กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ประกาศผลสอบสวนเบื้องต้น เก็บภาษีตอบโต้การอุดหนุนโซลาร์เซลล์จากอินเดีย อินโดนีเซีย และลาว ในอัตราสูงกว่า 80-140% หลังผู้ผลิตในประเทศร้องเรียน มาตรการดังกล่าวอาจกดดันต้นทุนโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ในสหรัฐฯ และเขย่าห่วงโซ่อุปทานพลังงานสะอาดทั่วโลก
กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ประกาศผลการวินิจฉัยเบื้องต้นเชิงยืนยันว่าการนำเข้า เซลล์แสงอาทิตย์ชนิดผลึกซิลิคอน จาก อินเดีย อินโดนีเซีย และลาว ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลประเทศต้นทางที่ทำให้สินค้าเหล่านี้ได้เปรียบในการแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม ตามเกณฑ์การสอบสวนด้านภาษีตอบโต้การอุดหนุน (CVD)
สหรัฐฯ จึงกำหนดให้เรียกเก็บภาษีพิเศษกับโซลาร์เซลล์จากประเทศดังกล่าวเป็นการชั่วคราว หลังจากพบหลักฐานเบื้องต้นว่าสินค้าอาจได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐของประเทศต้นทาง มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อลดความได้เปรียบด้านราคาที่อาจกระทบต่อผู้ผลิตภายในสหรัฐฯ
โดยในการวินิจฉัยเบื้องต้น กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ กำหนดอัตราภาษีตอบโต้การอุดหนุนแตกต่างกันตามประเทศและบริษัทผู้ส่งออก
กรณีของ อินเดีย ผู้ส่งออกทั้งหมดถูกกำหนดอัตราเดียวกันที่ 125.87% ครอบคลุมสินค้าที่อยู่ในขอบเขตการสอบสวน โดยอัตราดังกล่าวคำนวณจากข้อมูลที่หน่วยงานใช้ในการประเมินเมื่อบริษัทที่เกี่ยวข้องไม่ได้ให้ข้อมูลครบถ้วนตามที่ร้องขอ
สำหรับ อินโดนีเซีย อัตราภาษีแตกต่างกันตามแต่ละบริษัท ได้แก่ PT Blue Sky Solar Indonesia 143.30% PT REC Solar Energy Indonesia 85.99% และผู้ผลิตรายอื่นๆ 104.38%
ส่วน ลาว บริษัท Solarspace Technology และ Vietnam Sunergy ถูกกำหนดอัตรา 80.67% และอัตรานี้ใช้กับผู้ส่งออกรายอื่นทั้งหมดในประเทศด้วย
ข้อมูลการนำเข้าชี้ให้เห็นว่ามูลค่าสินค้าโซลาร์เซลล์จากทั้งสามประเทศเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตัวอย่างเช่น การนำเข้าจากอินเดียเพิ่มจากประมาณ 83.9 ล้านดอลลาร์ในปี 2022 เป็น 792.6 ล้านดอลลาร์ในปี 2024
อินโดนีเซียเพิ่มจากประมาณ 171.9 ล้านดอลลาร์ในปี 2023 เป็น 415.2 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 ขณะที่ลาวซึ่งแทบไม่มีการส่งออกมายังสหรัฐฯ ในปี 2022 มีมูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 335.7 ล้านดอลลาร์ในปี 2024
การนำเข้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้สหรัฐฯ เห็นว่าควรตรวจสอบว่ามีการสนับสนุนจากภาครัฐต่างประเทศซึ่งอาจส่งผลต่อการแข่งขันในตลาดหรือไม่ มาตรการภาษีที่ประกาศจึงมีเป้าหมายเพื่อปรับเงื่อนไขการแข่งขันให้ใกล้เคียงกันมากขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีการแข่งขันด้านราคาสูง
เจ้าหน้าที่การค้าสหรัฐฯ ระบุว่า บริษัทในอินเดีย อินโดนีเซีย และลาวได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐของตน ซึ่งทำให้สามารถตั้งราคาสินค้าได้ต่ำกว่าผู้ผลิตในสหรัฐฯ และสร้างแรงกดดันต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศ
มาตรการล่าสุดถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางด้านการค้าที่สหรัฐฯ ใช้ต่อเนื่องมากว่าทศวรรษ เพื่อรับมือกับการนำเข้าสินค้าพลังงานแสงอาทิตย์ราคาต่ำจากเอเชีย โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายการผลิตที่มีสายสัมพันธ์กับกลุ่มทุนจีน
ข้อมูลทางการค้าระบุว่า ในปีที่ผ่านมา การนำเข้าโซลาร์เซลล์จากทั้งสามประเทศมีมูลค่ารวมราว 4.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นประมาณ สองในสามของการนำเข้าทั้งหมดของสหรัฐฯ ในปี 2025 ซึ่งแสดงถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของประเทศเหล่านี้ในห่วงโซ่อุปทานโซลาร์โลก
ก่อนหน้านี้ มาตรการภาษีของสหรัฐฯ เคยส่งผลให้โครงสร้างการค้าโซลาร์ทั่วโลกเปลี่ยนแปลงมาแล้ว โดยยอดนำเข้าจากมาเลเซีย เวียดนาม ไทย และกัมพูชาลดลงอย่างมาก หลังถูกกำหนดอัตราภาษีในระดับสูง ทั้งที่เคยเป็นผู้ส่งออกหลักสู่ตลาดสหรัฐฯ ในช่วงก่อนหน้า
สำหรับขั้นตอนต่อไป หลังการประกาศเบื้องต้นนี้ คือการรอคำตัดสินขั้นสุดท้ายในคดี CVD ซึ่งมีกำหนดภายในวันที่ 6 ก.ค. 2026 เว้นแต่จะมีการเลื่อนออกไป และคณะกรรมาธิการการค้าระหว่างประเทศสหรัฐฯ (ITC) ก็จะตรวจสอบผลกระทบต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศควบคู่กันไป
กระทรวงพาณิชย์ยังดำเนินการสอบสวนแบบภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด (Antidumping Duty: AD) กับโซลาร์เซลล์จากประเทศเหล่านี้ควบคู่ไปด้วย ซึ่งจะเปิดเผยผลเพิ่มเติมในอนาคตอันใกล้ ยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานสะอาดทั่วโลก
ทั้งนี้ กลุ่มผู้ร้อง คือ Alliance for American Solar Manufacturing and Trade ซึ่งประกอบด้วยผู้ผลิตโซลาร์ในสหรัฐฯ หลายรายที่ต้องการความคุ้มครองจากแรงกดดันการค้าและต้องการรักษาความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมภายในประเทศ
ภาษีในระดับสูงอาจกดดันต้นทุนแผงโซลาร์ในสหรัฐฯ ในระยะสั้น โดยเฉพาะโครงการที่พึ่งพาการนำเข้าจากประเทศที่ถูกสอบสวน อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจริงจะขึ้นอยู่กับความสามารถของตลาดในการหาซัพพลายทางเลือก และทิศทางคำตัดสินขั้นสุดท้าย ซึ่งเป็นเรื่องที่ตลาด Climate Tech ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
อ้างอิง: Trade.gov




