News Logo
หน้าแรก
จบประชุม IMF-World Bank ไทยได้อะไร? ‘เอกนิติ’เปิดผลลัพธ์ กาง 3 เป้าศก.

จบประชุม IMF-World Bank ไทยได้อะไร? ‘เอกนิติ’เปิดผลลัพธ์ กาง 3 เป้าศก.

17 ต.ค. 2569 18:02
ผู้ชม 16 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

‘เอกนิติ’ เปิดผลลัพธ์ไทยเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank 2026 หลังต้อนรับผู้ร่วมงานเกือบ 20,000 คน ชูความสำเร็จด้านการสร้างความเชื่อมั่นและเครือข่ายความร่วมมือจาก 191 ประเทศ พร้อมเปิดแผนต่อยอดการลงทุน AI พลังงาน และการค้าอาเซียน ตั้งเป้าดันศักยภาพเศรษฐกิจไทยโตเกิน 3% เพิ่มสัดส่วนการลงทุนเป็น 30% ของ GDP และยกระดับความสามารถในการแข่งขันเข้าสู่ 20 อันดับแรก

ไทยได้อะไรทันทีจากการเป็นเจ้าภาพประชุมโลก?

ประเทศไทยได้รับอะไรจากการเป็นเจ้าภาพการประชุมเศรษฐกิจระดับโลกครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง หลังการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF-World Bank Annual Meetings 2026) จัดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 นับเป็นการกลับมาจัดประชุมในไทยอีกครั้งหลังผ่านไป 35 ปี โดยคำถามสำคัญไม่ได้มีเพียงความสำเร็จในการจัดงาน แต่รวมถึงผลประโยชน์ที่ไทยได้รับทันที และโอกาสทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นหลังการประชุมสิ้นสุดลง

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยระหว่างการแถลงข่าว Bangkok Dialogue Notes: Host Country Reflections and Contributions to the Global Dialogue ว่า การประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมเกือบ 20,000 คน ทั้งผู้กำหนดนโยบาย รัฐมนตรี ผู้บริหารธนาคารกลาง ผู้แทนสถาบันการเงินระหว่างประเทศ และภาคเอกชน โดยผลลัพธ์ที่ไทยได้รับทันทีคือ การยอมรับในศักยภาพการเป็นเจ้าภาพการประชุมระดับโลก ซึ่งเปรียบเสมือนการแข่งขันโอลิมปิกของวงการการเงิน

นายเอกนิติระบุว่า ผลสำเร็จที่สำคัญกว่าการจัดงานคือ ไทยได้เข้าไปมีบทบาทร่วมกำหนดประเด็นเศรษฐกิจโลกกับ IMF และธนาคารโลก โดยเฉพาะเรื่องความสามารถในการรับมือวิกฤต การเปลี่ยนแปลงจาก AI และการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ประชาชน พร้อมวางบทบาทประเทศไทยเป็น ผู้เชื่อมโยงความร่วมมือที่ได้รับความไว้วางใจ (Trusted Connector) ระหว่างประเทศสมาชิก 191 ประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความขัดแย้งทางเศรษฐกิจและการเมืองมากขึ้น

ตลอดการประชุม นายเอกนิติเข้าร่วมการหารือทั้งในเวทีหลักและการพบปะนอกรอบรวมประมาณ 50 ครั้ง โดยมองว่าการสร้างความสัมพันธ์กับรัฐมนตรีคลัง ผู้บริหารธนาคารกลาง และผู้นำสถาบันการเงินจากหลายประเทศ จะช่วยให้ไทยสามารถติดต่อประสานงานและต่อยอดความร่วมมือได้โดยตรงในอนาคต อย่างไรก็ตาม ในการแถลงครั้งนี้ยังไม่มีการเปิดเผยตัวเลขมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ไทยได้รับทันทีจากการจัดงาน ไม่ว่าจะเป็นเงินสะพัด รายได้จากผู้เข้าร่วมประชุม หรือมูลค่าการลงทุนใหม่ที่ตกลงสำเร็จระหว่างการประชุม

อีกด้านหนึ่ง นายเอกนิติกล่าวถึงการนำวัฒนธรรมไทยมาใช้สร้างความสัมพันธ์กับผู้เข้าร่วมประชุม ตั้งแต่การแสดงมวยไทย อาหารไทย ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ชุมชนและงานหัตถกรรมจากภูมิภาคต่างๆ ซึ่งนำมาจัดแสดงและจำหน่ายภายในงาน โดยมองว่าการประชุมครั้งนี้เป็นโอกาสให้สินค้าชุมชนได้เข้าถึงผู้แทนและผู้บริหารจากต่างประเทศ ขณะเดียวกันยังเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมกับการจัดงานระดับโลก

นายเอกนิติยังกล่าวถึงการนำแนวพระราชดำริด้านการพัฒนาของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาจัดแสดงภายในงาน โดยเฉพาะการพัฒนาที่ให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง พร้อมระบุว่าการที่ คริสตาลินา จอร์เจียวา กรรมการจัดการ IMF กล่าวถึงหลักคิดด้านการพัฒนาดังกล่าวบนเวทีใหญ่ของการประชุม เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่สร้างความประทับใจมากที่สุด เพราะทำให้แนวทางการพัฒนาของไทยได้รับการกล่าวถึงในเวทีนานาชาติ

5 ความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกที่ไทยต้องเตรียมรับมือ

สำหรับบทเรียนจากการประชุม นายเอกนิติสรุปว่า ประเทศต่างๆ กำลังเผชิญความเสี่ยงสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่

  1. ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และการแบ่งแยกทางเศรษฐกิจ

  2. การเติบโตของ AI

  3. ราคาพลังงานและค่าครองชีพที่สูงขึ้น

  4. ต้นทุนการกู้ยืมและอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น

  5. ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่อาจกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกและไทยในระยะต่อไป

ในด้านพลังงาน นายเอกนิติระบุว่า หลายประเทศกำลังเผชิญราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สูงขึ้น ขณะที่รัฐบาลต่างมีข้อจำกัดทางการคลัง จึงเสนอให้ปรับจากการอุดหนุนราคาพลังงานในวงกว้างเป็นการช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบางโดยตรง ควบคู่กับการเร่งเปลี่ยนผ่านไปใช้พลังงานหมุนเวียน เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อค่าครองชีพและลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าในระยะยาว

ส่วนต้นทุนทางการเงิน นายเอกนิติกล่าวว่า หลายประเทศกำลังเผชิญภาระดอกเบี้ยและต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้น โดยยกตัวอย่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีที่ประมาณ 5.3-5.4% เทียบกับไทยที่ประมาณ 2.4% พร้อมระบุว่าการรักษาวินัยการคลังและเสถียรภาพเศรษฐกิจมีส่วนช่วยให้ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลไทยอยู่ในระดับต่ำกว่าหลายประเทศ และกล่าวถึงการปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของไทยจากเชิงลบเป็นมีเสถียรภาพ

ไทยอยู่ในห่วงโซ่ AI แต่ต้องทำให้เงินลงทุนถึงธุรกิจไทย

นายเอกนิติกล่าวว่า ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจโลกทำให้บริษัทข้ามชาติเริ่มกระจายฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งสร้างโอกาสให้ประเทศไทยดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI โฟโตนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และแผงวงจรพิมพ์ (PCB) พร้อมอ้างถึงมุมมองของ IMF ที่จัดให้ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีบทบาทในห่วงโซ่อุปทาน AI

อย่างไรก็ตาม นายเอกนิติย้ำว่า การดึงเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ หากธุรกิจและแรงงานไทยไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานใหม่ รัฐบาลจึงต้องเปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนให้กลายเป็นความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ผ่านการพัฒนาทักษะแรงงานและยกระดับผู้ประกอบการรายย่อย โดยเฉพาะ SMEs เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากการลงทุนต่างชาติ แทนที่จะปล่อยให้โอกาสทางเศรษฐกิจกระจุกตัวอยู่กับบริษัทขนาดใหญ่

สำหรับการนำ AI มาใช้ นายเอกนิติกล่าวถึงแนวคิด Small AI, More and Better Jobs ของธนาคารโลก ซึ่งเน้นการใช้ AI ที่เข้าถึงได้ง่ายเพื่อสร้างงานและเพิ่มรายได้ พร้อมยกตัวอย่างการนำแอปพลิเคชัน AI ขนาดเล็กมาช่วยร้านค้าริมทางและผู้ประกอบการรายย่อยวิเคราะห์ยอดขาย บริหารต้นทุน และประเมินผลประกอบการ ข้อมูลธุรกรรมที่จัดเก็บอย่างเป็นระบบยังสามารถช่วยให้สถาบันการเงินประเมินธุรกิจและเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้มากขึ้น

นายเอกนิติระบุด้วยว่า การสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจต้องเกิดขึ้นทั้งระดับประเทศและระดับประชาชน หากการลงทุนจากต่างชาติสร้างประโยชน์ให้เฉพาะบางกลุ่ม แต่ประชาชนและธุรกิจในพื้นที่ไม่ได้รับประโยชน์ อาจนำไปสู่ความไม่พอใจและการต่อต้านโครงการลงทุนได้ จึงจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นภายในประเทศควบคู่กับการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ไทย-สิงคโปร์หารือแผนเชื่อมไฟฟ้าอาเซียน ลดเสี่ยงพลังงานแพง

ด้านความร่วมมือในภูมิภาค นายเอกนิติเปิดเผยว่า ได้หารือกับประเทศสมาชิกอาเซียน โดยเฉพาะสิงคโปร์ เพื่อผลักดันแผนงานที่สามารถดำเนินต่อเนื่องระหว่างการเป็นประธานอาเซียนของสิงคโปร์ในปี 2570 และไทยในปี 2571 โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญคือ การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) เพื่อเชื่อมโยงพลังงานสะอาดระหว่างประเทศสมาชิก

นายเอกนิติอธิบายว่า ลาวมีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ ขณะที่สิงคโปร์มีข้อจำกัดด้านพื้นที่สำหรับผลิตพลังงานหมุนเวียน จึงมีแนวทางเชื่อมโยงการส่งไฟฟ้าจากลาวผ่านไทยและมาเลเซียไปยังสิงคโปร์ และอาจขยายไปยังอินโดนีเซียในอนาคต โดยไทยสามารถทำหน้าที่เป็นประเทศเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าในภูมิภาค ซึ่งจะช่วยเพิ่มทางเลือกด้านพลังงานและลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ

สำหรับการค้าภายในภูมิภาค นายเอกนิติระบุว่า อาเซียนมีสัดส่วนการค้าระหว่างประเทศสมาชิกเพียงประมาณ 22% เทียบกับสหภาพยุโรปที่ประมาณ 60% ทั้งที่อาเซียนมีประชากรราว 700 ล้านคน จึงเสนอให้ประเทศสมาชิกกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดร่วมกันในการเพิ่มการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เพื่อให้การดำเนินนโยบายมีความต่อเนื่องและสามารถติดตามผลได้

นอกจากนี้ ไทยยังต้องการผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลภายในอาเซียน โดยยกตัวอย่างการเชื่อมโยงระบบยืนยันตัวตนดิจิทัลของแต่ละประเทศ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภาครัฐ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนและธุรกิจใช้บริการข้ามพรมแดนได้สะดวกขึ้น นายเอกนิติยังเสนอให้สนับสนุนนักพัฒนาเทคโนโลยีของอาเซียนสร้างผลิตภัณฑ์และแบบจำลองดิจิทัลสำหรับตลาดภายในภูมิภาค แทนการพึ่งพาเทคโนโลยีจากประเทศตะวันตกเพียงอย่างเดียว

ในภาคธุรกิจ นายเอกนิติกล่าวถึงโอกาสของบริษัทไทยในการขยายการลงทุนไปยังประเทศสมาชิกอาเซียน โดยเฉพาะ อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ซึ่งไทยมีความเชี่ยวชาญและสามารถเชื่อมโยงกับความต้องการด้านความมั่นคงทางอาหารของประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมเสนอให้การค้า การลงทุน และเศรษฐกิจดิจิทัลเป็นส่วนหนึ่งของแผนความร่วมมือระยะหลายปีที่มีตัวชี้วัดร่วมกัน แทนการกำหนดนโยบายใหม่ทุกครั้งที่เปลี่ยนประเทศประธานอาเซียน

Bangkok Blueprint ผลงานที่ไทยผลักดันสู่เวทีโลก

นายเอกนิติระบุว่า อีกหนึ่งผลลัพธ์สำคัญของการประชุมคือการผลักดัน กรอบแนวทางกรุงเทพฯ เพื่อสร้างบริการทางการเงินที่รับมือการฉ้อโกงได้ (Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services) ซึ่งพัฒนาร่วมกับ IMF ธนาคารโลก ธนาคารแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยนำประสบการณ์ของไทยในการรับมืออาชญากรรมทางการเงินดิจิทัลมาเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางที่ประเทศอื่นสามารถนำไปปรับใช้ได้

นายเอกนิติกล่าวว่า การฉ้อโกงทางการเงินไม่ได้เป็นปัญหาภายในประเทศอีกต่อไป เพราะเครือข่ายอาชญากรรมสามารถดำเนินการข้ามพรมแดนได้อย่างรวดเร็ว จึงต้องเพิ่มความร่วมมือระหว่างประเทศในการป้องกันและรับมือ พร้อมยกตัวอย่างว่ามิจฉาชีพในไทยมักใช้ความกังวลเกี่ยวกับสมาชิกในครอบครัวเป็นเครื่องมือกดดันให้ผู้เสียหายรีบโอนเงิน ซึ่งแต่ละประเทศอาจเผชิญรูปแบบการหลอกลวงที่แตกต่างกันและจำเป็นต้องปรับมาตรการให้เหมาะสมกับบริบทของตนเอง

นายเอกนิติยังเปิดเผยว่า ได้หารือกับผู้แทนหน่วยงานเศรษฐกิจและการเงินสำคัญจากต่างประเทศ รวมถึงประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ผู้แทนกระทรวงการคลังสหรัฐฯ และคณะกรรมาธิการยุโรป โดยมีการกล่าวถึง Bangkok Blueprint ในการพบปะเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม การแถลงไม่ได้ระบุว่ามีการลงนามข้อตกลงใหม่กับหน่วยงานดังกล่าวภายใต้กรอบความร่วมมือนี้

เปิดทางความร่วมมือการเงินอิสลาม-ฟื้นเวทีเศรษฐกิจเอเชียและยุโรป

นายเอกนิติเปิดเผยถึงแนวทางต่อยอดความร่วมมือกับประเทศตะวันออกกลางว่า ได้หารือกับผู้แทนจากสถาบันการเงินและหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญด้าน การเงินอิสลาม (Islamic Finance) โดยเสนอให้เชื่อมโยงความร่วมมือกับธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย เพื่อพัฒนาโอกาสทางธุรกิจและการเงินร่วมกันในอนาคต ซึ่งยังอยู่ในขั้นหารือและต้องมีการติดตามผลต่อไป

ขณะเดียวกัน ไทยยังต้องการขยายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับสหภาพยุโรป โดยนายเอกนิติกล่าวถึงการหารือกับรัฐมนตรีจากประเทศยุโรปเพื่อพิจารณาฟื้นความร่วมมือผ่าน การประชุมรัฐมนตรีคลังเอเชีย-ยุโรป (ASEM Finance Ministers' Meeting) โดยมองว่าไทยสามารถทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างอาเซียนกับยุโรป และไม่จำเป็นต้องรอจนถึงวาระการเป็นประธานอาเซียนของไทยจึงจะเริ่มหารือความร่วมมือดังกล่าว

สำหรับแผนงานหลังจบการประชุม นายเอกนิติเปิดเผยว่าจะเดินหน้าพบปะผู้กำหนดนโยบายและนักลงทุนต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยมีกำหนดเดินทางเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีคลังเอเปกที่ฮ่องกง และเตรียมนำคณะภาครัฐกับภาคเอกชนไทยเข้าร่วมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ สภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) ที่เมืองดาวอสในเดือนกุมภาพันธ์ 2570 หลังมีการหารือกับนายกรัฐมนตรีและภาคเอกชนเกี่ยวกับการเดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ประเทศไทย

กาง 3 เป้าหมายเศรษฐกิจไทย ดันโตเกิน 3% เพิ่มการลงทุนเป็น 30%

สำหรับทิศทางเศรษฐกิจไทยหลังการประชุม นายเอกนิติเปิดเผยว่า รัฐบาลได้วางกลไกการทำงานร่วมกับภาคเอกชน โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และรองนายกรัฐมนตรีเป็นรองประธาน เพื่อกำหนดเป้าหมายเศรษฐกิจร่วมกัน เนื่องจากการผลักดันเศรษฐกิจไม่สามารถอาศัยนโยบายรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการและภาคธุรกิจด้วย

เป้าหมายแรกคือ การเพิ่มศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยให้สูงกว่า 3% เพื่อยกระดับความสามารถในการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะยาว โดยนายเอกนิติระบุว่ารัฐบาลต้องลงทุนเพื่อพัฒนาศักยภาพของประเทศ มากกว่าการพึ่งพามาตรการกระตุ้นการบริโภคเพียงอย่างเดียว เพราะการลงทุนสามารถสร้างความสามารถในการผลิตและรายได้ต่อเนื่องในอนาคต

เป้าหมายที่สองคือ เพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่อ GDP จากปัจจุบันประมาณ 22% เป็น 30% ผ่านการส่งเสริมการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล พลังงาน และการพัฒนาทุนมนุษย์ ขณะที่เป้าหมายที่สามคือ ยกระดับความสามารถในการแข่งขันของไทยให้เข้าสู่ 20 อันดับแรก ซึ่งรัฐบาลและภาคเอกชนจะใช้เป็นตัวชี้วัดร่วมกันในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม นายเอกนิติยังไม่ได้ระบุกรอบเวลาที่ชัดเจนสำหรับการบรรลุเป้าหมายทั้งสามด้าน

นายเอกนิติกล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและวินัยการคลัง แต่ระยะต่อไปจำเป็นต้องเร่งเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจและลงทุนเพื่ออนาคต ภายใต้แนวทาง รักษาเสถียรภาพในปัจจุบัน เร่งการเปลี่ยนผ่าน และลงทุนเพื่อการเติบโตระยะยาว โดยเฉพาะการพัฒนาทักษะประชาชน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และระบบพลังงาน เพื่อเพิ่มความพร้อมของไทยต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจโลก

ทั้งนี้ นายเอกนิติย้ำว่า เป้าหมายสุดท้ายของการสร้างความร่วมมือกับต่างประเทศไม่ใช่เพียงการดึงดูดเงินลงทุนหรือเพิ่มบทบาทไทยบนเวทีโลก แต่ต้องนำโอกาสที่เกิดขึ้นกลับมาพัฒนาประชาชน ธุรกิจท้องถิ่น และชุมชนให้มีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น โดยผลลัพธ์จากการประชุม IMF-World Bank 2026 จะต้องต่อยอดจากความสัมพันธ์ที่สร้างขึ้นระหว่างการประชุม ไปสู่การดำเนินนโยบายและการลงทุนที่สร้างการเติบโตให้เศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ธปท.เผยยอดโอนพร้อมเพย์พุ่ง 54 ล้านล้าน งัด12 มาตรการรับมือสแกมข้ามชาติ
ธปท.เผยยอดโอนพร้อมเพย์พุ่ง 54 ล้านล้าน งัด12 มาตรการรับมือสแกมข้ามชาติ