News Logo
หน้าแรก
ศาลปกครองสูงสุดสั่งหยุด ทำเหมืองถ่านหินอมก๋อยเชียงใหม่

ศาลปกครองสูงสุดสั่งหยุด ทำเหมืองถ่านหินอมก๋อยเชียงใหม่

14 ก.พ. 2569 14:38
ผู้ชม 103 คน

ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนตามศาลปกครองเชียงใหม่ให้ทุเลาการบังคับตามตามมติของ คชก. เนื่องจากการจัดทำ EIA ไม่ประเมินผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรมและชุมชนในพื้นที่และใกล้เคียงของโครงการเหมือนถ่านหิน ไม่ประเมินผลกระทบต่อคุณภาพดินและน้ำที่อาจเกิดขึ้นจากน้ำเหมืองแร่

ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลปกครองเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 13 ก.พ. ที่ผ่านมา โดยเห็นว่า การจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โครงการเหมืองแร่ถ่านหินเพื่อประกอบกิจการในพื้นที่บ้านกะเบอะดิน หมู่ที่ 12 ต.อมก๋อย อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ ไม่ปรากฏการประเมินผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรมและชุมชนต่างๆ ที่ใช้น้ำจากห้วยเดิมตลอดสาย ไม่มีการกล่าวถึงโลหะและกึ่งโลหะพิษในถ่านหิน และไม่มีการประเมินผลกระทบต่อคุณภาพดินและน้ำที่อาจเกิดขึ้นจากน้ำเหมืองเป็นกรดและการรั่วไหลของโลหะและกึ่งโลหะพิษลงสู่ดิน น้ำใต้ดิน และน้ำผิวดินในลักษณะแผนที่ความเสี่ยงเชิงพื้นที่และเชิงเวลา

นอกจากนี้ ไม่มีการประเมินความเสี่ยงและทำแผนที่ความเสี่ยงจากมลพิษอากาศให้ครอบคลุมมลพิษที่จะส่งผลกระทบต่อประชาชนจากกิจกรรมที่ทำให้เกิดมลพิษทั้งหมดตลอดกระบวนการ อีกทั้ง ในการศึกษาจำกัดพื้นที่ศึกษาเฉพาะในรัศมี 3 กิโลเมตร จากโครงการ ปรากฏข้อเท็จจริงว่าไม่มีข้อมูลอ้างอิงและไม่ครอบคลุมผู้มีส่วนได้เสีย และยังปรากฏข้อเท็จจริงอีกว่า ได้มีประชาชนในหมู่บ้านกะเบอะดิน หมู่ 12 จำนวนมากแจ้งความที่ สภ.อมก๋อย ร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรม อ.อมก๋อย

ประชาชนผู้รับผลกระทบยังได้ร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติว่า มีการปลอมลายมือชื่อประชาชนหลายรายในบันทึกรายงานการประชุมประชาคมหมู่บ้านกะเบอะดิน หมู่ 12 ซึ่งในเวลาต่อมาคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ตรวจสอบเรื่องร้องเรียนดังกล่าวแล้วได้มีรายงานผลการตรวจสอบ ที่ 141/2563 ลงวันที่ 24 มิ.ย. 2563 โดยวินิจฉัยว่า การดำเนินกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อประกอบการจัดทำ EIA โครงการเหมืองแร่ถ่านหินของ บริษัท ๙๙ ธุวานนท์ มีการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ต่อมากลุ่มเฝ้าระวังอมก๋อยมีหนังสือ ลงวันที่ 15 ต.ค. 2563 ขอให้ คชก. ทบทวนมติเห็นชอบ EIA โครงการทำเหมืองแร่ถ่านหิน ตามคำขอประทานบัตร ที่ 1/2543 เนื่องจากในรายงานฯ มีข้อบกพร่องของข้อมูลซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในพื้นที่จำนวนมาก และเมื่อพิจารณารายงานการประชุมในการประชุมครั้งที่ 36/2563 เมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 2563 ของ คชก. ที่พิจารณาทบทวนมติในการประชุมครั้งที่ 24/2544 เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 2554 ที่เห็นชอบ EIA แล้วปรากฏว่า คชก. ยังคงพิจารณาตามข้อมูลเดิม ไม่ได้มีการตรวจสอบ หรือให้แก้ไขเพิ่มเติมข้อมูลให้ถูกต้องครบถ้วน

ในชั้นนี้ศาลจึงเห็นว่า รายงาน EIA (ฉบับสมบูรณ์) โครงการทำเหมืองแร่ถ่านหินดังกล่าวน่าจะมีปัญหาความชอบด้วยกฎหมาย มีผลให้มติของ คชก. เมื่อวันที่ 6 ส.ค. 2554 ที่เห็นชอบ EIA โครงการ ตามคำขอประทานบัตร ที่ 1/2543 ของบริษัท ๙๙ ธุวานนท์ และมติของผู้ คชก. เมื่อวันที่  ธ.ค. 2563 ที่ยืนตามมติของ คชก. เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 2555 ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองที่พิพาทน่าจะมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งทางปกครองด้วยเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า ปัจจุบัน บริษัท ๙๙ ธุวานนท์ ได้นำ EIA ตามคำขอประทานบัตร ตามที่ คชก.มีมติให้ความเห็นชอบไปดำเนินการยื่นขอประทานบัตรต่อเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจออกประทานบัตรสำหรับการทำเหมืองแร่ตามกฎหมายแล้ว โดยอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของกรมอุตสาหกรรมขั้นพื้นฐานและการเหมืองแร่

ทั้งนี้ หากในระหว่างการพิจารณาของศาล เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจดังกล่าวได้ออกประทานบัตรการทำเหมืองแร่ถ่านหินให้แก่บริษัท ๙๙ ธุวานนท์ ย่อมส่งผลทำให้ผู้บริษัทสามารถเข้าดำเนินโครงการทำเหมืองแร่ถ่านหินตามที่ได้รับอนุญาตได้ทันที

จึงเห็นได้ว่าการให้คำสั่งของ คชก. ตามมติทั้ง 2 ครั้งดังกล่าวมีผลใช้บังคับต่อไป อาจทำให้ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการซึ่งเป็นผู้ยื่นฟ้องคดีทั้ง 50 รายและประชาชนในบริเวณพื้นที่ดังกล่าวได้รับความเดือดร้อนเสียหาย และความเสียหายที่เกิดจากปัญหาสิ่งแวดล้อมนั้นมักส่งผลกระทบรุนแรงต่อคุณภาพของสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของชุมชนใกล้เคียงอย่างต่อเนื่องเป็นเวลายาวนาน แม้ต่อมาภายหลังศาลจะพิพากษาเพิกถอนมติของ คชก. ก็ไม่อาจแก้ไขเยียวยาความเสียหายที่ผู้ฟ้องคดีได้รับจากการบังคับตามผลของคำสั่งทางปกครองได้

หากศาลมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับตามมติของ คชก. ทั้ง 2 ครั้งข้างต้นก็จะส่งผลให้เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจยังไม่สามารถออกประทานบัตรการทำเหมืองแร่ถ่านหินให้แก่บริษัทเจ้าของโครงการและบริษัทยังไม่สามารถเข้าดำเนินโครงการทำเหมืองแร่ถ่านหินตามที่ได้รับอนุญาตได้ ย่อมมิได้เป็นอุปสรรคแก่การบริหารงานของรัฐหรือแก่บริการสาธารณะในอำนาจหน้าที่ของ คชก. แต่อย่างใด กรณีจึงมีเหตุผลอันสมควรที่ศาลปกครองจะมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับตามตามมติของ คชก.ที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดี จึงมีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลปกครองเชียงใหม่

สำหรับคดีนี้ประชาชนในชุมชนที่เดือดร้อนทั้ง 50 ราย ฟ้องว่า ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากกรณีที่ บริษัท ๙๙ ธุวานนท์ จำกัด ในฐานะผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ได้ยื่นคำขอประทานบัตรโครงการเหมืองแร่ถ่านหินเพื่อประกอบกิจการในพื้นที่บ้านกะเบอะดิน หมู่ที่ 12 ต.อมก๋อย อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ โดยสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ได้รับจดทะเบียนเป็นคำขอประทานบัตร ที่ 1/2543 ลงวันที่ 2 ก.พ. 2543

บริษัท ๙๙ ธุวานนท์ ได้มอบหมายให้บริษัท ทอพ - คลาส คอนซัลแทนท์ จำกัด เป็นผู้จัดทำ EIA โครงการฯ ตามคำขอประทานบัตร ที่ 1/2543 และจัดส่งรายงานดังกล่าวต่อสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ในฐานะผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.) ในฐานะผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 พิจารณา ซึ่ง คชก.ได้พิจารณาให้ความเห็นชอบ 2 ครั้ง ในการประชุมครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 2554 ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 2563

ต่อมาประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจึงนำมติ คชก.ฟ้องต่อศาลปกครองเชียงใหม่ให้เพิกถอนมติของ คชก. ทั้ง 2 ครั้ง และให้ คชก. และ สผ. ดำเนินการปรับปรุงแก้ไข EIA โครงการดังกล่าวให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในปัจจุบัน ต่อมาศาลปกครองเชียงใหม่ มีคำสั่งลงวันที่ 23 ก.ย. 2565 ทุเลาการบังคับตามมติของ คชก. ทั้ง 2 ครั้งไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ต่อมาคชก. และ สผ. ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองของศาลปกครองเชียงใหม่

สำหรับโครงการเหมืองแร่ถ่านหิน อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ เริ่มขึ้นเมื่อปี 2530 หลังจากบริษัทเอกชนเข้ามาซื้อที่ดินในหมู่ 12 บ้านกะเบอะดิน ต.อมก๋อย อ.อมก๋อย จากนั้นในปี 2543 บริษัท 99 ธุวานนท์ จำกัด ได้นำที่ดินดังกล่าวไปยื่นคำขอประทานบัตรทำเหมืองถ่านหินจากกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เนื้อที่ประมาณ 284 ไร่ 30 ตารางวา มีปริมาณถ่านหินจากการสำรวจประมาณ 720,000 ตัน ระยะเวลาในการยื่นขอทำสัมปทาน 10 ปี 

นับตั้งแต่มีการสำรวจแหล่งแร่ในปี 2543 จนถึงการทำ EIA แล้วเสร็จในเดือน ต.ค.ปี 2554  ชาวอมก๋อยต่างตั้งข้อสงสัยถึงการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของโครงการ เนื่องจากรายชื่อประชาชนที่ยินยอมให้ทำเหมืองถ่านหินไม่ตรงกับลายเซ็นในเอกสาร โดยเฉพาะหมู่บ้านกะเบอะดินซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นปกาเกอะญอที่บางคนไม่สามารถพูดหรือเขียนภาษาไทยได้ แต่กลับเซ็นยอมรับโครงการใน EIA

ในเดือน พ.ค. 2562 ชุมชนในพื้นที่อมก๋อยจึงได้รวมตัวยื่นจดหมายและข้อเรียกร้องให้ยุติโครงการเหมืองถ่านหินถึงนายอำเภออมก๋อย โดยหยิบยกผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชุมชน ผลกระทบด้านสุขภาพที่จะเกิดขึ้นจากมลพิษทางอากาศ การปนเปื้อนมลพิษในแหล่งน้ำโดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำทิ้งจากเหมืองถ่านหินที่มีสภาพเป็นกรดตลอดจนการทำลายระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ

อย่างไรก็ตาม บ้านกะเบอะดิน และบ้านผาแดง เป็นชุมชนเล็กๆ ของชาติพันธุ์กะเหรี่ยงโปว์ ครอบคลุมพื้นที่ราว 9.012 ตารางกิโลเมตร มีประชากร 483 คน จาก 168 ครัวเรือน โดยที่ผ่านได้ต่อสู้เพื่อปกป้องชุมชนจากโครงการเหมืองถ่านหินมาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2562 แม้จะยื่นฟ้องคดีกับพนักงานสอบสวน สภ.อมก๋อย เจ้าหน้าที่ตำรวจก็สั่งไม่ฟ้อง ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการจังหวัดฮอดก็มีความเห็นสั่งไม่ฟ้องเช่นเดียวกัน ในขณะที่บริษัทเอกชนยังพยายามใช้วิธีการฟ้องคดีปิดปากอีกด้วย

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กรมประมงแก้ปัญหาปลาหมอคางดำไม่มีประสิทธิภาพ กสม.แนะของบฯ รับซื้อเพิ่ม
กรมประมงแก้ปัญหาปลาหมอคางดำไม่มีประสิทธิภาพ กสม.แนะของบฯ รับซื้อเพิ่ม