โรคฉี่หนู (Leptospirosis)
“โรคฉี่หนู หรือ Leptospirosis” เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน เกิดจากเชื้อแบคทีเรียในจีนัส Leptospira เกิดได้จากการที่ สัตว์ที่เป็นแหล่งรังโรค เช่นหนู สุนัข โคกระบือ สุกร แพะ แกะ มีการติดเชื้อเรื้อรังในระบบปัสสาวะ เมื่อสัตว์ฉี่ลงมาปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม เช่น ดิน โคลน หรือน้ำ เมื่อมนุษย์ไปสัมผัส เช่น แช่น้ำนาน โดยเฉพาะหากมีบาดแผลตามร่างกาย นอกจากนี้เชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านผิวหนัง เยื่อบุตา หรือเยื่อบุได้ เชื้อมีระยะฟักตัว 2- 30 วัน แต่ส่วนมากคือ 5- 14 วัน
อาการของโรคฉี่หนูมีความหลากหลาย ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่มีอาการ หรืออาการไม่รุนแรง อาการที่พบได้คือ ไข้เฉียบพลัน ไข้ไม่ทราบสาเหตุ ปวดเมื่อยตามร่างกาย โดยเฉพาะปวดน่อง เยื่อบุตาอักเสบ (ลักษณะตาแดง) ผู้ป่วยส่วนหนึ่งจะมีอาการรุนแรง เช่น มีเลือดออกในปอด ระบบทางเดินหายใจล้มเหลว ตับอักเสบ (ทำให้มีตัวเหลือง ตาเหลืองได้) ตับวาย ไตวาย ช็อก อวัยวะล้มเหลว อาจเสียชีวิตได้ อาการในระยะแรกอาจไม่จำเพาะและคล้ายโรคติดเชื้ออื่น ๆ ดังนั้นประวัติการลุยน้ำ สัมผัสน้ำหรือดิน รวมถึงการสัมผัสสัตว์และปัสสาวะสัตว์ จึงมีความสำคัญต่อการประเมินความเป็นไปได้ของโรค
การวินิจฉัยอาศัยข้อมูลทางคลินิกและประวัติการสัมผัสร่วมกับการตรวจทางห้องปฏิบัติการ โดยการตรวจทางภูมิคุ้มกัน เช่น IgM หรือ MAT และการตรวจหาเชื้อหรือสารพันธุกรรมของเชื้อ เช่น PCR อาจเลือกใช้ตามระยะของโรคและความพร้อมของห้องปฏิบัติการ
สำหรับการรักษาแม้ว่าส่วนใหญ่ผู้ติดเชื้อมักจะมีอาการไม่รุนแรง สามารถรักษาแบบผู้ป่วยนอกได้ โดยการให้ยาปฏิชีวนะเร็วก็ช่วยลดอาการรุนแรงได้ แต่หากผู้ป่วยมีอาการรุนแรงจำเป็นต้องรักษาแบบผู้ป่วยใน และต้องให้ยาปฏิชีวนะแบบฉีดทางหลอดเลือดดำ ร่วมกับการรักษาประคับประคองและเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อน
สำหรับการป้องกันการติดเชื้อฉี่หนู แนะนำให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำ แต่หากไม่สามารถเลี่ยงได้แนะนำให้สวมอุปกรณ์ป้องกัน เช่น ถุงมือ รองเท้าบูต และ แว่นตากันน้ำ หากสัมผัสน้ำแล้วแนะนำให้รีบทำความสะอาดแผลหรือบริเวณที่สัมผัสน้ำหรือดินปนเปื้อนทันที
สำหรับยาปฏิชีวนะ doxycycline ที่มีการศึกษาในการใช้ป้องกันการติดเชื้อ มีรายงานการศึกษาว่าพบผู้ป่วยลดลง แต่ก็มีการศึกษาที่ให้ผลขัดแย้งกัน นอกจากนี้ยายังมีผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ระคายเคืองหรืออักเสบของหลอดอาหาร และไวต่อแสงแดด ส่วนการใช้ยาในหญิงตั้งครรภ์และเด็กควรได้รับการประเมินข้อบ่งชี้และความเสี่ยงเป็นรายบุคคล โดยเฉพาะการใช้เพื่อป้องกันโรคซึ่งมีหลักฐานประสิทธิผลจำกัด ทั้งนี้ การใช้ doxycycline ระยะสั้นในเด็กเล็กไม่ได้มีหลักฐานในปัจจุบันว่าทำให้เกิดฟันแท้เปลี่ยนสีหรือ เกิด ภาวะเคลือบฟันเจริญไม่สมบูรณ์ (enamel hypoplasia) อย่างที่เคยกังวลในอดีตดังนั้นการใช้ยาจึงควรอยู่ในดุลยวินิจของบุคลากรทางสาธารณสุขที่มีความเชี่ยวชาญ ซึ่งปัจจุบันยังไม่แนะนำให้ใช้ยา doxycycline เป็นยาป้องกันในผู้ที่สัมผัสน้ำท่วมหรือสัมผัสเชื้อทุกราย โดย CDC ระบุว่าอาจพิจารณา ให้ป้องกันในผู้ใหญ่ที่มีความเสี่ยงสูงและมีการสัมผัสระยะสั้นในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง
ที่มาของข้อมูล :
เรียบเรียงจากหนังสือ “ภาวะไข้เฉียบพลันและโรคติดเชื้อที่พบบ่อยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
Acute Febrile Illness and Common Infections in Northeastern Thailand ”
ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (Centers for Disease Control and Prevention, CDC) และ กรมควบคุมโรค




