News Logo
หน้าแรก
PM2.5 คร่าชีวิตคนไทยปีละ 7 หมื่นราย สูงกว่าอุบัติเหตุถนน 4 เท่า

PM2.5 คร่าชีวิตคนไทยปีละ 7 หมื่นราย สูงกว่าอุบัติเหตุถนน 4 เท่า

28 ม.ค. 2569 13:43
ผู้ชม 106 คน

เปิดสถิติมัจจุราชเงียบปี 68 เมื่อฝุ่น PM 2.5 คร่าชีวิตคนไทยสูงถึงปีละ 70,000 ราย มากกว่าอุบัติเหตุถนนถึง 4 เท่า ซ้ำเติมวิกฤตโรคทางเดินหายใจที่ยอดผู้ป่วยพุ่งทะลุ 1.38 ล้านคน และมีผู้ได้รับผลกระทบรวมเฉียด 10 ล้านรายทั่วประเทศ

ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่กำลังกลายเป็นความเสี่ยงด้านสุขภาพระดับโครงสร้างของประเทศ งานวิจัยด้านสาธารณสุขชี้ว่า PM2.5 เป็นภัยเงียบที่เชื่อมโยงกับการเสียชีวิตของคนไทยเฉลี่ยราว 70,000 คนต่อปีสูงกว่ายอดผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนถึง 4 เท่า และมากกว่าการเสียชีวิตรวมจากโรคติดเชื้อทางเดินหายใจหลายชนิด

ไทเลอร์ โคเวน นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยจอร์จ เมสัน และเจ้าของบล็อกเศรษฐศาสตร์ Marginal Revolution เขียนบทความใน Bloomberg หัวข้อ “Air Pollution Kills Far More People Than Covid Ever Will” โดยอ้างอิงงานวิจัยล่าสุดของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม ฮาร์วาร์ด และยูนิเวอร์ซิตี้ คอลเลจ ลอนดอน ซึ่งชี้ว่า ฝุ่น PM2.5 จากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล เป็นสาเหตุการเสียชีวิตของผู้คนทั่วโลกกว่า 10.2 ล้านคนในปี 2555
งานวิจัยระบุว่า ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในจีน 3.9 ล้านคน และอินเดีย 2.5 ล้านคน ขณะที่ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจาก PM2.5 สูงถึง 71,184 คน สูงเป็นอันดับสามของอาเซียน รองจากอินโดนีเซียและเวียดนาม โดยนักวิจัยเห็นตรงกันว่า PM2.5 จากเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นมลพิษที่ควบคุมได้ง่ายกว่าฝุ่นจากแหล่งอื่น เช่น ไฟป่าและฝุ่นธรรมชาติ และตั้งคำถามถึงความจริงจังของผู้กำหนดนโยบายในการจัดการปัญหานี้ ขณะที่องค์การอนามัยโลกพบว่า ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจาก PM2.5 สูงเป็น 4 เท่าของการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุการจราจรทางบก

ข้อมูลจาก กรมควบคุมโรค ระบุว่า ในปีงบประมาณ 2567 (1 ตุลาคม 2566 - 31 ธันวาคม 2567) พบผู้ป่วยโรคที่มีความเกี่ยวข้องกับการรับสัมผัสและค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 ทั่วประเทศใน 6 กลุ่มโรค รวม 1,048,015 ราย โดยมากที่สุดคือโรคผิวหนังอักเสบ 442,073 ราย รองลงมาคือโรคตาอักเสบ 357,104 ราย และโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง 226,423 ราย ขณะที่โรคหืดพบ 18,336 ราย โรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน 4,051 ราย และการสัมผัสมลพิษทางอากาศโดยตรง 28 ราย

ด้าน กรมการแพทย์ ระบุว่า ภาพรวมจากโรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศในปี 2568 พบประชาชนที่ได้รับผลกระทบหรือเข้าข่ายผู้ป่วยจากฝุ่น PM2.5 ราว 10 ล้านคน ยังไม่รวมผู้ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลหรือคลินิกเอกชน แม้ตัวเลขจะลดลงจากปี 2567 ซึ่งมีราว 12 ล้านคน แต่ยังไม่สามารถสรุปแนวโน้มได้ชัดเจน เนื่องจากข้อมูลปี 2568 ยังไม่ครบทั้งปี

ในเชิงชีววิทยา องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้ PM2.5 เป็นสารก่อมะเร็งกลุ่มที่ 1 ซึ่งมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับมะเร็งปอด ปัจจุบันมะเร็งปอดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 2 ของคนไทย และเป็นอันดับ 1 ในผู้หญิง งานวิจัยยังระบุว่า ทุก ๆ ค่าฝุ่นที่เพิ่มขึ้น 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จะทำให้อัตราการเสียชีวิตรวมจากโรคมะเร็งและโรคหัวใจเพิ่มขึ้นร้อยละ 6 โดยการเสียชีวิตเหล่านี้มักไม่เกิดขึ้นทันที แต่สะสมในระยะยาวจนยากต่อการเชื่อมโยงสาเหตุ

ขณะเดียวกัน ข้อมูลเฝ้าระวังโรคของกรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 14 พฤศจิกายน 2568 พบผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจสะสมมากกว่า 1.38 ล้านคน จากโรคไข้หวัดใหญ่ โรคปอดอักเสบ และไวรัส RSV สะท้อนภาระด้านสุขภาพที่ทับซ้อนกับสถานการณ์ฝุ่นพิษ โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวที่คุณภาพอากาศเลวร้ายลง

สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในปี 2568 เริ่มรุนแรงตั้งแต่เดือนตุลาคม พบอย่างน้อย 6 จังหวัด ที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานใหม่ไม่เกิน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดยจังหวัดระยองเคยตรวจพบค่าฝุ่นเฉลี่ย 24 ชั่วโมงสูงถึง 58 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่ภาคเหนือและกรุงเทพฯ กำลังเข้าสู่ช่วงวิกฤตระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงอากาศปิดและมีการเผาในที่โล่งเพิ่มขึ้น

นอกจากฝุ่นพิษ ภัยสุขภาพในฤดูหนาวยังรวมถึงโรคสครับไทฟัส หรือไข้รากสาดใหญ่ ซึ่งพบผู้ป่วยสะสม 8,144 ราย และเสียชีวิต 9 ราย รวมถึงความเสี่ยงจากโรคโปลิโอสายพันธุ์วัคซีนกลายพันธุ์ที่มีรายงานการระบาดในประเทศเพื่อนบ้าน และอาจกระทบพื้นที่ชายแดนไทยที่มีความครอบคลุมวัคซีนต่ำ

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า วิกฤตสุขภาพในปี 2568 ไม่ได้มีเพียงการระบาดของโรคติดเชื้อที่ต้องอาศัยวัคซีนเป็นเครื่องมือหลัก แต่ยังรวมถึงวิกฤตฝุ่นพิษที่จำเป็นต้องแก้ไขเชิงนโยบายอย่างจริงจัง เพื่อลดจำนวนผู้เสียชีวิตหลักหมื่นในระยะยาว ขณะเดียวกันประชาชนยังต้องป้องกันตนเองด้วยการสวมหน้ากากที่ได้มาตรฐาน และหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงที่ค่าฝุ่นอยู่ในระดับสูง

แม้การรณรงค์และมาตรการหลายด้านจะถูกเร่งดำเนิน แต่สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในปี 2569 ยังคงท้าทายอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงปลายเดือนมกราคม ค่าฝุ่น PM2.5 ยังเกินมาตรฐานในหลายจังหวัดทั่วประเทศ และคาดว่าจะยังคงสูงในพื้นที่กรุงเทพฯ และภาคกลางไปจนถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ทำให้หน่วยงานต้องออกคำเตือนด้านสุขภาพต่อประชาชน พร้อมเรียกร้องให้หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งและเฝ้าติดตามคุณภาพอากาศอย่างใกล้ชิด


อ้างอิง: กรมควบคุมโรค, สสส., Bloomberg

Author Avatar

ผู้เขียน

ลินลิสา เจือไทย
ข่าวทั้งหมดของผู้เขียน
แท็กที่เกี่ยวข้อง
PM2.5
ฝุ่น PM2.5



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ปลัดมหาดไทย' ยัน 17 จ.ภาคเหนือจุดความร้อนลดลง เชียงใหม่เหลือหลัก 100
'ปลัดมหาดไทย' ยัน 17 จ.ภาคเหนือจุดความร้อนลดลง เชียงใหม่เหลือหลัก 100