาพและทิศทางใหม่ของประเทศไทย สร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน และเปิดโอกาสให้ธุรกิจไทยเชื่อมโยงตลาดและเครือข่ายระดับโลก ก่อนประเทศไทยก้าวสู่บทบาทประธานอาเซียนในปี 2028

ราคาน้ำมันดิบยังปรับตัวสูงขึ้น แม้ว่า supply จากตะวันออกกลางจะกลับมาใกล้เคียงระดับก่อนความขัดแย้ง สะท้อนความเปราะบางในตะวันออกกลางและน้ำมันสำรองที่อยู่ในระดับต่ำ โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนกันยายนที่ 95 มาอยู่ที่ 102 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ตลาดการเงิน ผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวสหรัฐ 30 ปี แตะระดับ 5% สูงสุดในรอบ 20 ปี ตามความกังวลฐานะการคลังสหรัฐฯ และการเร่งระดมทุนของกลุ่ม Hyperscaler ส่งผลให้พันธบัตรระยะยาวหลายประเทศรวมทั้งไทยในเดือนกันยายนปรับเพิ่มขึ้น กระทบต่อต้นทุนการกู้ยืมภาคเอกชนและค่าเงินบาทเสี่ยงอ่อนค่า

ภัยธรรมชาติกำลังกลายเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างต่อเศรษฐกิจไทย โดยที่ผ่านมา ภาครัฐต้องใช้งบประมาณเฉลี่ย 5–6 หมื่นล้านบาทต่อปีในการเยียวยาความเสียหายจากภัยธรรมชาติ ขณะที่สถานการณ์น้ำท่วมในปัจจุบันส่งผลกระทบต่อภาคประชาชน ภาคธรุกิจโดยเฉพาะ SME ภาคเกษตร การผลิตภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์และ Supply Chain ในภาคกลางและภาคตะวันออก รวมถึงภาคการท่องเที่ยว ตลอดจนสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของภาคธุรกิจและประชาชน ซึ่งยังไม่สามารถประเมินมูลค่าได้ อีกทั้งยังเพิ่มภาระหนี้สิน และกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน

นายพจน์ กล่าวว่า กกร. เห็นว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมล่วงหน้าในการป้องกันและบริหารความเสี่ยงเชิงรุก ควบคู่กับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการรับมือและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Resilience) โดยเฉพาะการพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning) ในระดับพื้นที่ให้รวดเร็ว แม่นยำ และมีข้อมูลเพียงพอต่อการตัดสินใจ เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถเตรียมรับมือได้ทันท่วงที พร้อมยกระดับระบบบริหารจัดการน้ำและโครงสร้างพื้นฐานอย่างครบวงจร ตั้งแต่การกักเก็บ การส่งและระบายน้ำ การจัดเตรียมพื้นที่รองรับน้ำหลาก ไปจนถึงการป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจและนิคมอุตสาหกรรม ขณะเดียวกันจำเป็นต้องบูรณาการการวางผังเมืองและการใช้ประโยชน์ที่ดินให้สอดคล้องกับทิศทางการไหลของน้ำ และความเสี่ยงจากอุทกภัย โดยคำนึงถึงการรักษาทางน้ำและพื้นที่รับน้ำ ตลอดจนกำหนดแนวทางพัฒนาพื้นที่ชุมชนและอุตสาหกรรมอย่างเหมาะสม ควบคู่กับการพัฒนากลไกประกันภัยพิบัติ เพื่อลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ รักษาความต่อเนื่องของภาคการผลิต ฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน และเสริมความมั่นคงด้านน้ำของประเทศในระยะยาว

เร่งแก้ไขปัญหาการขนส่งสินค้าทางอากาศ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ การขนส่งสินค้าทางอากาศมีมูลค่าประมาณ 2.42 ล้านล้านบาท หรือราวหนึ่งในสามของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด แต่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิยังประสบปัญหาความแออัด ขณะที่อุทกภัยยิ่งส่งผลให้เที่ยวบินล่าช้าและถูกยกเลิก รวมถึงมีผู้โดยสารและสัมภาระตกค้างเป็นจำนวนมาก สนามบินเป็นประตูด่านแรกที่ผู้เดินทางสัมผัสเมื่อมาถึงประเทศไทย ปัญหาการให้บริการที่ติดขัดจึงอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ของประเทศ โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปีที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศเพิ่มขึ้น และในช่วงที่ประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปี IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ดังนั้น รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงควรเร่งบูรณาการและแก้ไขปัญหา เพื่อให้การเดินทางและการให้บริการกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

นายพจน์ กล่าวว่า กกร. เตรียมจัดทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อผลักดันให้ภาครัฐเร่งพิจารณาแนวทางการเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยของประเทศไทย พร้อมเสนอให้มีผู้แทนภาคเอกชนเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติหรือ กนช. และคณะอนุกรรมการด้านการบริหารจัดการน้ำทั้ง 3 คณะประกอบด้วย 1)คณะอนุกรรมการชับเคลื่อนแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำและโครงการสำคัญ 2) คณะอนุกรรมการอำนวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 3) คณะอนุกรรมการพัฒนาหลักเกณฑ์นวัตกรรมการบริหารทรัพยากรน้ำของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เพื่อให้การกำหนดนโยบายและมาตรการสอดคล้องกับสถานการณ์และความต้องการของภาคธุรกิจ ภาคเกษตรและประชนชน ขณะเดียวกัน กกร. มีมติจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อประเมินผลกระทบจากอุทกภัยและจัดทำข้อเสนอแนวทางเตรียมความพร้อมและฟื้นฟู เพื่อจัดทำแผนบูรณาการ การจัดการน้ำทั้งระบบ พร้อมกับสนับสนุนการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบและเร่งฟื้นฟูกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม

แท็กที่เกี่ยวข้อง
กกร.
น้ำท่วมกรุงเทพ
ข่าวเศรษฐกิจ

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

AOT ยกระดับสนามบินไทย Green Airport เติบโตอย่างยั่งยืน สู่ Net Zero
AOT ยกระดับสนามบินไทย Green Airport เติบโตอย่างยั่งยืน สู่ Net Zero