วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เตือนภัยโกงการเงินดิจิทัลขยายตัวรวดเร็วและเชื่อมโยงข้ามประเทศ หลังระบบพร้อมเพย์ของไทยมีมูลค่าธุรกรรมกว่า 54 ล้านล้านบาทในปี 2568 ชี้ AI ช่วยเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อ แต่มาพร้อมความเสี่ยงด้านการฉ้อโกงและความปลอดภัยทางไซเบอร์ พร้อมผลักดัน Bangkok Blueprint วางแนวทางรับมือสแกม 12 ข้อ ครอบคลุมการป้องกัน ตรวจจับ ติดตามเงิน และความร่วมมือระหว่างประเทศ
เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2569 นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวเปิดการสัมมนาการธนาคารระหว่างประเทศ ครั้งที่ 44 (International Banking Seminar 2026) จัดโดยกลุ่มสามสิบ (Group of Thirty: G30) โดยมีธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในกรุงเทพมหานคร ระหว่างการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF-World Bank Annual Meetings 2026) ว่า การเติบโตของ AI และบริการทางการเงินดิจิทัลกำลังเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกรรมทั่วโลก แต่ความสะดวกและความรวดเร็วที่เพิ่มขึ้นก็มาพร้อมความเสี่ยงใหม่ที่ธนาคารกลางจำเป็นต้องรับมือ
นายวิทัยระบุว่า ระบบการเงินโลกกำลังเผชิญความเสี่ยงหลายด้านพร้อมกัน ทั้งหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง ความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ การขยายบทบาทของสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร และการพึ่งพาเทคโนโลยีมากขึ้น โดยประเด็นที่ต้องจับตาคือ AI และระบบการเงินดิจิทัลจะส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเงินอย่างไร โดยเฉพาะเมื่อระบบการเงินของแต่ละประเทศเชื่อมโยงกันมากขึ้นจนปัญหาที่เกิดขึ้นกับสถาบันหรือระบบใดระบบหนึ่งอาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง
ปัจจุบันประชากรโลกเข้าถึงบริการทางการเงินมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจากธนาคารโลก (World Bank) ระบุว่า ผู้ใหญ่ทั่วโลกประมาณ 79% มีบัญชีทางการเงินในปี 2567 เพิ่มขึ้นจาก 51% ในปี 2554 โดยโทรศัพท์มือถือและบริการออนไลน์มีบทบาทสำคัญในการขยายการเข้าถึงระบบการเงิน ทำให้ประชาชนจำนวนมากสามารถรับเงิน โอนเงิน ชำระค่าสินค้า และใช้บริการทางการเงินได้โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปยังสาขาธนาคาร
นายวิทัยกล่าวว่า AI จะมีบทบาทมากกว่าการช่วยให้บริการทางการเงินรวดเร็วขึ้นหรือลดต้นทุนการดำเนินงาน เพราะเทคโนโลยีสามารถประมวลผลข้อมูลที่ซับซ้อน ช่วยตัดสินใจ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะการประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ขอสินเชื่อ ซึ่งอาจช่วยให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) รวมถึงประชาชนที่มีประวัติสินเชื่อน้อย สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น
นอกจากนี้ การนำ AI มาใช้ร่วมกับเทคโนโลยีแปลงสินทรัพย์หรือสิทธิทางการเงินให้อยู่ในรูปโทเคนดิจิทัล (Tokenization) ยังมีโอกาสช่วยให้กระบวนการทางการเงินบางขั้นตอนดำเนินการโดยอัตโนมัติ รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการชำระเงินข้ามประเทศและการชำระราคาหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาระบบการเงินในอนาคต แต่การนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้จำเป็นต้องมีมาตรการกำกับดูแลและควบคุมความเสี่ยงควบคู่กัน
สำหรับประเทศไทย นายวิทัยยกตัวอย่าง ระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) ซึ่งเริ่มพัฒนาเมื่อประมาณ 10 ปีก่อน และกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของการชำระเงินดิจิทัล โดยปัจจุบันมีการลงทะเบียนใช้งานมากกว่า 83 ล้านบัญชี ช่วยให้ประชาชนสามารถโอนและรับเงินได้สะดวกขึ้น รวมถึงเปิดโอกาสให้ร้านค้ารายย่อยและประชาชนในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงบริการทางการเงินได้มากขึ้น ทั้งนี้ จำนวนบัญชีที่ลงทะเบียนไม่ได้หมายถึงจำนวนผู้ใช้งานที่ไม่ซ้ำกัน
ในปี 2568 มูลค่าธุรกรรมผ่านระบบพร้อมเพย์สูงถึงประมาณ 54 ล้านล้านบาท หรือมากกว่า 2 เท่าของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไทย โดยนายวิทัยระบุว่า การเติบโตดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงบทบาทของระบบชำระเงินดิจิทัลในชีวิตประจำวันและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ตั้งแต่การโอนเงินระหว่างบุคคลไปจนถึงการรับชำระเงินของธุรกิจ ซึ่งช่วยลดต้นทุนการทำธุรกรรมและขยายบริการทางการเงินไปยังประชาชนกลุ่มต่างๆ
อย่างไรก็ตาม ความรวดเร็วของระบบการเงินดิจิทัลกลายเป็นช่องทางให้มิจฉาชีพเคลื่อนย้ายเงินได้รวดเร็วขึ้นเช่นกัน นายวิทัยเตือนว่า เทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มความสะดวกในการทำธุรกรรมยังเอื้อให้อาชญากรรมทางการเงินขยายตัวทั้งด้านความเร็ว จำนวนธุรกรรม และขอบเขตการดำเนินงาน โดยเฉพาะการหลอกลวงทางออนไลน์ที่สามารถเชื่อมโยงบัญชีและระบบชำระเงินของหลายประเทศเข้าด้วยกัน ทำให้การติดตามและระงับความเสียหายมีความซับซ้อนมากขึ้น
ผู้ว่าการ ธปท. ระบุด้วยว่า ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ภาคการเงินเผชิญเหตุการณ์ฉ้อโกงและภัยคุกคามทางไซเบอร์เพิ่มขึ้น ขณะที่ระบบการเงินสมัยใหม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีและการเชื่อมต่อระหว่างสถาบันจำนวนมาก หากระบบเทคโนโลยีเกิดขัดข้องหรือถูกโจมตี อาจกระทบต่อการให้บริการของหลายสถาบันและหลายประเทศพร้อมกัน โดยความเสี่ยงจาก AI และ Tokenization จึงไม่ใช่เพียงปัญหาของผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่ง แต่เกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นและเสถียรภาพของระบบการเงินโดยรวม
สำหรับแนวทางรับมือ ธนาคารแห่งประเทศไทยใช้กรอบ นวัตกรรมทางการเงินอย่างรับผิดชอบ (Responsible Innovation) โดยวางหลักสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ เทคโนโลยีที่มั่นคงปลอดภัย (Sound Technology) การกำกับดูแลที่ดี (Sound Governance) และความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ (Sound Economics) เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถพัฒนาบริการใหม่ได้โดยไม่ละเลยความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ พร้อมกำหนดมาตรฐานร่วมกันเพื่อลดความแตกต่างของระบบและสร้างความเชื่อมั่นในการทำธุรกรรม
หนึ่งในความร่วมมือสำคัญคือ กรอบแนวทางกรุงเทพฯ เพื่อสร้างบริการทางการเงินที่รับมือการฉ้อโกงได้ (Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services) ซึ่งกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดตัวเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 โดยกำหนดข้อพิจารณาเชิงนโยบาย 12 ข้อ ภายใต้ 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ การวางยุทธศาสตร์และกฎหมาย การป้องกันและรับมือการฉ้อโกงตลอดกระบวนการ การใช้กลไกบริหารความเสี่ยงและบังคับใช้กฎหมาย ความร่วมมือภายในและระหว่างประเทศ และการคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน
นายวิทัยย้ำว่า การฉ้อโกงทางการเงินดิจิทัลเป็นปัญหาระดับโลกที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยมาตรการของประเทศใดประเทศหนึ่ง เนื่องจากเครือข่ายอาชญากรรมสามารถย้ายไปใช้ช่องโหว่ของประเทศที่มีมาตรการป้องกันอ่อนแอกว่าได้ จึงจำเป็นต้องเพิ่มความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและกำหนดความรับผิดชอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดย Bangkok Blueprint จะเป็นกรอบอ้างอิงให้แต่ละประเทศนำไปปรับใช้ตามบริบทของตนเอง เพื่อให้การพัฒนานวัตกรรมทางการเงินเดินหน้าควบคู่กับการปกป้องประชาชนและรักษาความเชื่อมั่นในระบบการเงิน




